ที่ว่า “ศาล 112” ในบทความนี้ หมายถึง กระบวนการตัดสินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของศาลยุติธรรมไทยที่ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ใน 2 ประเด็นหลักๆ คือ
1. ตัวกฎหมาย ที่ไม่ให้เสรีภาพในการวิจารณ์กษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ และมีอัตราโทษสูงเกินไปคือ จำคุก 3-15 ปี ซึ่งแป็นอัตราโทษที่ “ไม่ได้สัดส่วน” กับการกระทำความผิดด้วยวาจา ข้อเขียน หรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ใดๆ ที่ไม่ก่อ “อันตรายทางกายภาพ” แก่บุคคลอื่น
2. การบังคับใช้กฎหมาย ที่มีการตีความเกินจากตัวบทไปเอาผิดกับการวิจารณ์บุคคลอื่นๆ ในเชื้อพระวงศ์ที่ไม่ใช่กษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามที่ระบุในตัวบท และยังขยายการตีความเอาผิดกับการวิจารณ์ “กษัตริย์ในอดีต” ได้อีกด้วย รวมทั้งการให้สิทธิประกันตัวก็ไม่คงเส้นคงวา หรือไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน ผู้ที่ไม่ได้สิทธิประกันตัวเลย คือ “นักกิจกรรมทางการเมือง” ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตย และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตยผ่านกระบวนการรัฐสภา ซึ่งไม่ได้ใช้ความรุนแรงใดๆ ในการแสดงออกหรือการชุมนุมทางการเมือง
ทั้งสองประเด็นนี้ทำให้มาตรา 112 มีสถานะเหมือนเป็น “กฎหมายพิเศษ” ที่ทั้งมีอัตราโทษสูงเป็นพิเศษ และกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะศาลสามารถตีความและบังคับใช้อย่างเป็นพิเศษ จนถูกตั้งคำถามมาตลอดว่าเป็นไปตามหลักความแน่นอนคงเส้นคงวา, หลักความเสมอภาค และหลักความชอบธรรมทางกฎหมายตามหลักนิติรัฐ (rule of law) หรือไม่
ปรัชญาสายคานท์ที่นำมาใช้ในการวิจารณ์ปัญหาดังกล่าว หมายถึง แนวคิด “เหตุผลสาธารณะ” (public reason) ของ Immanuel Kant ในบทความชิ้นสำคัญของเขา คือ "คำตอบของคำถาม: แสงสว่างทางปัญญาคืออะไร?" (An Answer to the Question: What is Enlightenment?) และในงาน “เสรีนิยมทางการเมือง”(Political Liberalism) ของ John Rawls สาระสำคัญ คือ
1. เหตุผลสาธารณะแบบคานท์ ยืนยัน “เสรีภาพในการใช้เหตุผลในพื้นที่สาธารณะ” คานท์นิยามการเกิดแสงสว่างทางปัญญาว่าหมายถึงการที่มนุษย์หลุดพ้นจากการเป็นผู้เยาว์ (Immaturity) ทางปัญญา ภาวะผู้เยาว์ คือ “การไม่สามารถใช้สติปัญญาของตนเองอย่างปราศจากการนำทางของผู้อื่น” แต่สาเหตุไม่ใช่เพราะ “ความโง่เขลา” ของปัจเจกบุคคล หรือเพราะถูกครอบงำโดยศาสนา ศาสนจักร และอำนาจรัฐที่ปลูกฝังบังคับให้เชื่อฟังเท่านั้น หากเป็นเพราะ "ความเกียจคร้านและความขลาดกลัว" ที่จะใช้ความคิดและเหตุผลของตนเองของปัจเจกบุคคล ดังนั้น คำขวัญของยุคแสงสว่างทางปัญญา คือประโยคภาษาละตินที่ว่า "Sapere aude!" ซึ่งแปลว่า "จงมีความกล้าที่จะใช้สติปัญญาของตนเอง" (Have the courage to use your own understanding!)
ข้อเสนอเพื่อ “ปลดปล่อย” จากการเป็นเด็กไม่รู้จักโตทางความคิดและสติปัญญาคือ ต้องมีเสรีภาพวิจารณ์ศาสนา ศาสนจักร การเมือง รวมทั้งสถาบันกษัตริย์ในพื้นที่สาธารณะ แต่พื้นที่สาธารณะที่คานท์หมายถึง ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะแบบที่ใช้กันในสังคมเสรีนิยมประชาธิปไตยปัจจุบันเสียทีเดียว เพราะคานท์เสนอไอเดียนี้ใน “บริบท” ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การวิจารณ์ในพื้นที่สาธารณะแบบที่คานท์เสนอ จึงหมายถึงการวิจารณ์ในบทบาทแบบ “นักวิชาการ” ที่วิจารณ์เรื่องส่วนรวมในรูปแบบของการพูดหรือการเขียนต่อสาธารณชน เช่น บาทหลวงเมื่อทำหน้าที่ของบาทหลวง เขาเทศนาโน้มน้าวให้ผู้คนศรัทธาในคำสอนศาสนาคริสต์ และปฏิบัติตามกฎระเบียบของศาสนจักร แต่เมื่อบาทหลวงสวมบทบาทนักวิชาการ เขาต้องมีเสรีภาพใช้เหตุผลวิจารณ์คำสอนศาสนา กฎระเบียบ และบทบาทต่างๆ ของศาสนจักรได้ ทหาร และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของรัฐก็สามารถทำสองบทบาทแบบนี้ได้เช่นกัน
แต่ปัญหาคือ ถ้าสองบทบาท “ขัดแย้งกัน” จะทำอย่างไร เช่น ถ้าบาทหลวงสวมบทบาทนักวิชาการวิจารณ์ด้วยเหตุผลชี้ให้เห็นว่าคำสอนของศาสนามีปัญหา เขายังจะแสดงบทบาทของบาทหลวงเทศนาโน้มน้าวให้ผู้คนศรัทธาในคำสอนเช่นนั้นหรือไม่ หรือถ้าในบทบาทนักวิชาการเขาวิจารณ์ว่ากฎระเบียบต่างๆ ของศาสนจักรมีปัญหา ในฐานะบาทหลวงเขายังจะปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีปัญหานั้น หรือควรจะต่อสู้เพื่อยกเลิก (บทบาทเจ้าหน้าที่รัฐในฐานะเจ้าหน้าที่และนักวิชาการก็เช่นกัน)
เหมือนคานท์จะปฏิเสธ “สิทธิในการปฏิวัติ” หรือการใช้ “วิธีการนอกกฎหมาย” เช่น การใช้กองกำลังหรือความรุนแรงล้มล้างระบบการปกครอง เขาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป คือต้องสนับสนุนให้มีเสรีภาพในการใช้เหตุผลวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาต่างๆ เพื่อสร้าง “ความเปลี่ยนแปลงทางความคิด” จากนั้นคนส่วนใหญ่ที่มีความคิดก้าวหน้ามากขึ้น หรือมีวุฒิภาวะทางปัญญาแล้วจะแก้ไขระบบให้ดีขึ้นเอง แต่คำถามก็จะวนกลับไปสู่ที่เดิมอีกคือ “ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงระบบเผด็จการให้เป็นระบบที่มีเสรีภาพ” แล้วจะมีเสรีภาพใช้เหตุผลวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไร
เพื่อแก้ปัญหาความย้อนแย้งดังกล่าว เราควรตีความว่าเมื่อคานท์เสนอให้เรากล้าใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา ศาสนจักร การเมือง และสถาบันกษัตริย์หรือสถาบันอำนาจใดๆ ได้ ก็เท่ากับข้อเสนอแบบคานท์สนับสนุนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบให้มีเสรีภาพในการวิจารณ์อย่างไม่ผิดกฎหมายด้วย
