Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“...ท่ามกลางจีนเทาและไทยเทาเต็มแผ่นดิน จากมรดกบาปของ คสช. สร้างโรงงานเถื่อนขนขยะพิษมาแปรรูปจนก่อผลกระทบรุนแรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน สุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเสื่อมโทรมลงอย่างหนัก ยิ่งต้องเดิน…” — เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์, ประธาน กป.อพช.

นับตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562 ที่ ส.ว. [แต่งตั้ง] ช่วยส่งประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเก้าอี้นายกฯ อันเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐธรรมนูญมรดกรัฐประหาร เสียงเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดยประชาชนก็ดังกระหึ่มเรื่อยมา โดยเฉพาะหลังช่วงการชุมนุม 2563 ที่ประเด็นสังคมแง่มุมต่างๆ ถูกนำเสนอให้เห็นความเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญอย่างไร และเป็นเรื่องใกล้ตัวแค่ไหน มิใช่เพียงการเลือกตั้ง แต่ยังรวมถึงสิทธิชุมชน การจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจที่ยิ่งมากล้นในการแทรกแซงฝ่ายการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ทำให้แม้แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุด 2566 แทบทุกพรรคการเมืองก็หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นส่วนสำคัญในการหาเสียง

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าเสียงเรียกร้องนี้จะเคยดังแค่ไหน แต่พิษสงของรัฐธรรมนูญ 2560 กลับไม่เคยทอนพลัง มีแต่จะยิ่งออกฤทธิ์แรงขึ้น เมื่อพรรคก้าวไกลไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้แม้รวมเสียง ส.ส. ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภา ทั้งยังถูกยุบพรรค-ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารในเวลาต่อมา รวมถึงการที่พรรคเพื่อไทยต้องหันไปจับมือกับศัตรูเก่าเพื่อตั้งรัฐบาล ตามมาด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งการปลดนายกฯ สองคนของเพื่อไทย (จนท้ายที่สุดได้รัฐบาลภูมิใจไทยด้วยการโหวตของพรรคประชาชนให้มาดันวาระร่างรัฐธรรมนูญใหม่-ยุบสภา) ยิ่งทำให้การเมืองไทยพิสดารขึ้นทวีคูณ 

มากไปกว่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยห้ามประชาชนเลือก สสร. โดยตรง ทำให้พรรคการเมืองต้องเสนอโมเดลที่ห่างไกลเหลือเกินจากข้อเรียกร้องที่เคยเกิดขึ้น ล่าสุด อนุทินยังใช้การผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เป็นตัวประกันจากการอภิปรายซักฟอกด้วย 

ดูเหมือนหนทางรัฐธรรมนูญใหม่จะยิ่งกว่าเข้ารกเข้าพง

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเหตุผลที่คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และองค์กรเครือข่าย จัดแคมเปญรณรงค์ ‘Walk to the Future เดินเปลี่ยนอนาคต’ เพื่อทำให้ข้อเรียกร้องนี้ไม่ถูกซัดหายไปด้วยคลื่นแรงอันแปรปรวนของการเมืองในสภา ดังที่ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธาน กป.อพช. โพสต์ในเฟซบุ๊ก

“...หากการเมืองเป็นไปตาม MOA หรือบันทึกข้อตกลง ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ที่มีเงื่อนไขว่ารัฐบาลอนุทิน/ภูมิใจไทยต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน เพื่อเลือกตั้งใหม่พร้อมการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ (กำหนดเป็นวันที่ 29 มีนาคม 2569) ก็ควรเดิน

แม้การเมืองมีเหตุให้ต้องยุบสภาก่อน หรือเหตุอื่นใดก็ตาม ที่ไม่เป็นไปตาม MOA ก็ยิ่งควรเดิน

ยิ่งหนทางไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชนในรัฐบาลนี้ ไม่มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้ว มีแต่คณะกรรมาธิการยกร่าง และคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ที่เลือกโดยรัฐสภาเท่านั้น ก็ยิ่งควรเดิน

เดินเพื่อส่งเสียงกู่ก้องร้องตะโกนว่ากลไกและวิธีการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังมีข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง…”

แคมเปญดังกล่าวเป็นการเดินเท้าระหว่างวันที่ 6-10 ธันวาคม ที่กำลังจะถึงในสุดสัปดาห์หน้า (กินเวลา 5 วัน ระยะทาง 55 กิโลเมตร) เริ่มเดินจากสวนอาหารลุงนวย อ.วังน้อย จ.อยุธยา ในเช้าวันที่ 6 ธ.ค.ไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันที่ 10 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญ โดยมีกิจกรรมรออยู่ทุกปลายทางของแต่ละวัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนต้องเดินหน้าต่อ ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร

‘รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชน’ คือการทำงานระยะยาว

“จริงๆ แล้วเรื่องนี้เรามีการรณรงค์พูดคุยกันมาหลายปีแล้ว แต่ว่ามันก็ยังไม่ได้เห็นทิศทาง หรือว่ามีความหวังของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากนัก แต่ปีนี้มันมีการจุดประเด็นนี้ขึ้นมาใหม่ เราก็คิดว่ามันมีความจำเป็นที่เราจะต้องเป็นอีกหนึ่งเสียงที่จะบอกให้เห็นถึงความสำคัญของการมีรัฐธรรมนูญที่ดีที่มันจะตอบโจทย์คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน” 

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ (หญิง) ตัวแทนจาก กป.อพช. กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องจัดแคมเปญ

เธอเล่าว่าอยากให้สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ภาคประชาชนกลับมาสนใจประเด็นนี้อย่างจริงจัง หลังจากภาคการเมืองตกลงกันชัดแล้วว่าคงไม่มี สสร. จากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม เธอเองก็รู้ดีว่าด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเร็ววัน โดยเฉพาะบนเงื่อนไข สสร. เลือกตั้ง อย่างที่ภาคประชาชนเรียกร้องมาตลอด การเดินรณรงค์ครั้งนี้จึงเป็นการทำงานระยะยาวเพื่อเลี้ยงกระแสให้คนไม่ลืมและกลับมาสนใจเรื่องนี้ เหมือนอย่างที่แคมเปญ #ConforAll เคยรวบรวมกว่า 200,000 รายชื่อบนกระดาษได้ในเวลาเพียง 3 วัน ส่งให้ กกต. เพื่อขอทำประชามติด้วยคำถามว่า ‘ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่ารัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน’ ซึ่งแม้ท้ายที่สุดไม่มีความคืบหน้าหรือการตอบรับ แต่ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากมีความต้องการในเรื่องนี้อย่างไร

ไม่เชื่อว่ารัฐบาลอนุทินมีความตั้งใจในการผลักดัน รธน.

“เราก็ไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีความตั้งใจในการผลักดันรัฐธรรมนูญ รวมถึงอุปสรรคจากศาลรัฐธรรมนูญเองที่ออกมาพูดถึงกระบวนการเลือก สสร. อันนี้ก็ชัดเจนว่าฝั่งผู้ที่กุมอำนาจไม่ได้ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน อย่างไรก็ตามเราก็เห็นว่ามันก็เป็นความจำเป็นข้องภาคประชาชนที่ต้องพูดคุยถึงเรื่องนี้”

เธออธิบายว่าการที่กฎหมายแม่อย่างรัฐธรรมนูญ 2560 มีความผิดปกติ ทำให้กฎหมายลูกที่เกิดขึ้นตามกันมาผิดปกติตามไปด้วย จนเกิดเป็นการลิดรอนสิทธิ์อย่างที่เห็นได้ในหลายกรณี (ดังที่เลิศศักดิ์เขียนโพสต์เฟซบุ๊กไว้ข้างต้น) คำตัดสินน่ากังขาต่าง ๆ ของศาลรัฐธรรมนูญเองก็เป็นผลพวงของความผิดปกตินี้ ทั้งการยุบพรรคการเมือง ปลดนายกฯ สองคนในสองปี หรือแทรกแซงกระบวนการได้มาซึ่ง สสร. ที่ควรเป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองตกลงกันโดยมีส่วนร่วมจากประชาชน

กระนั้น เธอไม่เชื่อว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีความตั้งใจที่จะผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ อาจต้องไปคาดหวังจากรัฐบาลหน้ามากกว่า นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเสริมว่าหากภาคประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จนมีพลังมากเพียงมากพอ ทุกพรรคการเมืองก็ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย

การที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมซักฟอกรัฐบาล จึงไม่ใช่เรื่องที่กระทบอะไรกับการรณรงค์ตามความเห็นของเธอ และการที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรี มีท่าทีขู่ว่าจะยุบสภาฯ แล้วกระบวนการผลักดัน รธน. ล้มไป ทำให้เธอยิ่งเชื่อว่ารัฐบาลอนุทินไม่มีความจริงใจตั้งแต่แรกที่จะร่างใหม่ มิเช่นนั้นคงไม่ดึงเรื่องนี้มาใช้ประโยชน์ในเกมการเมืองเพื่อป้องกันตัวเองจากการซักฟอก

เธอยืนยันว่าคำขู่ของอนุทินไม่มีความหมายอะไรต่อเรื่องนี้ ไม่ว่าการเมืองในสภาจะดำเนินไปอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของภาคประชาชนที่ต้องทำการเมืองนอกสภาเพื่อผลักดันเรื่องนี้อยู่ดี

“ในเรื่องของการซักฟอกพรรคภูมิไจไทย หากว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องทำ มันก็เป็นเรื่องที่ควรทำ โดยที่ไม่ต้องเอาเรื่องรัฐธรรมนูญมากังวลใจใด ๆ เลย เพราะเราก็เห็นอยู่ตอนนี้มันมีหลายปัญหามาก ๆ ที่รัฐบาลอนุทินเลือกที่จะปล่อยเบลอ”

หวังคนร่วมเดินหลักพัน - มีเซอร์ไพรสที่ มธ. รังสิต

เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อผลลัพธ์ จุฑามาสกล่าว่าอยากให้มีคนร่วมเดินสักหลักพันคน โดยเฉพาะในช่วงวันท้าย ๆ ที่จะเดินไปรัฐสภาและอนุสารีย์ประชาธิปไตย เธอยังเปรยว่าวันแรก (5 ธ.ค.) ที่เดินจากวังน้อยไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต จะมีกิจกรรมเซอร์ไพรส์ที่มหาวิทยาลัย แต่จะขออุบไว้ก่อนเพราะกลัวว่าจะไม่ได้จัด แต่ก็เชิญชวนให้คนมาร่วมกิจกรรมในทุกๆ วัน

เธอเชื่อว่าแม้กระแสเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่จะเงียบลง แต่ผู้คนยังคงเห็นปัญหาและมีความหวังว่าจะแก้ไขอยู่ แต่ไม่มีช่องทางที่จะออกมาทำอะไรร่วมกันได้ เธอหวังว่ากิจกรรมนี้จะจุดประเด็นในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้ หรืออย่างน้อยให้กิจกรรมนี้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการดึงผู้คนกลับมาจนเกิดกระแสได้

จุฑามาสกล่าวว่าหากสนใจก็สามารถเข้ามาร่วมเดินได้เลย แต่หากจะนอนค้างตามรายทางด้วยกันอาจต้องเตรียมของใช้มาเผื่อ อย่างไรก็ตามทางเพจเฟซบุ๊กขององค์กรแจ้งผู้ที่สอบถามประเด็นดังกล่าวว่าผู้จัดจะพยายามจัดสรรที่นอนให้เพียงพอ

สำหรับรายละเอียดแคมเปญ สามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊กของ กป.อพช.

ที่มา: โพสต์เฟซบุ๊กของ กป.อพช.

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง