บทวิเคราะห์ชวนสำรวจว่าทำไมอินโดนีเซียถึงยังสามารถตรึงราคาน้ำมันเอาไว้ได้ ในช่วงที่หลายประเทศในอาเซียนรวมถึงไทยประสบวิกฤตจนทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงเนื่องจากสงครามอิหร่าน ส่วนหนึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพราะสัญญาประชาคมในอินโดนีเซียให้ต้องมีการเน้นตรึงราคาพลังงานไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชน และอีกส่วนหนึ่งมาจากการจัดการภายในที่เอื้อต่อนโยบายแบบนี้

ภาพจาก: JakartaTerkini.id
ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน มีภาวะน้ำมันแพงเนื่องจากการปิดกั้นช่องแคบส่งเชื้อเพลิงจากตะวันออกกลาง อินโดนีเซียก็เป็นประเทศที่สามารถตรึงราคาน้ำมันในประเทศตัวเองให้คงตัวได้ โดยวิธีการที่รัฐอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซินเกรดกลาง RON 90 ให้อยู่ที่ประมาณ 0.60 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 19.50 บาท) รวมถึงมีการอุดหนุนน้ำมันดีเซลให้ตรึงราคาอยู่ที่ 0.40 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 13.00 บาท) ซึ่งน้ำมันดีเซลในอินโดนีเซียชนิดนี้เป็นการใช้น้ำมันจากซากฟอสซิลผสมกับน้ำมันปาล์มไบโอดีเซล
อินโดนีเซียทำเช่นนี้ได้ในช่วงเวลาเดียวกับที่ราคาน้ำมันดิบเบรนด์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้กับตลาดยุโรปและเอเชีย มีราคามากกว่า 118 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ราว 3,800 บาท) ไปแล้ว
ทางการอินโดนีเซียได้ประกาศว่า ที่พวกเขาช่วยตรึงราคาน้ำมันเพราะมันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพวกเขา พวกเขาต้องปกป้องไม่ให้ค่าครองชีพของประชาชนกระทบไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงต้องใช้งบประมาณรัฐในการเป็นเครื่องมือรับแรงกระแทกแทนประชาชน ปูร์บายา ยูติ ซาเดลา รัฐมนตรีกระทรวงการคลังอินโดนีเซียยังได้ประกาศอีกว่าทางรัฐบาลจะ "ไม่ขึ้นราคาน้ำมันที่รัฐให้การอุดหนุนไปจนถึงสิ้นปีนี้"
ปูร์บายา เปิดเผยว่าทางการได้เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อชดเชยกับการใช้งบประมาณอุดหนุนน้ำมัน รวมถึงเตรียมการไว้เผื่อกรณีที่เลวร้ายที่สุดด้วย ปูร์บายา ยังได้ประกาศให้คำมั่นกับประชาชนว่าจุดยืนทางการเงินของรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเข้มแข็งพอที่จะรับแรงกดดันได้ มีกันชนเพิ่มเติมที่ช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไว้ แต่ปูร์บายาก็ไม่ได้บอกว่ากันชนที่ว่านี้คืออะไร
ก่อนหน้านี้รัฐบาลอินโดนีเซียเสนอให้มีการ เก็บภาษีกำไรลาภลอยกับถ่านหินและสินค้าอื่นๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ นอกจากนี้ยังมีการขึ้นภาษีส่งออกถ่านหินในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามบรรเทาการขาดดุลงบประมาณของรัฐ
ทั้งนี้ แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีกระทรวงประสานงานด้านเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ก็ได้ประกาศให้คำมั่นกับประชาชนว่า ตราบใดที่ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยในหนึ่งปียังไม่สูงถึง 97 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ราว 3,118) ภาครัฐก็จะยังสามารถตรึงราคาน้ำมันในอินโดนีเซียให้เท่าเดิมได้ไปจนถึงเดือน ธันวาคม ปีนี้ เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่มีการอนุญาตให้สายการบินขึ้นราคาค่าโดยสารได้ แต่ต้องไม่มากเกินไปจนกระทบผู้บริโภค
ปูร์บายาบอกว่า อาจจะมีการนำงบประมาณเกินดุลจากปีที่แล้วรวม 420 ล้านล้านรูเปีย (ราว 792,000 ล้านบาท) มาใช้ช่วยค้ำยันการอุดหนุนตรึงราคาน้ำมัน แต่จะต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาก่อน
ทางด้าน สยาฟรุดดิน คารีมี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอันดาลาส มองว่าควรมีการปรับลดรายจ่ายภาครัฐแล้วก็เพิ่มรายได้ให้มากที่สุดก่อนที่จะใช้มาตรการอื่น สำหรับการจะนำงบประมาณเกินดุลจากปีที่แล้วมาใช้นั้น ควรจะนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีวิกฤตพลังงานเกินขึ้นอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
ทรัพยากรพลังงานจะต้องนำมารับใช้ประชาชนของตัวเองก่อนที่จะเอาไปสร้างยอดทำกำไร
ตามปกติแล้ว นักวิจารณ์เรื่องการเงินระหว่างประเทศมักจะวิพากษ์วิจารณ์วิธีการที่ให้รัฐอุดหนุนเพื่ออุ้มราคาน้ำมันเช่นนี้ว่า เป็นวิธีที่ก่อปัญหาและไม่ได้ผลเพราะเป็นการขายต่ำกว่าราคาจริงตามกลไกราคา เป็นการยังคงเน้นใช้ทรัพยากรที่ขาดแคลนแทนการให้ความสำคัญกับอย่างอื่น และเป็นการส่งเสริมให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับมลภาวะมากขึ้น มักจะส่งผลดีต่อครัวเรือนที่รวยกว่ามากกว่าครัวเรือนที่จนกว่า แต่สำหรับกรณีของอินโดนีเซียแล้ว วิธีการนี้กลับเป็นวิธีการที่ปฏิบัติได้จริงและมีแง่มุมที่ต่างออกไปจากกรณีอื่นๆ ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ 60 ปี ของนโยบายพลังงานอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีนโยบายการตรึงราคาน้ำมันจากผลกระทบภายนอกประเทศมาโดยตลอด และจะปรับเพิ่มเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น โดยคำนึงถึงเรื่องผลกระทบต่อครัวเรือนรายได้ต่ำและให้การช่วยเหลือครัวเรือนเหล่านี้ด้วย
สิ่งที่ทำให้ระบบแบบนี้ของอินโดนีเซียคงอยู่ได้ยาวนานไม่ใช่เพราะเรื่องความมีประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะ "สัญญาประชาคม" ที่รัฐบาลมีสัญญาร่วมกันกับประชาชนจนทำให้เกิดการฝังรากในเศรษฐกิจอินโดนีเซีย โดยมีมาตั้งแต่สมัยผู้นำซูการ์โนยุค 60s และยังคงดำเนินเรื่อยมาจนถึงยุคสมัยของซูฮาร์โต ซึ่งในตอนนั้นอินโดนีเซียยังคงเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน และหลักการชี้นำของอินโดนีเซียก็คือทรัพยากรพลังงานจะต้องนำมารับใช้ประชาชนของตัวเองก่อนที่จะเอาไปสร้างยอดทำกำไร
แต่ก็มีบทเรียนสำคัญเกิดขึ้นในวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียปี 1997-1998 หรือที่เรียกว่า "วิกฤตต้มยำกุ้ง" ในตอนนั้นทางไอเอ็มเอฟได้เสนอให้รัฐบาลเลิกอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมันจนทำให้เชื้อเพลิงราคาเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน เรื่องนี้บวกกับนโยบายรัดเข็มขัดอย่างหนักของรัฐบาลซูฮาร์โต ได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะราคาสินค้าพุ่งสูงกระทบประชาชนรายได้น้อย ความไม่พอใจก่อตัวกลายเป็นการประท้วงใหญ่ จนเป็นเหตุให้ซูฮาร์โตลาออกหลังอยู่ในตำแหน่งมา 32 ปี
บทเรียนในครั้งนั้นทำให้ผู้นำอินโดนีเซียยุคต่อมาไม่กล้าขึ้นราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดดอีกต่อไป ถึงแม้ว่าตั้งแต่ปี 2004 อินโดนีเซียจะกลายเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันมากกว่าส่งออกจนทำให้การอุดหนุนราคาน้ำมันต้องใช้งบประมาณมากขึ้นก็ตาม หรือในบางกรณีเช่นเมื่อปี 2008 ในสมัยของประธานาธิบดี ซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ก็มีการใช้การให้เงินชดเชยโดยตรงกับประชาชนไปพร้อมๆ กับการขึ้นราคาน้ำมัน
ในปี 2022 เมื่อมีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็มีการตรึงราคาน้ำมันเป็นเวลาหลายเดือนก่อนขึ้นราคา 30% โดยที่ผู้นำ โจโค วิโดโด ก็ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินต่อประชาชนและให้เงินชดเชยโดยตรงด้วยเช่นกัน
นับจากนั้นมาราคาน้ำมันของอินโดนีเซียก็แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย โดยมีรัฐบาลคอยอุดหนุนอยู่ตลอด ทำให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนการใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันได้ วิธีการนี้ได้กลายการปกป้องไม่ให้่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนและเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสินค้าขึ้นราคา
โดยที่ในปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันวันละ 1.5-1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยผลิตได้เองครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งมาจากการนำเข้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีการนำเข้าน้ำมันดิบมาจาก ไนจีเรีย, แองโกลา และซาอุดีอาระเบีย ส่วนเชื้อเพลิงนั้นมีการนำเข้ามากที่สุดจาก สิงคโปร์, มาเลเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่านโยบายของอินโดนีเซียที่มีเสมอมาคือการทำอย่างไรก็ได้ให้ราคาน้ำมันไม่พุ่งสูงจนกระทบกับคนหาเช้ากินค่ำในอินโดนีเซีย มีการจัดสรรงบประมาณหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้รับมือเรื่องราคาน้ำมันทุกปี รวมถึงงบประมาณด้านหลักประกันทางสังคมราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เรื่องนี้มีการทำไปพร้อมๆ กับมาตรการอื่นๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น เรื่องการปรับสภาพการทำงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พัฒนาขนส่งสาธารณะและความสามารถในการเดินทาง มาตรการประหยัดพลังงาน การหันมาสนับสนุนไบโอดีเซลเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
มีข้อสังเกตจากสถาบันโลวีว่า ถ้าหากวิกฤตแย่ลงไปกว่านี้จนอุ้มราคาไม่ไหวอินโดนีเซียก็อาจจะหันมาเน้นวิธีการช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนแทน ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียมีระบบที่เรียกว่า National Social and Economic Single Data System (DTSEN) ที่มีการใช้กลไกแบบเน้นข้อมูล ทำให้มีการชดเชยหลักประกันทางสังคมให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็วและเข้าถึงประชาชนได้โดยตรง
สรุปได้ว่า ในอินโดนีเซียนั้นมีสัญญาประชาคมในเรื่องการที่ภาครัฐต้องช่วยเหลือให้ประชาชนประสบความเดือดร้อนน้อยที่สุดในเรื่องพลังงาน ในที่นี้อินโดนีเซียได้ใช้วิธีการให้รัฐอุดหนุนน้ำมันเพื่อเป็นการทำให้ราคาเสถียรป้องกันไม่ให้เกิดภาวะของแพงกระทบต่อประชาชน ในอินโดนีเซียเรื่องประสิทธิภาพและเสถียรภาพมีความสำคัญไม่แพ้กัน และถ้าหากจะมีใครปฏิรูปอะไรใดๆ ก็จะต้องเคารพในจุดนี้ด้วย
เรียบเรียงจาก
Indonesia believes in cheap fuel, Lowy Institute - The Interpreter, 07-04-2026
Indonesia Rules Out Subsidized Fuel Price Hike as Oil Nears $120 per Barrel, Jakarta Globe, 06-04-2026
Indonesian government doubles down on fuel subsidies, cuts airfare VAT, ANN, 07-04-2026
Government Strategies to Prevent a Fuel Crisis in Indonesia, Indonesia Investments, 07-04-2026
