Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ภารกิจ 'Artemis II' สำเร็จ นักบินอวกาศกลับถึงโลกอย่างปลอดภัย หลังเดินทางไป 10 วัน ทำลายสถิติเดิมของ 'Apollo 13' สำรวจด้านไกลของดวงจันทร์


ยานอวกาศ Orion ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (National Aeronautics and Space Administration - NASA) พร้อมด้วยนักบินอวกาศในภารกิจ Artemis II ได้แก่ ผู้บัญชาการภารกิจ นักบิน และผู้เชี่ยวชาญด้านภารกิจจาก NASA รวมถึงนักบินอวกาศจากองค์การอวกาศแคนาดา (Canadian Space Agency - CSA) เดินทางกลับถึงโลกด้วยการลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2026 เวลา 20:07 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ภารกิจ Artemis II ใช้เวลาเดินทางรวมเกือบ 10 วัน ในการนำนักบินอวกาศทั้ง 4 นายเดินทางโคจรรอบดวงจันทร์ก่อนกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย โดยภายหลังการลงจอดในน้ำ (Splashdown) ทีมงานจาก NASA ร่วมกับกองทัพเรือสหรัฐฯ และกองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการเคลื่อนย้ายนักบินอวกาศและยาน Orion ขึ้นสู่เรือ USS John P. Murtha เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป | ภาพจาก: NASA/Bill Ingalls

11 เมษายน 2569 เพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ รายงานว่า ดร.มติพล ตั้งมติธรรม นักวิชาการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เรียบเรียงข้อมูลความสำเร็จภารกิจ Artemis II โดยเช้าวันนี้ (11 เม.ย.2569) ตามเวลาประเทศไทย แคปซูล Integrity ที่บรรทุกลูกเรือภารกิจ Artemis II ทั้ง 4 คน ลงจอดบนผิวน้ำนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย กลับสู่โลกอย่างปลอดภัย หลังเสร็จสิ้นภารกิจเดินทางไปยังดวงจันทร์ยาวนานกว่า 10 วัน ปิดฉากการเดินทางกลับไปเยือนดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษยชาติ นับตั้งแต่ภารกิจอะพอลโล 17 เมื่อกว่า 53 ปีก่อน และยังนับเป็นครั้งแรกของการส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จุดเริ่มต้นยุคใหม่ของการสำรวจดวงจันทร์ด้วยกล้องดิจิทัล คอมพิวเตอร์พกพา และสมาร์ทโฟน

ภารกิจ Artemis II ในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักคือการทดสอบระบบและเครื่องมือต่าง ๆ แม้ว่าเราเคยส่งมนุษย์เดินทางไปยังดวงจันทร์มาแล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา Saturn V เป็นจรวดเพียงลำเดียวที่เคยพามนุษย์ไปสู่วงโคจรของดวงจันทร์ จนกระทั่งวันนี้ เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเป็นอย่างมากกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่ยังไม่เคยได้ผ่านการพิสูจน์ในการปฏิบัติการจริง ซึ่งความสำเร็จในวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าจรวด Space Launch System (SLS) ของโครงการ Artemisยาน Orion รวมถึง European Service Module ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์สมัยใหม่นั้นก็สามารถทำภารกิจนี้ได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน

เทคโนโลยีที่ใช้เดินทางไปดวงจันทร์ในยุคอะพอลโล แตกต่างจากยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในยุคนั้นยังเป็นคอมพิวเตอร์แบบอนาล็อก กล้องถ่ายภาพในยุคนั้นยังคงใช้ฟิล์ม ปุ่มควบคุมยังคงเป็นแผงควบคุมด้วยสายไฟ และหลอดไฟ

ในขณะที่ยุคปัจจุบันเป็นยุคของกล้องดิจิทัล และมีแผงหน้าจอแสดงผลแบบ LCD นักบินอวกาศทุกคนมีโน้ตบุ๊กส่วนตัว แม้กระทั่ง Apollo Guidance Computer (AGC) ที่เป็นคอมพิวเอตร์หลักในนำทางของภารกิจอพอลโล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคอมพิวเตอร์ดิจิทัลที่ใช้ชิปซิลิกอนในการประมวลผลเครื่องแรก ๆ นั้น ไม่สามารถเทียบได้เลยกับสมาร์ทโฟนส่วนตัวที่มนุษย์ยุคปัจจุบันทุกคนถืออยู่ติดตัวตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ไม่เคยทดสอบในภารกิจจริงที่ต้องบรรทุกนักบินอวกาศมาก่อน

ความสำเร็จของโครงการ II ในครั้งนี้ จึงเป็นหลักฐานว่าเทคโนโลยีปัจจุบันนั้น พร้อมแล้วที่จะพามนุษย์เดินทางสู่อวกาศ เทคโนโลยียุคใหม่ทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในการเดินทางในอวกาศนั้นเรียบง่ายขึ้น และสุดท้ายจะทำให้มีต้นทุนที่ถูกลงเรื่อย ๆ ความสำเร็จของ Artemis II ในครั้งนี้ จึงไม่เป็นเพียงความสำเร็จของสหรัฐอเมริกาในการส่งนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลในยุคปัจจุบันนั้นพร้อมแล้วสำหรับก้าวต่อไปในการสำรวจอวกาศ

นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ภารกิจในครั้งนี้ยังนับว่าได้ทำลายสถิติ “ครั้งแรก” ในอีกหลายแง่มุม

- ครั้งแรกที่มีนักบินเดินทางไปด้วยกันถึง 4 คนในภารกิจเดียว (โครงการอะพอลโลมีนักบินเพียง 3 คน)
- ครั้งแรกที่มีนักบินที่มาจากประเทศอื่นนอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา (Jeremy Hansen เป็นนักบินจากแคนาดา)
- ครั้งแรกที่มีนักบินอวกาศผิวสี (Victor Glover)
- ครั้งแรกที่มีนักบินอวกาศหญิงไปเยือนดวงจันทร์ (Christina Koch)
- ครั้งแรกที่ใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ติดต่อสื่อสารใน
- ครั้งแรกที่มี “ห้องสุขา” ไปด้วยกับภารกิจไปยังดวงจันทร์​ (แม้ว่าห้องสุขานี้จะประสบปัญหาก็ตาม)
- ภารกิจที่มีมนุษย์เดินทางออกไปไกลจากโลกเป็นระยะทางที่มากที่สุด

ภารกิจไปยังดวงจันทร์ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการลงจอด แต่เป็นการเดินทางโดย free-return trajectory ซึ่งเป็นวงโคจรที่สามารถนำยานอวกาศกลับมายังโลกได้แม้กระทั่งในกรณีเครื่องยนต์ขัดข้อง โดยในขั้นตอนสุดท้ายของการกลับยังโลกนั้น ตัวแคปซูลที่บรรทุกนักบินอวกาศทั้ง 4 จะทำความเร็วสูงสุดประมาณ 38,405 กม./ชม. ก่อนจะค่อย ๆ ชะลอลงจากการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก

ในช่วงความสูงประมาณ 400,000 ฟุตนั้น ตัวแคปซูลจะถูกห้อมล้อมไปด้วยพลาสม่าร้อนที่ทำให้แคปซูลขาดการติดต่อสื่อสารกับหอบังคับการอย่างสิ้นเชิงเป็นระยะเวลาประมาณ 6 นาที จากนั้นยานจะใช้ระบบร่มชูชีพต่าง ๆ เพื่อชะลอความเร็วให้เพียงพอที่จะลงจอดบนผิวน้ำบริเวณนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์จะพานักบินกลับมายังบนบกได้อย่างปลอดภัย

ในภารกิจถัดไปของ Artemis III จะเป็นการทดสอบระบบการเชื่อมต่อของยาน และระบบลงจอดบนดวงจันทร์ในวงโคจร และในที่สุด ราวปี ค.ศ.2028 โครงการ Artemis IV จะพายานสำรวจพร้อมนักบินอวกาศกลับไปลงจอดบนพื้นผิวของดวงจันทร์ และเริ่มกระบวนการก่อสร้าง Gateway Station บนพื้นผิวของดวงจันทร์ ซึ่งเปรียบได้กับสถานีเตรียมการที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถไปสำรวจยังวัตถุอื่น ๆ ในระบบสุริยะ เช่น ดาวอังคาร ต่อไป
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง