Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 ก.ค.2569) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ของวุฒิสภามีประชุมประเด็นของเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังคดีขบวนเสด็จ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 ที่ขณะนี้ถูกคุมขังระหว่างคดียังไม่สิ้นสุดอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมโดยไม่ได้รับการประกันตัว และขณะนี้เอกชัยมีอาการปวดท้องเรื้อรังและอยู่ระหว่างรักษาของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์

การประชุมพิจารณาครั้งนี้เกิดขึ้นจากข้อร้องเรียนจากองค์กรภาคประชาสังคมทั้งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (Thumb rights) และณัฏฐธิดา มีวังปลา อาสาพยาบาลที่มาชี้แจงต่อที่ประชุมในฐานะญาติของเอกชัย รวมถึงนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยในฐานะแพทย์ที่ให้ความเห็นทางการแพทย์ประกอบการขอประกันตัวเอกชัย

ส่วนทางฝ่ายกรมราชทัณฑ์ได้ให้ เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลจากทางเรือนจำกลางคลองเปรม และ นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มาเป็นผู้ชี้แจงประเด็นการรักษาเอกชัยระหว่างอยู่ในการคุมขัง

นัสรี พุ่มเกื้อ จาก Thumb rights เริ่มจากเล่าถึงอาการป่วยของเอกชัยในขณะนี้โดยอ้างอิงถึงรายงานการตรวจร่างกายจากทาง รพ.ราชทัณฑ์เองว่า เอกชัยมีอาการปวดท้องเรื้อรัง แม้ว่าจะเคยได้รับการรักษาฝีที่ตับจนหายแล้วแต่อาการปวดก็เกิดขึ้นในตำแหน่งใกล้เคียงจุดเดิม อีกทั้งยังพบว่ามีอาการตับและม้ามโต น้ำหนักลดจาก 72 เหลือ 65 กก.หรือลดไป 7 กก. ใน 6 เดือน ซึ่งที่ผ่านมาการตรวจของทาง รพ.ราชทัณฑ์ยังไม่พบสาเหตุ แม้ว่าขณะนี้เอกชัยจะไม่ได้รับสิทธิประกันตัว แต่เขาเห็นว่าเอกชัยควรได้รับการตรวจรักษาอย่างละเอียดจากโรงพยาบาลภายนอกเพื่อหาสาเหตุอาการป่วย 

ทั้งนี้ตัวแทนจากทางเรือนจำฯ ได้สรุป ถึงกระบวนการติดตามอาการและรักษา โดยมีการตรวจเลือด เก็บตัวอย่างปัสสาวะ อัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจเกี่ยวกับการอาการปวดท้องข้างขวาใต้ชายโครงและอาการปัสสาวะบ่อยซึ่งไม่พบความผิดปกติอะไร แต่ได้จ่ายยาลดการปวดเกร็งทำให้การปัสสาวะบ่อยน้อยลงไป โดยทางสถานพยาบาลภายในเรือนจำได้ติดตามอาการด้วย

นพ.พงศ์ภัค กล่าวถึงกระบวนการติดตามอาการของทางฝั่ง รพ.ราชทัณฑ์ว่าเอกชัยมาพบแพทย์ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ด้วยอาการปวดท้องแต่ไม่ได้เป็นการปวดที่จำเพาะว่าเกี่ยวกับโรคตับ โดยอาการที่ตรวจพบคือ

  • ปวดแบบเป็นๆ หายๆ ปวดเสียวๆ บริเวณตำแหน่งที่เคยผ่าตัดถุงน้ำดี และการเจาะระบายหนอง ลักษณะการปวดเป็นการปวดภายนอกไม่ได้ปวดภายใน แพทย์เลยไมไ่ด้สงสัยว่าอวัยวะภายในมีปัญหาอะไร 
  • การทานอาหารยังทานได้ปกติ แต่อาหารการกินข้างในเรือนจำก็อาจจะไม่ได้ถูกปากและเอกชัยก็เคยบอกกับทางเจ้าหน้าที่ว่าที่น้ำหนักลดลงเป็นเพราะทานอาหารไม่ได้เหมือนที่เคยทานก่อนเข้าเรือนจำ และไม่ได้ทานอาหารเย็น ทำให้น้ำหนักค่อยๆ ลดไป
  • ไม่ได้มีอาการปวดที่เป็นอันตราย เช่น ปวดทานอาหารไม่ได้ ปวดอาเจียน ปวดเพราะมีอาการท้องอืดแน่น หรืออาการน่าสงสัยว่าจะเป็นโรคร้ายแรงซ่อนอยู่ และได้ตรวจภายในแล้วก็ไม่พบอะไรผิดปกติ 
  • มีการพบว่าตับม้ามโตเล็กน้อยแต่ไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นโรค แต่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากสาเหตุใดแต่ไม่พบรอยโรคในตับ หรืออวัยวะอื่นๆ ในช่องท้อง และในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมายังไม่ได้ CT scan เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับเอกชัย
  • แต่เมื่อตนได้เข้าไปช่วยดูแลและรับทราบข้อห่วงกังวลว่ามีโรคร้ายแรงหรือไม่ จึงได้มีการตรวจเลือดและหาสารมะเร็งในตับ และตรวจหาเหตุให้น้ำหนักลดเช่นไทรอยด์และเบาหวานก็ไม่พบ รวมถึงทำ CT scan ช่องท้องก็พบว่าปกติ 
  • นอกจากนั้นจะทำการตรวจโดยวิธีส่องกล้องทั้งท้องส่วนบนและส่วนล่างเพิ่มเติมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาและได้นัดเอกชัยแล้ว แต่เนื่องจากเอกชัยได้ขอเลื่อนเป็นวันจันทร์ที่ 27 ก.ค.แทน 

ผอ.โรงพยาบาลราชทัณฑ์ อธิบายถึงเกณฑ์การพิจารณาส่งตัวผู้ต้องขังไปรับการรักษาในโรงพยาบาลภายนอกว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีเกณฑ์ชัดเจนแต่ขึ้นกับข้อบ่งชี้ของผู้ป่วยแต่ละรายหากค้นหาตรวจสอบเองได้ก็จะทำเอง แต่ถ้าเกินศักยภาพของทาง รพ.ราชทัณฑ์ก็ส่งรักษาข้างนอกแน่นอนไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหากลุ่มใด แต่กรณีของเอกชัยยังไม่พบหลักฐานว่าเป็นโรคร้ายแรงอะไร

อย่างไรก็ตาม นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ มองว่าข้อมูลอาการของเอกชัยตามเวชระเบียนจากทางเรือนจำและประวัติการรักษาฝีในตับของเอกชัย อาการที่ปรากฏมาทั้งหมด ตับม้ามโต ปวดท้องน้อยเรื้อรัง น้ำหนักลดเรื้อรัง ประวัติมีฝีในตับนั้นมีประเด็นอยู่ว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเขาเห็นว่ามีโอกาสที่จะเป็นอาการที่มาจากพยาธิสภาพเดียวกันได้ เช่น มะเร็งหรือโรคจากภูมิคุ้มกันหรืออาจจะเกี่ยวกับโรคเดิมอย่างฝีในตับหรือไม่

“อีกประเด็นที่สำคัญก็คือเรื่องของความเชื่อมั่นต่อกระบวนการรักษาของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ผมอยู่ในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขปกติถ้ามีกรณีที่มีปัญหาเชื่อมั่นต่อการรักษา สิ่งที่เราทำคือเราต้องเปิดโอกาสให้ญาติแสวงหาความเห็นที่สองจากแพทย์คนอื่นหรือแพทย์โรงพยาบาลอื่นได้ เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาทั้งปวงและปัญหาความเชื่อมั่น”

นพ.สุภัทรเสนอให้เอกชัยได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ภายนอก ซึ่งทาง รพ.ราชทัณฑ์ทำได้ทั้งแบบให้มีแพทย์ภายนอกมาร่วมทีมกับแพทย์ภายใน รพ.ราชทัณฑ์หรือส่งตัวเอกชัยให้โรงพยาบาลภายนอกเช่น โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เป็นต้น เพราะเขามองว่าตอนนี้ปัญหาไม่ได้มีอยู่แค่ว่าเอกชัยเป็นโรคอะไรเท่านั้นแต่ยังรวมถึงปัญหาความเชื่อมั่นของ รพ.ราชทัณฑ์เองด้วย หากตรวจแล้วไม่พบโรคอะไรก็ส่งกลับมาที่เรือนจำ

ทั้งนี้ นพ.สุภัทรยังได้กล่าวถึงปัญหาความไม่พร้อมของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ด้วยว่า ทั้งจำนวนแพทย์ที่มีอยู่ราว 20 กว่าคนไม่ได้มีแพทย์เฉพาะทางเหมือนโรงพยาบาลศูนย์ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข และด้วยสภาพที่ขนาดของ รพ.ราชทัณฑ์เป็นเทียบได้เพียงโรงพยาบาลชุมชนแต่กลับต้องทำงานที่กว้างกว่ามากเพราะต้องไปตรวจรักษาตามเรือนจำอื่นๆ 

“การที่ รพ.ราชทัณฑ์ยังยืนดูแลเองไม่ส่งต่อด้วยความเชื่อมั่นสูงเช่นนี้ ในขณะที่ยังมีความกังขาของผู้คน เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากเพราะถ้าพลาดจะลำบากมาก”

นพ.สุภัทรกล่าวถึงกรณีที่เกิดกับเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่เสียชีวิตระหว่างอดอาหารประท้วงในเรือนจำว่า อยากให้ กมธ.เรียกเวชระเบียนและเอกสารในคดีไต่สวนการตายของเนติพรมา เพราะเขามองว่าสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ว่ากรณีของเนติพรนั้นเกิดจากความผิดพลาดในการดูแลและช่วยเหลือชีวิตเนติพรของ รพ.ราชทัณฑ์ และทำให้เห็นว่า รพ.ราชทัณฑ์ไม่ใช่โรงพยาบาลที่สามารถดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนได้ 

อดีต ผอ.โรงพยาบาลสะบ้าย้อยจึงย้ำว่า ควรส่งต่อเอกชัยซึ่งเป็นผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพว่าอาการต่างๆ ของเอกชัยนั้นเกิดขึ้นจากอะไรให้ชัด และถ้าโรงพยาบาลภายนอกยังตรวจไม่พบก็จะมีการติดตามอาการต่อไป ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติทางการแพทย์ที่ดี

นอกจากนพ.สุภัทรแล้ว ประเด็นการส่งตัวเอกชัยออกไปตรวจรักษานอกเรือนจำนี้มี สว.ที่ร่วมแรกเปลี่ยนและสนับสนุนข้อเสนอนี้รวมถึง นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ที่ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมครั้งนี้และมองว่าการให้เอกชัยได้รับการตรวจรักษาภายนอกเรือนจำก็จะช่วยทำให้ทาง รพ.ราชทัณฑ์ลดความเสี่ยงและการต้องรับผิดรับชอบจากเหตุการณ์ที่ไม่ต้องการให้เกิดกับเอกชัย

ข้อสรุปการประชุมครั้งนี้ แม้ว่าตอนแรก นพ.พงศ์ภัค จะยืนยันว่าทาง จากข้อบ่งชี้ที่พบจากการตรวจร่างกายเอกชัย ทาง รพ.ราชทัณฑ์ยังมีความพร้อมเพียงพอ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยอมรับข้อเสนอให้ส่งตัวเอกชัยออกไปตรวจรักษาจากโรงพยาบาลภายนอก แต่จะเป็นหลังจากทาง รพ.ราชทัณฑ์ทำการส่องกล้องตรวจในวันจันทร์ของสัปดาห์หน้า

ปัญหาการรักษาผู้ป่วยภายในเรือนจำ

ทั้งนี้หลังจากได้ข้อสรุปของกรณีเอกชัยแล้วตัวแทนจาก Thumb rights ได้สะท้อนปัญหาการตรวจรักษาผู้ป่วยที่ถูกคุมขังอยู่ด้วย ทั้งปัญหาด้านสุขอนามัยภายในเรือนจำที่ส่งผลต่อโรคผิวหนัง การไม่ได้ทานยาตามเวลาโดยเฉพาะมื้อเย็นที่เกิดจากปัญหาที่ทางเรือนจำจัดเวลาทานอาหารมื้อสุดท้ายของแต่ละวันอยู่ที่ประมาณบ่าย 2 โมงและปิดเรือนนอนตอนบ่าย 3 โมง  

นัสรีได้เน้นถึง การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวชที่เมื่อต้องเข้าเรือนจำแล้วขาดความต่อเนื่องในการรักษาทั้งปัญหามีการใช้ยาคนละตัวกับที่เคยใช้ก่อนเข้าเรือนจำ หรือความล่าช้าจากขั้นตอนที่ครอบครัวต้องฝากยาผ่านเรือนจำ ไปจนถึงยาถูกบดก่อนจ่ายให้ผู้ป่วยทำให้ประสิทธิภาพยาเปลี่ยนแปลงไปจนกระทบการรักษาทั้งการทำให้ยาออกฤทธิ์เร็วขึ้นจากการถูกดูดซึมไปอย่างรวดเร็วหรือทำให้ผลออกฤทธิ์น้อยลง

