Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ออกแถลงการณ์วิจารณ์รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่ 2 ก่อนวันแถลงนโยบาย โดยเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังทางการเมืองอย่างน้อย 61 คน พร้อมตั้งคำถามต่อการจัดการวิกฤตพลังงาน ฝุ่นพิษภาคเหนือ และนโยบายคาร์บอนเครดิตที่มองว่าเอื้อทุนมากกว่าประชาชน และเรียกร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

8 เมษายน 2569 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ออกแถลงการณ์ 'ก่อนการแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่สอง' ระบุว่า รัฐบาลที่ไม่เห็นหัวประชาชนกำลังจะขึ้นแถลงนโยบายภายใต้กรอบความชอบธรรมที่อ้างอิงการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งนั้นดำเนินอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นกติกาที่ถูกออกแบบโดยคณะรัฐประหารเพื่อจำกัดอำนาจอธิปไตยของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง กำหนดเพดานของการมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ล่วงหน้า และเปิดพื้นที่ให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลของการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มทุนมากกว่าการสะท้อนเจตจำนงค์ของประชาชน จนทำให้สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่เพียงประชาธิปไตยที่มีข้อบกพร่อง แต่เป็นระบอบการเมืองที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการพรากอำนาจอธิปไตยของประชาชนและแปลงมันให้กลายเป็นอำนาจต่อรองของชนชั้นนำและทุนผูกขาด

ในขณะที่รัฐบาลกำลังแถลงนโยบาย ยังมีผู้ถูกคุมขังจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองอย่างน้อย 61 คน ในจำนวนนี้ 34 คน ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และ 5 คน ตามมาตรา 110 มีผู้ไม่ได้รับการประกันตัว 27 คน ผู้ต้องรับโทษแล้ว 33 คน และยังมีเยาวชนอีก 1 คน ในสถานพินิจ โดยตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การคุมขังเหล่านี้เกิดจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยสงบ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตาม กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาตรา 19 และ 21 อันเป็นพันธกรณีที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติ ขณะที่คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการกักขังโดยอำเภอใจได้มีความเห็นแล้วกว่า 10 ฉบับ ว่าการคุมขังลักษณะนี้ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แต่รัฐไทยยังไม่ดำเนินการแก้ไข

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร่งด่วน ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังทางการเมืองทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข และทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงมาตรา 112 เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน และฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อหลักประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ในประเทศที่ขังคนไว้เพราะพวกเขาใฝ่ฝันถึงเสรีภาพ

ในขณะที่รัฐบาลกำลังเตรียมแถลงนโยบายภายใต้ถ้อยคำอย่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” และ “การสร้างความเชื่อมั่น” ประชาชนจำนวนมหาศาลกำลังเผชิญกับวิกฤตที่เป็นรูปธรรมอยู่ทุกวัน ตั้งแต่ราคาน้ำมันที่ผลักภาระต้นทุนไปสู่ครัวเรือนและแรงงาน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนเกษตรกรติดอยู่ในวงจรหนี้สิน ความไม่มั่นคงของแรงงานทั้งในและนอกระบบ ไปจนถึงสิทธิพื้นฐานที่สุดอย่างอากาศสะอาดสำหรับหายใจที่ถูกทำลายลงทุกวันในภาคเหนือ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ในขณะเดียวกัน ความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังซ้ำเติมวิกฤตนี้ให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะต่อกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้ทำงานในห้องปรับอากาศและต้องเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานก่อสร้าง แรงงานรับจ้างรายวัน เกษตรกร และแรงงานนอกระบบซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอนและเข้าถึงระบบหลักประกันทางสังคมได้อย่างจำกัด ทำให้เมื่อความร้อนกลายเป็น “ภัยเงียบ” พวกเขาต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และต้นทุนการดำรงชีวิตที่สูงขึ้นพร้อมกัน โดยที่ไม่มีมาตรการเชิงนโยบายจากรัฐที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองสิทธิในการมีชีวิตและสุขภาพที่ปลอดภัย

ภายใต้บริบทที่โลกกำลังเผชิญกับสงครามและวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาเช่นนี้ รัฐบาลกลับไม่มีนโยบายฉุกเฉินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ แต่เลือกทำเพียงการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน โดยไม่แตะโครงสร้างการกำหนดราคาพลังงาน ไม่ควบคุมราคาน้ำมันในภาวะวิกฤต ไม่ระงับกำไรเกินควรของโรงกลั่น และไม่ออกมาตรการคุ้มครองแรงงานนอกระบบและเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนว่ารัฐไม่ได้กำลังจัดการวิกฤต แต่กำลังปล่อยให้ต้นทุนของวิกฤตถูกผลักลงสู่ประชาชน ในขณะที่ผลประโยชน์ยังคงไหลไปสู่กลุ่มทุนอย่างต่อเนื่อง

แต่สิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้น คือกรณีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตรในช่วงวิกฤต ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ประชาชนต้องต่อแถวยาวหน้าปั๊มน้ำมัน  เพราะคำถามพื้นฐานที่รัฐไม่สามารถตอบได้ไม่ใช่เพียงว่าน้ำมันนั้นหายไปไหน แต่ใครเป็นผู้กักตุน ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ และเหตุใดรัฐที่อ้างความโปร่งใสจึงไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมารับผิดได้ ซึ่งสะท้อนว่าโครงสร้างพลังงานของประเทศกำลังเปิดทางให้ทุนใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการสะสมกำไร ในขณะที่รัฐไม่สามารถหรือไม่ยินยอมทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างแท้จริง

และยิ่งน่าเจ็บปวดกว่านั้น เมื่อรัฐบาลชุดเดียวกันที่ปล่อยให้คนภาคเหนือหายใจฝุ่นพิษ กลับประกาศภาคภูมิใจในนโยบายข้อ 18.4 ว่าจะ “จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล” ทั้งที่ตลาดคาร์บอนเครดิตไม่ใช่การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่เป็นการขายสิทธิ์ในการปล่อยมลพิษต่อไปโดยมีราคาแปะไว้ ทำให้บริษัทขนาดใหญ่สามารถซื้อสิทธิ์ที่จะไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง และทำให้ชุมชนที่รักษาป่า รักษาต้นน้ำ และรักษาระบบนิเวศ กลายเป็นเพียง “สินค้า” ในตลาดของนักลงทุน ขณะที่ฝุ่นในปอดของเด็กและผู้ใหญ่ในภาคเหนือไม่ใช่สินค้า และไม่มีคาร์บอนเครดิตใดสามารถชดเชยได้

ทางออกของวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะไม่มีวันสำเร็จผ่าน “ทุนนิยมสีเขียว” หรือการขยายตลาดคาร์บอนโลก แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและการพัฒนา เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือการสร้างตลาดใหม่ให้ทุน แทนที่จะสร้างระบบปกป้องสุขภาพของประชาชน เลือกออกแบบกลไกทางการเงินสีเขียวแทนที่จะเอาผิดผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ เลือกขายอากาศแทนที่จะทำให้อากาศสะอาด ซึ่งทั้งหมดนี้คือทุนนิยมสีเขียวที่แต่งตัวด้วยนโยบาย Net Zero แต่ยืนอยู่บนซากปอดของคนทั้งประเทศ

ในระดับระหว่างประเทศ การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ถูกนำเสนอในฐานะเส้นทางสู่การพัฒนา แต่ในเชิงโครงสร้างมันคือการผูกพันประเทศเข้ากับกติกาที่เปิดทางให้ทุนข้ามชาติ จำกัดอำนาจของรัฐในการคุ้มครองประชาชนและลดทอนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศ

ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้แสดงเจตจำนงผ่านประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐบาลกลับยังยึดโยงอยู่กับกติกาเดิมที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม และในกรณีปาตานี การที่รัฐยังคงไม่มีนโยบายสันติภาพที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เพียงความล้มเหลวเชิงนโยบาย แต่เป็นการปฏิเสธสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของประชาชนอย่างเป็นระบบ

กระบวนการสันติภาพที่มีความยุติธรรมต้องเริ่มจาก ยกเลิกกฎอัยการศึกและกฎหมายพิเศษที่ให้ภูมิคุ้มกันแก่เจ้าหน้าที่รัฐ รับรองอัตลักษณ์และภาษามลายูปาตานีอย่างเป็นทางการ กระจายอำนาจให้ชุมชนเป็นเจ้าของการตัดสินใจ และสร้างกลไกค้นหาความจริงและเยียวยาเหยื่อจากทุกฝ่าย

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแยกส่วน แต่เป็นภาพเดียวกันของโครงสร้างรัฐที่ปล่อยให้ทุนกำหนดทิศทางนโยบาย ปล่อยให้ต้นทุนของวิกฤตตกอยู่กับประชาชน และปล่อยให้สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้คนต้องถูกต่อรองผ่านวิกฤต ผ่านตลาด และผ่านศาล แทนที่จะได้รับการคุ้มครองโดยตรงจากรัฐ

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนโยบายเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่แค่เนื้อหาของนโยบาย แต่อยู่ที่กติกาที่กำหนดว่าใครมีอำนาจในการตัดสินใจ ใครมีอำนาจตรวจสอบ และใครต้องแบกรับผลกระทบ ซึ่งทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดยประชาชนอย่างแท้จริงไม่ใช่เพียงข้อเรียกร้องทางการเมือง แต่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของการสร้างสังคมที่ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตที่ดีได้

ท้ายที่สุด อำนาจอธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะมอบให้ แต่เป็นสิทธิที่ประชาชนต้องยึดคืนจากโครงสร้างที่พรากมันไป
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง