รองประธาน กมธ.การเงิน การคลังฯ สภาผู้แทนราษฎร เตือนหนี้สาธารณะไทยพุ่งเกือบแตะเพดาน 70% ของ GDP เรียกร้องปฏิรูปภาษีเชิงระบบ ลดภาษีเงินได้ เพิ่มภาษีทรัพย์สิน-สิ่งแวดล้อม พร้อมเสนอระบบ Negative Income Tax แทนนโยบายแจกเงิน
31 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจากระดับ 3.39 ล้านล้านบาทในปี 2548 พุ่งแตะ 12.78 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน และเมื่อรวม พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทล่าสุด สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเกือบแตะเพดาน 70% ขณะที่ไทยเก็บภาษีได้เพียง 14.7% ของ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่ 18% หากสามารถยกระดับได้ถึงค่าเฉลี่ยจะมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี
รศ.ดร.อนุสรณ์ ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญ คือฐานภาษีไทยที่แคบมาก โดยมีผู้เสียภาษีเพียง 4 แสนคนที่แบกรับภาระภาษีเงินได้ถึงร้อยละ 72-73 ของทั้งหมด ขณะที่เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนถึง 48% ของ GDP ทำให้ไม่สามารถเก็บภาษีได้เต็มศักยภาพ พร้อมเสนอให้นำระบบ "Negative Income Tax (NIT)" หรือภาษีเชิงลบมาใช้ โดยรัฐจะโอนเงินตรงให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด แทนมาตรการอุดหนุนราคาสินค้าที่บิดเบือนกลไกตลาด ระบบนี้ยังสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นระบบประกันรายได้ขั้นต่ำ (Guarantee Minimum Income System) เพื่อรองรับแรงงานที่ถูกแทนที่ด้วย AI และหุ่นยนต์ และเชื่อมโยงกับระบบประกันสังคมในระยะยาว
ด้านการปรับโครงสร้างภาษี รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอให้ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดให้ใกล้เคียงกับภาษีนิติบุคคล และชดเชยด้วยการเพิ่มภาษีจากฐานทรัพย์สิน ได้แก่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก ภาษีสิ่งแวดล้อม และภาษีลาภลอย พร้อมพัฒนาหน่วยงานจัดเก็บภาษีของกระทรวงการคลังให้เป็นหน่วยงานกึ่งอิสระ เพื่อลดการแทรกแซงทางการเมืองและเพิ่มความโปร่งใส
รศ.ดร.อนุสรณ์ ย้ำว่าการปฏิรูปภาษีจะไม่สำเร็จหากไม่มีการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและแก้ปัญหาคอร์รัปชัน พร้อมเสนอหลักการ 10 ประการในการปฏิรูประบบภาษี ได้แก่ หลักประสิทธิภาพ ความสะดวก ความโปร่งใส การอำนวยรายได้ ความปฏิบัติได้จริง การมีส่วนร่วม ความชอบด้วยกฎหมาย การควบคุมพฤติกรรมที่เป็นอันตราย หลักประโยชน์จากสวัสดิการ และการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเป้าหมายสูงสุดคือสร้างความสมดุลระหว่างการเพิ่มรายได้ภาครัฐกับการไม่สร้างภาระแก่ประชาชนและนักลงทุนมากเกินไป