ทั้งนี้ตัวแทนจากทางเรือนจำและ รพ.ราชทัณฑ์ ไม่ได้ตอบชี้แจงหรือมีข้อเสนอการปรับเปลี่ยนแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาในปัญหานี้ 

ไม่ได้สิทธิประกันตัวทั้งที่คดียังไม่สิ้นสุด

สำหรับเอกชัยก่อนที่จะเกิดปัญหายืดเยื้อเรื่องปัญหาสุขภาพนี้ ที่ผ่านมาทั้งเขาและเพื่อนร่วมคดีต่างก็เคยยื่นขอประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีกันมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะของเอกชัยยื่นไปถึง 4 ครั้งแล้วในคดีขบวนเสด็จนี้นับจั้งแต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อ 5 ก.ย.2568 มากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งหมด 5 คนในคดีนี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นจะเคยพิพากษายกฟ้องพวกเขาไปก่อนแล้ว

แต่ในขณะที่พวกเขาทั้ง 5 คนยังยืนยันสู้คดีต่อในชั้นฎีกา แต่กลับต้องประสบปัญหาไม่ได้รับสิทธิประกันตัว นอกจากเอกชัยแล้วจำเลยคนอื่นๆ แต่ละคนก็ยื่นกันไปหลายครั้งในช่วงเกือบปีที่ผ่านมา ดังนี้

  • เอกชัย 4 ครั้ง
  • บุญเกื้อหนุน เป้าทอง “ฟรานซิส” 6 ครั้ง
  • สุรนาถ แป้นประเสริฐ “ตัน” 5 ครั้ง
  • ประชาชน(ไม่เปิดเผยชื่อ-นามสกุล) อีก 2 คน คนละ 3 ครั้ง 

เดิมทีคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทย์เองก็ชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีเจตนาจะขัดขวางขบวนที่ผ่านเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ข้างทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากแม้กระทั่งพยานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เองก็ไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านเข้ามาในเส้นทางดังกล่าว รวมถึงไม่มีพยานหลักฐานว่ามีการขว้างปาสิ่งของใส่ขบวนเสด็จเช่นที่เป็นข่าว และเมื่อผู้ชุมนุมทราบว่าเป็นขบวนเสด็จก็ล่าถอยให้ขบวนผ่านพื้นที่ชุมนุมไปได้

จนกระทั่งพอมาถึงศาลอุทธรณ์ ศาลกลับคำพิพากษาเพราะมองว่าการกระทำของพวกเขานั้นถือว่าได้ก่อความผิดสำเร็จแล้ว แต่ไม่บรรลุผล เพราะเห็นว่าเอกชัยกับจำเลยที่ 2 และ 5 ที่อยู่ประชิดแนวตำรวจได้มีตะโกนแจ้งกับผู้ชุมนุมว่า “ขบวนเสด็จ” 

อย่างไรก็ตาม เอกชัยยืนยันว่าวันนั้นไม่ทราบว่ามีขบวนเสด็จฯ และเคลื่อนไปตามประกาศของแกนนำและได้ยื่นคล้องแขนกับจำเลยอื่นและผู้ชุมนุมเนื่องจากคิดว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนจะผลักดันพื้นที่เพื่อสลายการชุมนุม แต่เมื่อเห็นว่าเป็นขบวนเสด็จฯ ผู้ชุมนุมก็ได้ถอยร่นและตนก็ได้ตะโกนบอกให้ผู้ชุมนุมทราบว่ามีขบวนเสด็จฯ เท่านั้น 

หรือในกรณีของสุรนาถที่ต่อสู้ว่าหลังจากทราบว่ามีขบวนเสด็จแล้วได้แจ้งให้ผู้ชุมนุมในบริเวณดังกล่าวนั่งลงเพื่อให้สถานการณ์สงบลง แต่ศาลก็มองว่าการกระทำดังกล่าวไปขัดขวางการเคลื่อนขบวนแม้ว่าในสถานการณ์นั้นขบวนเสด็จจะผ่านไปได้ภายในเวลาเพียง 4 นาทีเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดของเอกชัยได้ยื่นขอประกันตัวไปด้วยเหตุผลด้านสุขภาพดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวออกมาโดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” และ “จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว” ทำให้การขอประกันตัวเอกชัยออกมาเพื่อส่งตัวไปรับการตรวจหาสาเหตุอาการปวดท้องของเอกชัยต้องยกเลิกไป จนกลายเป็นประเด็นที่ถูกร้องเรียนไปถึง กมธ.ของทั้ง สส. และ สว. 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง