Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เกาหลีเหนือกำลังพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่จะนำมาใช้เป็น "ตัวคูณกำลัง" ที่จะเสริมในด้านต่างๆ ให้เต็มรูปแบบไม่ว่าจะเป็น การสร้างรายได้ให้รัฐ ความสำเร็จในการแทรกซึม และการเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ พัฒนาการเหล่านี้ย้ำเตือนว่าสหรัฐฯ กับพันธมิตรจะต้องวางแนวทางในการป้องกันผลการกระทบจากการใช้ AI ของเกาหลีเหนือด้วย

โครงการเกาหลีของศูนย์สติมสัน ได้ทำการวิจัยเรื่องเกี่ยวกับการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในการแพร่กระจายข้อมูลใส่ร้ายป้ายสีและส่งผลลัพธ์ต่อความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน โดยที่ในเนื้อหาการวิจัยนี้มีเรื่องของ AI จากเกาหลีเหนือรวมอยู่ด้วย ผู้ที่ทำการวิจัยคือ ไมเคิล "บาร์นี"บาร์นฮาร์ต ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข่าวกรองและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีประสบการณ์มายาวนาน 20 ปี และกำลังอยู่ในทีมที่เน้นวิจัยเรื่องภัยจากเกาหลีเหนือ

บาร์นี ระบุว่า เกาหลีเหนือได้หันมาใช้ AI เพื่อพยายามส่งเสริมยุทธศาสตร์แบบอสมมาตร ซึ่งหมายถึงการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบแต่ก็อาศัยความเป็นฝ่ายรองมาใช้คัดง้างเพื่อสู้กับสิ่งที่เข้มแข็งกว่า โดยที่ก่อนหน้านี้ AI สามารถทำให้เกาหลีเหนือส่งผลสะเทือนได้โดยอาศัยทรัพยากรไม่มาก และในปัจจุบัน เกาหลีเหนือก็กำลังใช้ AI ในการคัดง้างเพื่อฝ่าอุปสรรคแบบดั้งเดิม ทำให้สามารถจ้างงานต่างประเทศได้และส่งเสริมปฏิบัติการไซเบอร์ของตัวเองได้ รวมถึงรวบรวมทรัพยากรเพื่อเอามาพัฒนาสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญ รวมถึงการพัฒนากองทัพให้เป็นสมัยใหม่

การที่เราทำความเข้าใจว่า เกาหลีเหนือสามารถผนวกรวม AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้านเศรษฐกิจ ไซเบอร์ และการทหารของตัวเองได้อย่างไรนั้น จะช่วยให้วางแผนป้องกันภัย AI จากเกาหลีเหนือได้ รวมถึงทำให้รับรู้ความเสี่ยงที่จะเกิดการจากใช้ AI ในการสร้างสื่อเทียม การหลอกลวง หรือพฤติกรรมแปลกๆ อื่นๆ ได้

บาร์นี มองว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมึมุมมองต่อเทคโนโลยีในเชิงจะนำมาใช้บรรลุเป้าหมายของประเทศและรักษาระบอบของตัวเองเอาไว้ได้อย่างไร ทำให้เมื่อมี AI เกาหลีเหนือก็พยายามเข้าถึงเพื่อใช้ส่งอิทธิพลของตัวเองและบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ให้ได้แม้ว่าจะมีทรัพยากรจำกัด

นั่นทำให้เกาหลีเหนือเริ่มจากการนำ AI มาใช้เพิ่มผลิตผลภายในประเทศโดยหวังที่จะทำให้เกิดการสร้างรายได้แบบอัตโนมัติ เช่น การนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาเพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบ ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนปรัชญาแบบ "จูเช" ที่หมายถึงการพึ่งพาตนเองแบบของเกาหลีเหนือ จนนำมาซึ่งการใช้ AI ในการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานแบบดั้งเดิมที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ไปพร้อมๆ กับการคงความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการของตัวเองเอาไว้

ขณะเดียวกันการใช้ AI ของเกาหลีเหนือก็ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขาต้องการจะปรับตัวให้ทันเทรนด์เทคโนโลยีโลก โดยอาศัย AI ในการปฏิบัติการ การรักษาการควบคุม และการส่งอิทธิพลของตัวเองแบบข้ามชาติ ซึ่งในอดีตการกระทำแบบนี้ของเกาหลีเหนือได้เปิดทางให้พวกเขาหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร หรือ เอาชนะข้อจำกัดด้านทรัพยากรได้ รวมถึงยังทำให้พวกเขาปรับนวัตกรรมเพื่อรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้สภาพที่ทรัพยากรจำกัดด้วย

ใช้ AI แทรกซึม

เกาหลีเหนือได้ใช้ประโยชน์จาก AI ในแง่ของการแทรกซึม เช่น กระบวนการยืนยันตัวตน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ใช้ AI ในกระบวนการยืนยันตัวตนโดยตรง แต่อาศับวิธีการอื่นเพื่อแทรกผ่านการตรวจคัดกรองเช่นการปรับรูปภาพเพื่อให้ผ่านการตรวจคัดกรอง แต่ทางเกาหลีเหนือก็ได้ใช้เทคโนโลยีอย่างดีปเฟคในการปลอมแปลงบัญชีผู้ใช้งาน รวมถึงมีการใช้ AI ในการช่วยเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นการใช้ระบบปิดกั้นเสียงรบกวนจากภายนอกด้วย AI เพื่อหลบเลี่ยงการเปิดเผยสถานที่

นอกจากนี้ยังมีกรณีคนทำงานไอทีเกาหลีเหนือที่อาศัย AI ในการสมัครงานกับบริษัทต่างชาติ โดยใช้ AI ช่วยเขียนเรซูเม่ และช่วยในเรื่องของภาษาและการสัมภาษณ์งาน ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้งานไอทีกับบริษัทต่างชาติ หาเงินจากงานเหล่านี้เข้าไปเป็นรายได้ให้รัฐบาลเกาหลีเหนือ

แต่วิธีการหาเงินอีกส่วนหนึ่งก็ดูจะลึกลับซับซ้อนกว่า เช่น การตั้งกลุ่มแฮกเกอร์ การตั้งสถาบันศึกษาไอที หรือตั้งบริษัทแบบบังหน้า ซึ่งเป็นการทำเพื่อหารายได้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นการล้วงเข้าไปขโมยทรัพย์สินทางปัญญา การรับงานแบบเฉพาะกิจ หรือ การตั้งเป้าโจมตีเทคโนโลยีส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ

มีรายงานระบุว่าทางการเกาหลีเหนือยังได้ก่อตั้งหน่วยวิจัย AI ของตัวเองชื่อ Reconnaissance General Bureau’s (RGB) Unit/Research Center 227 ใกล้กับแหล่งวิทยาลัยด้านไอที ซึ่งต้องการให้เป็นศูนย์รวมสำหรับการนำทักษะที่ได้จากต่างประเทศมาใช้กับโครงการพัฒนาภายในประเทศ ขับเน้นยุทธศาสตร์เรื่องการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีในระยะยาว

นอกจากนั้ยังมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือยังพยายามทดลองใช้ AI ในเชิงการทหารด้วย เช่น การทดสอบกับระบบอัตโนมัติและการใช้งานกับโดรนพลีชีพ ถึงแม้ว่าพัฒนาการเหล่านี้ยังอยู่ในระดับเบื้องต้นก็ตาม แต่มันก็ได้ขับเน้นให้เห็นว่าเกาหลีเหนือกำลังพยายามนำ AI มาใช้ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ

สิ่งที่น่าจับตามองนอกเหนือจากเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์คือการนำ AI มาใช้กับสงครามไซเบอร์ ซึ่งมักจะเห็นได้จากการใช้ AI ในการช่วยสร้างโค้ดอันตรายอย่าง WormGPT และอื่นๆ ซึ่งมักจะนำ AI เหล่านี้มาใช่คัดง้างต่อรองด้วยการหลอกลวงทางออนไลน์ เช่น การสร้างอีเมลปลอมที่ดูเหมือนจริงมากเพื่อหลอกล่อเอาเอกสาร นอกจากนี้ยังมีการใช้ AI ในการปรับปรุงโค้ดอันตรายหรือพวกมัลแวร์เพื่อนำไปใช้โจมตีได้เร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลงด้วย

ในทุกวันนี้มีการใช้ AI และ ดีปเฟค เพื่อส่งอิทธิพลต่อการเมืองเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น กรณีการเลือกตั้งเกาหลีใต้ครั้งล่าสุด ที่มีการใช้ AI ในการสร้างข้อมูลใส่ร้ายป้ายสีหรือการเผยแพร่วิดีโอปลอมที่ทำจากดีปเฟค ถึงแม้ว่าในกรณีนี้จะไม่มีการระบุยืนยันว่าเป็นการแทรกแซงจากต่างชาติหรือไม่ แต่ก็เป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะเรียนรู้จากเรื่องนี้และพัฒนาปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารข้ามชาติของตนเองโดยอาศัย AI หรือ ดีปเฟค ที่มีโอกาสจะส่งอิทธิพลกับการเมืองการเลือกตั้งในประเทศอื่นได้

เพื่อเป็นการแก้ปัญหา บาร์นี เสนอว่าควรจะมีการพัฒนาทางเทคนิควิธีในการตรวจจับเนื้อหา AI แบบทันด่วน ตามมาด้วยการวิเคราะห์ปฏิบัติการข่าวออนไลน์แบบส่งอิทธิพลหรือที่เรียกว่าไอโอเพื่อแปะป้ายให้ชัดเจนเกี่ยวกับเนื้อหาเหล่านี้ว่าเป็นเนื้อหาที่ไม่ได้มาจากความสุจริต อีกทั้งยังควรจะมีการยืนยันตัวตนที่หนาแน่นขึ้นพร้อมกับการพยายามตรวจจับความผิดปกติในกระบวนการจ้างวานออนไลน์โดยพิจารณาว่าฝ่ายตรงข้ามมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ และมีการสังเกตในตอนที่มีการสัมภาษณ์ว่ามีลักษณะแบบแผนของการใช้เอไอหรือไม่


เรียบเรียงจาก
North Korea’s Integration of AI Across Cyber, Economic, and Military Domains, Michael Barnhart, Stimson, 25-02-2026
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง