บรรณาธิการของสำนักข่าว The Isaan Record โดน ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ฟ้องหมิ่นประมาทอีกราย เหตุแชร์โพสต์ของ บก.บห.ที่ลงลิงก์ข่าวรายงานเรื่องบริษัทนายหน้าแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าในฟินแลนด์ถูกเรียกรับสินบนเอี่ยวข้าราชการและอดีต รมว.แรงงาน
เมื่อวานนี้ (29 มี.ค.2569) โกวิท โพธิสาร ในตำแหน่งบรรณาธิการเนื้อหาของสำนักข่าว The Isaan Record ได้รับหมายศาลในคดีที่สุชาติ ชมกลิ่น อดีต รมว.แรงงานฟ้องในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท
สาเหตุตามที่โกวิทชี้แจง เป็นคดีที่มาจากที่เขาแชร์โพสต์ของหทัยรัตน์ พหลทัพ เพื่อนร่วมงานในตำแหน่งบรรณาธิการบริหารสำนักข่าวเดียวกันเมื่อวันที่ 11 ก.พ.2569 ที่โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงต่อกรณีที่สุชาติให้สัมภาษณ์สื่อพาดพิงคนที่โพสต์ข่าวดีเอสไอกล่าวหามีการรับสินบนจากบริษัทอุตสาหกรรมเบอร์รี่ ประเทศฟินแลนด์เป็นเงินรวม 36 ล้านบาท ว่าตัวเธอทำโดยบริสุทธิ์ใจและเป็นหน้าที่สื่อมวลชนเท่านั้น
ส่วนโกวิทมีการเขียนข้อความประกอบการแชร์โพสต์นั้นแต่เป็นเรื่องชี้แจงว่า The Isaan Record ไม่ได้เป็นแค่สื่อท้องถิ่นแต่ทำงานแทบจะทั่วโลกซึ่งรวมถึงฟินแลนด์ด้วย ซึ่งเป็นประเด็นเรื่องนิยามของสื่อท้องถิ่นตามวิชานิเทศศาสตร์ โดยเขาไม่ได้กล่าวถึงเนื้อหาของชิ้นงานของสำนักข่าวที่เป็นประเด็นโดยตรง
“เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นอีกครั้งที่การฟ้องปิดปากถูกนำมาใช้ เฉพาะคดีเกี่ยวเนื่องกับการค้ามนุษย์ในแรงงานเก็บเบอร์รี ก็มีการฟ้องนักกิจกรรมอย่าง อรนุช ผลภิญโญ และฟ้องหทัยรัตน์ พหลทัพ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน แทนที่จะเร่งตรวจสอบให้ทุกอย่างเกิดความกระจ่าง กลับฟ้องปิดปากคนที่ออกมาเรียกร้องหรือสื่อสารประเด็นนี้ต่อสาธารณะ” แสดงความเห็นไว้ในข่าว
ก่อนหน้านี้เมื่อ 21 มี.ค. หทัยรัตน์เองก็ได้รับหมายศาลที่สุชาติเป็นโจทก์ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเช่นกันและยังมีข้อหาพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ด้วย พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000,000 บาท โดยระบุถึงโพสต์ของหทัยรัตน์ในช่วงวันที่ 26 ม.ค.-11 ก.พ.2569 ที่ได้โพสต์ถึงรายงานข่าว “เปิดหลักฐานนักการเมืองรับสินบน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์” พร้อมวางลิงก์รายงานเรื่องดังกล่าวของสำนักข่าวประกอบคอมเมนต์
สุชาติระบุในฟ้องว่าเนื้อหาในโพสต์ของหทัยรัตน์ทำให้คนทั่วไปอ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ว่านักการเมืองไทยที่ว่านั้นหมายถึงตนได้กระทำการรับสินบนและค้ามนุษย์ เขาปฎิเสธว่าไม่เคยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบน 36 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อ 22 มี.ค.2569 สุชาติ ออกมาเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ทนายความถ้อนฟ้องหทัยรัตน์แล้ว และอีก 3 วันต่อมาณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของสุชาติก็ออกมายืนยันว่าถอนฟ้องแล้วแต่จะให้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวหากทำซ้ำอีกก็จะดำเนินคดีอาญาให้เด็ดขาด
“ผมไม่เคยอยากฟ้องสื่อ กรณีนี้เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 2 ปี และยังอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. เมื่อฝ่ายกฎหมายตรวจสอบคำชี้แจงของสื่อแล้ว เห็นว่าเป็นการเสนอข่าวตามขั้นตอนขององค์กรอิสระ จึงให้ถอนฟ้อง เพราะไม่มีเจตนาจะปิดปากสื่อแต่อย่างใด” สุชาติกล่าวถึงเหตุที่ถอนฟ้อง
อย่างไรก็ตาม จากโพสต์ของโกวิทเมื่อวานนี้ทำให้ทราบว่า ปัจจุบันหทัยรัตน์เองก็ยังไม่ได้รับหมายแจ้งเป็นทางการว่ามีการถอนฟ้องแล้ว
ผลสอบ DSI และรายงานข่าวของฟินแลนด์
ในรายงานข่าวของ The Isaan Record ได้อ้างถึงข่าวการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองคดีการค้ามนุษย์ว่า มีการกล่าวหาอดีตนักการเมือง 2 คนและอดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงแรงงาน 2 คน ฐานความผิดต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 และ 157 จากการเรียกรับเงินบริษัทเอกชนในฟินแลนด์ และได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.แล้ว
นอกจากนั้นยังอ้างถึงข้อมูลจากเอกสารของดีเอสไออีกว่า ข้อมูลจากอีเมลและข้อความจากไลน์ของคนชื่อกัลยากร หรือทุเรียน นายหน้าของบริษัท “เคียนตามะ” ผู้ประกอบการเกี่ยวกับเบอร์รี่ป่าในฟินแลนด์ส่งมอบกล่องที่ใส่เงินสด 3,000,000 บาทให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงแรงงานและเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวได้ส่งกล่องใส่เงินให้กับอดีต รมว.แรงงาน
ทางด้านดีเอสไอและตำรวจฟินแลนด์ยังได้สืบสวนร่วมกันและกล่าวหาว่าอดีต รม.แรงงาน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงแรงงานว่าได้เรียกรับเงินจากแรงงานจำนวน 1,600 คนจากบริษัทของกัลยากรคนละ 3,000 บาท แต่กัลยากรต่อรองเหลือ 2,000 บาท และนอกจากการเรียกรับจากบริษัทของกัลยากรแล้วยังพบว่ามีการเรียกรับเงินจากนายหน้าบริษัทอื่นๆ ด้วย คือบริษัทซีเอชฟิวเจอร์เป็นมูลค่า 36,000,000 บาท
อีกทั้งThe Isaan Record ยังอ้างถึงรายงานข่าวของสำนักข่าวฟินแลนด์ชื่อ yle ที่ระบุว่าอัยการสูงสุดฟินแลนด์บอกว่าเจ้าหน้าที่กรมจัดหางานไทยต้องสงสัยว่าเรียกรับสินบนจากบริษัทฟินแลนด์อย่างน้อยในช่วงปี 2563-2566 ที่ดำเนินการโดยบริษัทนายหน้าในไทย โดยซ่อนรวมอยู่กับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้คนงานไม่เข้าใจสถานการณ์จริง และตำรวจฟินแลนด์ยังสงสัยว่าบริษัทนายหน้าจะเรียกเก็บค่าสินบนคืนจากแรงงานเก็บเบอร์รี่แทน โดยประเด็นนี้ถูกเปิดเผยในระหว่างการสอบสวนคดีของบริษัทเก็บเบอร์รี่ชื่อ Polarica และคดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลแขวงลัปแลนด์แล้วอีกด้วย
คดี SLAPP ชนะไม่ชนะไม่รู้ ฟ้องไว้เป็นภาระก็สำเร็จ
ทั้งนี้ บก. The Isaan Record ทั้ง 2 คน ได้กล่าวว่า คดีของพวกเขาเข้าข่ายเป็นคดีที่เรียกกันว่า “คดีฟ้องปิดปาก” ซึ่งเป็นการเล่นคำที่มาจาก SLAPP (Strategic Lawsuit Agains t Public Participation) ที่แปลเต็มๆ ก็คือการฟ้องคดียุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านการมีส่วนร่วม
คดีฟ้องปิดปากจะเน้นการฟ้องเพื่อให้เป็นภาระแก่ผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์หรือไปจนถึงคนที่ออกมารวมกลุ่มกันเรียกร้องในประเด็นทางสังคมต่างๆ ทั้งการเมือง สิ่งแวดล้อม รวมถึงคัดค้านการดำเนินงานของบริษัทเอกชนที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชน เพื่อให้หยุดการวิพากษ์วิจารณ์หรือการประท้วงและสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมว่าหากใครออกมาเคลื่อนไหวก็จะถูกดำเนินคดี
การฟ้องคดีลักษณะนี้ไม่จำเป็นว่าปลายทางคดีฝ่ายผู้ฟ้องจะต้องชนะคดีเสมอไป เพราะมีหลายคดีในไทยเองเมื่อไปถึงศาลแล้ว ศาลก็มักพิพากษายกฟ้องถ้าหากเป็นการวิจารณ์โดยสุจริตหรือเป็นการรายงานข้อเท็จจริงของสำนักข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ถ้าหากการฟ้องคดีทำให้การวิพากษ์วิจารณ์หรือการประท้วงยุติลงไปได้ก็ถือเป็นผลสำเร็จแล้ว
กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นเช่น กรณีของบริษัทธรรมเกษตรฟ้องนักข่าวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่โพสต์หรือแชร์รายงานเกี่ยวกับการใช้แรงงานในฟาร์มไก่ของบริษัทที่สุดท้ายคดีศาลยกฟ้องเกือบทั้งหมดหรือเมื่อไปศาลชั้นที่สูงขึ้นอย่างชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาศาลก็พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าเป็นประเด็นประโยชน์สาธารณะ หรือเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีกรณีธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรมที่แจ้งความหมิ่นประมาทกับประชาชนที่วิจารณ์ตัวเองเป็นหลักร้อยคดี
ก่อนหน้านี้เมื่อ 25 มี.ค. หทัยรัตน์เดินทางไปที่รัฐสภายื่นข้อเรียกร้องต่อ สส.และ สว. ที่นอกจากจะมีเรื่องขอให้ตรวจสอบการเรียกรับสินบนแล้วยังเรียกร้องให้ความสำคัญในการปกป้องสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนโดยยืนยันว่าการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อฟ้องร้องสื่อมวลชนที่ปฏบัติหน้าที่เป็นการจำกัดเสรีภาพเป็นการใช้กฎหมายปิดปาก(SLAPP) ข่มขู่สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ และเป็นเรื่องที่เธอไม่ยอมรับการปิดปากเช่นนี้
