Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

พลเรือนรัฐกะเรนนีเคยต้องหนีตายจากสงครามการสู้รบที่เกิดขึ้นเมื่อราว 3 ปีก่อน กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศโดยไปพักพิงอยู่ที่เขตเมืองตองจี เมืองหลวงของรัฐฉาน แต่ในตอนนี้พวกเขากำลังถูกกดดันจากรัฐบาลทหารให้กลับภูมิลำเนาตัวเอง โดยมีทั้งการขู่ว่าจะยึดทรัพย์สินที่ดิน รวมถึงรีดไถอย่างเป็นระบบ แต่ผู้พลัดถิ่นก็บอกว่าสภาพในตอนนี้ยังไม่ปลอดภัยที่จะกลับไป


ภาพจาก: SHAN

หลังการสู้รบรุนแรงปลายปี 2023 ก็ทำให้มีผู้พลัดถิ่นจำนวนมากหนีตายจากพื้นที่ชายแดนรัฐฉานที่ติดกับรัฐกะเรนนี เช่น เมืองปาย, ผายขุ่น, และดีมอโซ พวกเขาเหล่านี้พยายามแสวงหาที่ปลอดภัยให้ตัวเอง จนกระทั่งได้ไปพักพิงอยู่ที่เขตเมืองตองยี แต่พวกเขาก็กำลังถูกข่มขู่จากรัฐบาลทหารให้กลับบ้านของตัวเอง โดยมีทั้งขู่ว่าจะยึดทรัพย์ ยึดที่ดิน และมีการรีดไถพวกเขาอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตามผู้พลัดถิ่นจากรัฐกะเรนนีก็บอกว่า พื้นที่ภูมิลำเนาของพวกเขายังไม่ปลอดภัยมากพอที่จะกลับไป อีกทั้งสภาพของที่นั่นยังไม่เหมาะสมกับการใช้ชีวิต ถึงแม้จะมีบางส่วนที่กลับไปบ้างแล้วแต่ก็เพราะกลัวว่าจะถูกยึดที่ดินมากกว่า

มีผู้พลัดถิ่นรายหนึ่งบอกว่าพวกเขา "ถูกบีบให้กลับไป" และถึงแม้จะกลับไปแล้วก็ไม่มีการรับรองใดๆ ว่าพวกเขาจะปลอดภัย บ้านของพวกเขาถูกทำลายในสงครามไปแล้ว แต่รัฐบาลทหารก็บอกให้พวกเขาอาศัยอยู่ตามวัดหรือตามโรงเรียนต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีความไม่ปลอดภัยจากเรื่องทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ในหมู่บ้านของผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ มีผู้พลัดถิ่นจำนวนมากเชื่อว่าการกดดันให้กลับถื่นฐานนั้นเป็นเพราะรัฐบาลทหารต้องการใช้พลเรือนอย่างพวกเขาเป็นโล่มนุษย์ หรือสร้างภาพว่าพื้นที่ดังกล่าวกลับสู่ภาวะปกติแล้ว

ผู้พลัดถิ่นที่ปฏิเสธจะกลับไปและยังคงอยู่ในตองยีก็ประสบความยากลำบากในอีกแบบหนึ่ง พวกเขาถูกขูดรีดอย่างเป็นระบบโดยหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ถูกเก็บค่าธรรมเนียมอย่างเลือกปฏิบัติ ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศอย่างพวกเขาถูกปฏิบัติราวกับเป็นแหล่งรายได้สำหรับหน่วยงานปกครอง

นอกจากนี้ผู้พลัดถิ่นยังถูกขูดรีดจากการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้วย เช่น กรณีของผู้พลัดถิ่นจำนวนหนึ่งที่อาศัยในหมู่บ้านบอกว่า หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นเรียกเก็บเงินพวกเขา 3 ล้านจ๊าด (ราว 48,000 บาท) อ้างว่าเป็นค่าต่อไฟฟ้าให้ใช้ เทียบกับคนในพื้นที่แล้วพวกเขาต้องจ่ายแค่ 1 แสนจ๊าด (ราว 1,600 บาท) เท่านั้นก็สามารถต่อไฟฟ้าใช้ได้แล้ว ในเมื่อผู้พลัดถิ่นไม่สามารถจ่ายค่าต่อไฟในราคาแพงได้ พวกเขาจึงต้องพึ่งการใช้โซลาร์เซล พอแบตเตอรี่หมดก็ต้องจุดเทียนแทน

ผู้พลัดถิ่นในตองยียังได้เล่าถึงการถูกคุกคามจากองค์การปกครอง เช่น ถูกบังคับให้ต้องจดทะเบียนเป็น "ผู้มาเยือน" ทุกๆ เดือนกับองค์การบริหารเขตหรือหมู่บ้าน แล้วก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน 30,000 จ๊าดทุกครั้ง (ราว 480-500 บาท) ไม่เช่นนั้นจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ไม่เพียงเท่านั้น บางครั้งก็จะมีการเรียกเก็บเงินค่า "การปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร" ด้วย

อีกปัญหาหนึ่งที่ผู้พลัดถิ่นพูดถึงคือการขาดโอกาสในการทำงาน ส่วนคนที่หางานได้ก็ถูกเลือกปฏิบัติในเรื่องค่าแรง ผู้ใช้แรงงานที่เป็นคนพลัดถิ่นบอกว่าพวกเขาได้รับเงินค่าจ้างน้อยกว่าแรงงานในพื้นที่อย่างมากแม้จะเป็นงานเดียวกัน เช่น แรงงานรายหนึ่งบอกว่าเขาหางานเล็กๆ น้อยๆ อะไรก็ได้ทำเพื่อประทังชีพ แต่คนพลัดถิ่นอย่างพวกเขาก็ได้ค่าจ้างเพียงแค่ 10,000 จ๊าด (ราว 160 บาท) คือครึ่งหนึ่งของที่คนอื่นๆ ได้รับคือ 20,000 จ๊าด (ราว 320 บาท)

แต่ถึงแม้จะเผชิญกับปัญหาการขูดรีด คุกคามต่างๆ แต่พวกเขาก็มองไม่ออกว่าจะกลับภูมิลำเนาของตัวเองได้อย่างไรในเมื่อบ้านของพวกเขาถูกทำลายไปในสงครามแล้ว จึงต้องยอมติดอยู่ในวงจรของการเป็นผู้พลัดถิ่นมาตลอด 3 ปีและมีราคาที่ต้องจ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้มีสิทธิในการอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงต่อไป


เรียบเรียงจาก
Junta Pressures Karenni IDPs to Return Through Threats and Extortion. SHAN, 17-07-2026
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง