Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เช้ามืดอากาศเย็นสบาย พระอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า น้ำทะเลขึ้นจนท่วมบริเวณที่จอดเรือไม้ลำเล็กเอาไว้ นี่คือเวลาที่ชาวประมงพื้นบ้านต้องออกเรือ แต่สำหรับ มะทม สินสุวรรณ หญิงวัย 66 ปี วันนี้เธอไม่ได้ออกเรือ เธอกำลังจะ ‘เดิน’

5 วัน กับระยะทางหลายสิบกิโลเมตร มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองระนอง เพื่อไปให้ถึงเวทีรับฟังความคิดเห็นของโครงการแลนด์บริจด์ครั้งที่3 (ค.3) ซึ่งเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้าย การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องแลกด้วยสังขารและปอดที่เหลือเพียงข้างเดียว

“จะไปบอกให้เขาหยุดเถอะ อย่าทำเลยโครงการนี้ อย่าทำลายทรัพยากรธรรมชาติเลย จะบอกต่อหน้าทุกคน”

มะทม เป็นชาวประมงพื้นบ้าน อาศัยอยู่บริเวณแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ใช้เรือไม้ลำเล็กในการจับสัตว์น้ำไม่ไกลจากชายฝั่ง อาชีพประมงพื้นบ้านสามารถทำรายได้ต่อวันประมาณ 1,000 - 2,000 บาท หักค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังเหลือพอกินพอใช้ สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ลำบากมากนัก

ด้วยความพิเศษของพื้นน้ำทะเลฝั่งระนอง โดยเฉพาะบริเวณหลังเกาะพยาม ที่มีลักษณะเป็นสันดอนอยู่กลางอ่าวระนอง เรียกกันว่า ‘ดอนตาแพ้ว’ ชาวบ้านยกให้เป็นขุมทรัพย์กลางทะเลระนอง ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นทรายปนโคลน เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ทำให้เป็นแหล่งชุกชุมของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด โดยเฉพาะกุ้งแช่บ๊วย และปูม้า กลายเป็นพื้นที่ทำกินของชาวประมงพื้นบ้านและชาวมอแกนมายาวนานหลายชั่วอายุคน

แต่เดิมมะทมเป็นคนพลัดถิ่น ด้วยความที่พ่อแม่ไม่ได้แจ้งเกิด ทำให้กลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติ เมื่อตอนเป็นเด็ก พี่ชายของมะทมพาข้ามฝั่งไปอยู่ที่เกาะสอง ประเทศพม่า จนอายุได้ 20 ปี มะทมแต่งงานมีลูก 6 คน ช่วงนั้นสถานการณ์ทางฝั่งประเทศพม่าไม่ค่อยดี มะทมจึงพาลูกๆ ทั้ง 6 คน ข้ามเรือกลับมาอยู่ฝั่งประเทศไทย 

สมัยสาวๆ มะทมสูบบุหรี่วันละหลายซอง จนวันหนึ่งหมอเอกซเรย์ปอดแล้วชี้ให้ดูว่า ปอดข้างหนึ่งของมะทมเป็นสีดำไปหมด นั่นคือไม่มีปอดแล้ว ถ้ายังไม่เลิกสูบบุหรี่จะไม่ได้อยู่กับลูกอีกแน่นอน มะทมจึงเลิกสูบบุหรี่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

มะทมเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียวมาตลอด จนเมื่อ 30 ปีก่อน ได้เจอกับสามีคนปัจจุบัน ที่เป็นชาวประมงพื้นบ้าน ก็เลยช่วยสามีทำประมงพื้นบ้านตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยใช้ทะเลเป็นสวนหลังบ้านในการหากิน

“มะไม่มีสวนหลังบ้านเหมือนคนอื่น ท้องทะเลคือ สวนหลังบ้านของมะ”

ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ ‘แลนด์บริดจ์’ เริ่มเข้ามาเป็นที่รู้จักของชาวบ้านมากขึ้น มันคือแผนพัฒนาขนาดใหญ่ที่เชื่อมสองฝั่งทะเลเข้าด้วยกัน มีท่าเรือน้ำลึกทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ใช้ระบบขนส่งรางเป็นตัวเชื่อมระหว่างสองท่าเรือ เกิดจากแนวคิดที่ต้องการเชื่อมสองฝั่งทะเลในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อย่นระยะทางของการเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ จากทะเลจีนใต้สู่มหาสมุทรอินเดีย โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา แนวคิดนี้มีมานานแล้ว แต่รูปแบบถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

จนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561 รัฐบาล คสช. ประยุทธ์ 1 มีมติเห็นชอบแนวคิดการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เร่งผลักดันโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกระนอง และโครงการระบบรถไฟทางคู่ เป็นที่มาของการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร - ระนอง

และหมุดหมายสำคัญของโครงการแลนด์บริดจ์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2565 เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในสมัยนั้น กำหนดให้พื้นที่แหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร เป็นที่ตั้งโครงการที่เหมาะสมที่สุด ในการพัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึกเพื่อเชื่อมต่อสองฝั่งทะเล

บ้านและทะเลสวนหลังบ้านของมะทม ถูกกำหนดให้เป็นจุดที่จะพัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึก ด้วยการถมทะเลเกือบ 7,000 ไร่ หรือเกือบ 11.2 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เหล่านี้กว้างใหญ่กว่าเกาะล้านทั้งเกาะมาวางต่อกันสองรอบ ดอนตาแพ้วที่เคยเป็นขุมทรัพย์กลางทะเล จะถูกฝังกลบใต้คอนกรีตกลายเป็นท่าเรือน้ำลึก ที่มีเครื่องจักรและเรือขนตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่เข้ามาแทนที่

“พวกเราเดือดร้อนมาก ลูกหลานของโต๊ะจะอยู่กันไม่ได้”

ในวันที่ไม่รู้จะพึ่งใครแล้ว มะทมนั่งเรือไปอ่านดุอาหน้าหลุมศพของ ‘โต๊ะหยีสีม’ ที่เกาะสน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้านที่เคารพและศรัทธา เพื่อขอให้ช่วยหยุดยั้งโครงการที่จะทำลายแหล่งที่อยู่ที่ทำกินและอนาคตของลูกหลาน ถ้าสำเร็จจะทำแกงแพะมาให้ที่เกาะ

ตลอด 5 วัน บนถนนที่ร้อนระอุ สลับกับสายฝนของเมืองฝนแปดแดดสี่ที่ทอดยาวสู่ตัวเมืองระนอง มะทมต้องตื่นแต่เช้ามืด เพื่อเตรียมตัวออกเดินในช่วงเช้าของทุกวัน ก้าวแต่ละก้าวที่เดิน ทุกๆ กิโลเมตรที่มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองระนอง 

การเดินทางเพื่อไปให้ถึงเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 (ค.3) ไม่ใช่แค่ร่างกายที่โรยแรงของมะทมเพียงอย่างเดียว แต่มะทมยังหอบเอาเสียงคลื่น ลมหายใจของทะเล และความหวังกับอนาคตของชาวประมงพื้นบ้านติดตัวเดินไปด้วย

การเดินของมะทมในครั้งนี้ มันคือการเดิมพันด้วยลมหายใจ จากปอดที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียว เพื่อปกป้อง ‘สวนหลังบ้าน’ 

“สำหรับคนที่เหลือปอดเพียงข้างเดียว ทุกลมหายใจคือต้นทุน ที่ต้องจ่ายแพงกว่าคนปกติ”

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง