รองประธาน กมธ.การเงินการคลัง สภาผู้แทนราษฎร ชี้การแก้กฎหมายหลักทรัพย์เพื่อรองรับสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมาพร้อมมาตรการสกัด "เงินเทา" เข้าครอบงำบริษัทจดทะเบียน พร้อมเสนอให้อำนาจ ก.ล.ต. อายัดทรัพย์เร่งด่วนและสร้างระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสตามแบบสหรัฐฯ เตือนทุจริต-สิทธิแรงงาน-วินัยการคลังอาจฉุดไทยพลาดเป้าเข้า OECD ปี 2573
14 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับแก้ไขในวาระสอง ซึ่งมีสาระสำคัญคือการเพิ่มหมวดหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล จำเป็นต้องมองภาพรวมการปฏิรูปตลาดทุนทั้งระบบไปพร้อมกัน ไม่ใช่แก้เพียงประเด็นเดียว โดยกฎหมายใหม่ต้องมีกลไกคุ้มครองนักลงทุนและผู้ถือหุ้นกรณีระบบอิเล็กทรอนิกส์ขัดข้องหรือข้อมูลถูกโจรกรรม รวมถึงกำหนดความรับผิดชอบต่อความเสียหายของพอร์ตการลงทุนให้ชัดเจน
รศ.ดร.อนุสรณ์เน้นย้ำว่าประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ "ทุนเทา" และ "เงินสกปรก" ใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งฟอกเงินหรือเข้าครอบงำกิจการบริษัทจดทะเบียน โดยอ้างถึงกรณีที่เป็นข่าวอย่างความพยายามของเครือข่ายเบน สมิธ เข้าครอบงำบริษัทบางจาก พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมายหลักทรัพย์ 3 ประการ ได้แก่ การให้อำนาจเลขาธิการ ก.ล.ต. อายัดทรัพย์สินผู้ต้องสงสัยฟอกเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านมติคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามมาตรา 267 ซึ่งปัจจุบันใช้เวลาหลายวันจนผู้กระทำผิดสามารถโยกย้ายทรัพย์สินได้ และเสนอให้มีกลไกขอคำสั่งศาลแบบฝ่ายเดียวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ตามแบบอย่างสิงคโปร์และสหราชอาณาจักร
ข้อเสนอที่สองคือการกำหนดให้มีการตรวจสอบสถานะขั้นสูง (Enhanced Due Diligence) สำหรับกลุ่มเสี่ยงฟอกเงิน เช่น ผู้ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง (Politically Exposed Persons) ธุรกรรมจากประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีดำโดย FATF บริษัทบังหน้าที่ไม่เปิดเผยผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง และธุรกรรมขนาดใหญ่ผิดปกติในช่วงเวลาสั้น ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีบัญญัติในกฎหมายไทย
ข้อเสนอที่สามคือการสร้างระบบคุ้มครองและให้รางวัลผู้แจ้งเบาะแส โดยชี้ว่า พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ปัจจุบันไม่มีการคุ้มครองพยานจากการถูกแก้แค้นหรือฟ้องกลับ และไม่มีระบบรางวัล ทำให้พนักงานที่รู้เห็นการฟอกเงินไม่กล้าแจ้งความ พร้อมยกตัวอย่าง Whistleblower Program ของสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ที่ให้รางวัลร้อยละ 10-30 ของค่าปรับในคดีมูลค่าเกิน 1 ล้านดอลลาร์
ในช่วงท้าย รศ.ดร.อนุสรณ์เชื่อมโยงประเด็นนี้กับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยภายในปี 2573 โดยระบุว่าดัชนีหลักนิติธรรมของไทยอยู่ที่ 0.51 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 0.79 ดัชนีการรับรู้การทุจริตอยู่ที่ 35 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ย 66.9 ดัชนีสิทธิแรงงานอยู่ที่ 0.50 เทียบกับ 0.73 และดัชนีเสรีภาพสื่ออยู่ที่ 56.6 เทียบกับ 83.49 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน และวินัยการคลัง คือสิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ตามกำหนด