หลักฐานสนับสนุนการตีความข้างบนคือ เมื่อคานท์รับรู้เรื่องราวการปฏิวัติฝรั่งเศส เขารู้สึกตื้นตันใจ และสนับสนุนความพยายามของประชาชนในการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อสถาปนา "รัฐธรรมนูญ" ที่สะท้อนถึงเจตจำนงเสรีและพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติให้ก้าวไปสู่การมีเหตุผลหรือมีวุฒิภาวะทางปัญญาขึ้น
แต่คานท์ไม่เห็นด้วยกับการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดยไม่ได้ดำเนินการไต่สวนตามกระบวนการยุติธรรมที่ชอบธรรมตามหลักนิติรัฐ เหตุผลเพราะหากประชาชนหรือรัฐสภาตั้งตนเป็น “ศาลเตี้ย” ตัดสินลงโทษประมุขของรัฐอย่างปราศจากกระบวนการที่ชอบธรรมทางกฎหมาย (Due Process) ย่อมเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ และจะเปลี่ยนระบบการเมืองให้ตกอยู่ในภาวะไร้ระเบียบแบบอนาธิปไตยในที่สุด (ข้อวิจารณ์ของคานท์ถูกหรือไม่ ดูได้จากการเกิดภาวะไร้ขื่อแปและการนองเลือดที่ตามมาจากการปฏิวัติฝรั่งเศสและที่อื่นๆ)
2. เหตุผลสาธารณะแบบรอลส์ ก้าวหน้ากว่าคานท์ เนื่องจากเป็นแนวคิดที่เสนอใน “บริบท” สังคมเสรีนิยมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ขณะที่เหตุผลสาธารณะแบบคานท์เรียกร้องความกล้าหาญของปัจเจกบุคคลให้เป็นอิสระจากความเขลาและความหวาดกลัว แล้วกล้าใช้ความคิดและเหตุผลของตนเองในการวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา ศาสนจักร การเมือง และทุกสถาบันทางสังคมเพื่อให้ก้าวหน้ามากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เหมือนคานท์จะยัง “ประนีประนอม” กับระบบ ซึ่งเหมือนจะ “ย้อนแย้ง” ในตัวเองระดับหนึ่ง
แต่เหตุผลสาธารณะแบบรอลส์ “แตกหัก” กับระบบใดๆ ที่ขัดแย้งกับหลักความยุติธรรมทางการเมือง ซึ่งต้องบัญญัติหลักเสรีภาพทางการเมืองและหลักประกันโอกาสที่เท่าเทียมและเป็นธรรมแก่พลเมืองเสรีและเสมอภาคทุกคนไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การใช้เหตุผลสาธารณะจึงต้องสอดคล้องกับหลักความยุติธรรมสาธารณะ ผู้ใช้เหตุผลสาธารณะก็รวมทั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ในนามสถาบันทางการเมืองและสถาบันทางสังคม และประชาชนทั่วไป ไม่จำกัดว่าต้องเป็นบทบาทแบบนักวิชาการหรือปัญญาชนเท่านั้น
เป้าหมายของเหตุผลสาธารณะมุ่ง “ปลดปล่อย” จากอคติตามความเชื่อทางศาสนาและปรัชญาต่างๆ ด้วยการเสนอว่าทั้งบุคคลทางศาสนา เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนทุกคนเมื่อจะถกเถียงเรื่องสาธารณะทางการเมืองที่นำไปสู่การออกกฎหมายบังคับคนอื่น หรือการกำหนดนโยบายสาธารณะต่างๆ ของรัฐ จะต้องตีความหลักศาสนาหรือปรัชญาความเชื่อส่วนตัวใดๆ ของตนเองให้เป็นเหตุผลสาธารณะที่พลเมืองผู้มีความเชื่อต่างกันสามารถเข้าใจและสามารถยอมรับร่วมกันได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักความยุติธรรมสาธารณะตามรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่ยุติธรรมกับทุกคนทุกฝ่ายแม้จะมีความคิดความเชื่อต่างกันให้คงอยู่ หรือไม่ถูกบิดเบือนฉวยใช้เป็น “เครื่องมือ” ตอบสนองความเชื่อส่วนตัวของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ
ส่วน พุทธปรัชญา หัวใจสำคัญอยู่ที่ “อิสรภาพ” แม้จะเน้นอิสรภาพทางจิตวิญญาณหรือความพ้นทุกข์ทางจิตใจ แต่ก็เน้นอิสรภาพทางสังคมจากการครอบงำของระบบวรรณะด้วย (เช่นอัคคัญญสูตร) และในทางการเมืองพุทธปรัชญาปฏิเสธการใช้อำนาจเผด็จการตามอำเภอใจ เหตุผลเพราะระบบวรรณะและการปกครองแบบเผด็จการตามอำเภอใจ ขัดกับอิสรภาพโดยพื้นฐานและก่อความทุกข์แก่มนุษย์ พุทธปรัชญายังเสนอว่าการเมืองที่ดีต้องถือธรรมหรือหลักการที่ถูกต้องชอบธรรมเป็นใหญ่ (เช่นจักกวัตติสูตร) ไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล
ส่วนสังคมหรือโลกในอุดมคติแบบพุทธ คือ “สังคมยูโทเปีย” ที่เรียกว่า “โลกพระศรีอาริย์” ที่เป็นการจินตนาการถึงสังคมสันติสุขที่ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมทุกด้าน และปราศจากการเบียดเบียนทำร้ายกันและกัน แม้ว่านี่จะเป็นจินตนาการแฟนตาซีเหนือจริง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าพุทธปรัชญามีเจตนารมณ์แรงกล้าอยากเห็นสังคมที่มีความเท่าเทียมและมีอิสรภาพจากความทุกข์นานา
ดังนั้น เมื่องมองในสาระสำคัญ พุทธปรัชญาจึงมี “จิตวิญญาณ” ที่มุ่งปลดปล่อยปัจเจกบุคคลให้มีอิสรภาพจากทุกข์ทางจิตใจ และมุ่งปลดปล่อยสังคมให้มีอิสรภาพจากทุกข์ทางสังคม ซึ่งได้แก่ทุกข์ที่เกิดจากการครอบงำกดขี่ภายใต้ระบบวรรณะ และระบบการเมืองที่ใช้อำนาจแบบเผด็จการตามอำเภอใจ
เมื่อใช้แนวคิดเหตุผลสาธารณะแบบคานท์, รอลส์ และพุทธปรัชญามาวิพากษ์ “ศาล 112” เราจะเห็นปัญหาและทางออกอย่างไร
- คานท์จะถามว่าคำตัดสินคดี 112 ของศาลปิดกั้นเสรีภาพในการใช้เหตุผลวิจารณ์สถาบันกษัตริย์โดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่
ถ้าศาลโต้แย้งว่าในเมื่อคานท์ก็ยืนยันว่า “ต้องกล้าใช้เหตุผลของตัวเอง” ศาลก็ใช้เหตุผลของศาลเองแล้ว คือเหตุผลตามรัฐธรรมนูญที่ถือว่า “พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดในทางใดๆ มิได้” เมื่อจำเลยใช้ “คำพูดไม่เหมาะสม” ซึ่งขัดกับการแสดงความเคารพสักการะต่อพระมหากษัตริย์หรือสถาบันกษัตริย์ ย่อมเป็นการ “ลบหลู่เบื้องสูง” กระทบกระเทือนต่อ “ความรู้สึก” ของประชาชน และความมั่นคงแห่งรัฐ ดังนั้น การที่ศาลตัดสินจำคุกนักโทษ 112 ก็มีเหตุผลที่ชอบธรรมแล้ว
แต่คานท์จะแย้งกลับว่าเวลาเราพูดถึง “เหตุผล” แบบผู้มีวุฒิภาวะ ย่อมไม่ใช่เหตุผลแบบตามใจฉัน และไม่ใช่การอ้างเหตุผลเพื่อตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์ใดๆ ของใครหรือคนกลุ่มใดโดยเฉพาะ หรือเหตุผลที่มุ่งตอบสนองอำนาจที่เหนือกว่าของกลุ่มบุคคล สถาบันกษัตริย์ หรือสถาบันใดๆ อย่างเป็นพิเศษ แต่ต้องเป็น “เหตุผลที่ยึดโยงกับเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเสมอภาคของทุกคน” เป็นด้านหลัก
ดังนั้น ถ้าศาลใช้ข้ออ้างเรื่องการรักษาสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของกษัตริย์ (หรือสถาบันอำนาจใดๆ) เพื่อปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ ก็เท่ากับศาลกำลังทำหน้าที่ “ผู้พิทักษ์” ที่มองประชาชนเหมือนยังเป็น “เด็กไม่รู้จักโต” ที่ขาดวุฒิภาวะไม่สามารถใช้เหตุผลของตนเองวิพากษ์วิจารณ์ได้ ซึ่งเป็นการไม่เคารพเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนหรือไม่
ในกรณีของไทยที่ศาลตัดสินจำคุกนักโทษ 112 กว่า 30-50 ปี เมื่อมองจากหลักเหตุผลสาธารณะแบบคานท์ เห็นได้ชัดว่าศาลใช้เหตุผลเพื่อตอบสนองระบบการเมืองแบบ “ลัทธิพอปกครองลูก” (paternalism) ที่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์การคิดและการใช้เหตุผลของประชาชน มองประชาชนเป็นผู้เยาว์ที่ขาดวุฒิภาวะทางปัญญา ไม่สามารถใช้เหตุผลของตนเองได้อย่างเสรี การตัดสินจำคุกนักโทษ 112 ในอัตราโทษสูงมากอย่างไม่ได้สัดส่วนกับความผิดเช่นนั้น จึงเป็นการสร้าง “ความหวาดกลัว” แก่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ “ไม่กล้า” ใช้วุฒิภาวะทางปัญญาในการยกประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยมาวิจารณ์ด้วยเหตุผลในพื้นที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา เพื่อแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 และสถาปนารัฐธรรมนูญที่สนับสนุนเสรีภาพในการใช้เหตุผลในพื้นที่สาธารณะอย่างมีวุฒิภาวะมากขึ้น
- รอลส์จะตั้งคำถามต่อศาลที่ตัดสินจำคุกนักโทษ 112 ด้วยข้ออ้างหลักๆ เพื่อรักษาหลักการที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดในทางใดๆ มิได้” และเพื่อไม่ให้ “กระทบกระเทือนความรู้สึก” ของประชาชน และความมั่นคงของรัฐว่าศาลได้ใช้เหตุผลเพื่อปกป้องอุดมการณ์ทางการเมืองตาม “ความเชื่อเฉพาะ” แบบใดแบบหนึ่งที่ขัดกับหลักเสรีภาพทางการเมืองและความเสมอภาคของพลเมืองหรือไม่
แน่นอนว่าตามไอเดียเหตุผลสาธารณะแบบรอลส์ที่ยืนยันหลักเสรีภาพทางการเมืองและความความเสมอภาคของพลเมืองเมือง ย่อมไม่สามารถยอมรับการอ้างเหตุผลใดๆ เพื่อปกป้องสถานะพิเศษของสถาบันกษัตริย์ หรือสถาบันทางการเมืองและสถาบันทางสังคมใดๆ ที่อยู่เหนือเสรีภาพในการวิจารณ์ตรวจสอบได้ การที่ศาลใช้เหตุผลเช่นนั้นในการตัดสินจำคุกนักโทษ 112 จึง “ไม่ใช่เหตุผลสาธารณะ” ที่สอดคล้องกับหลักความยุติธรรมสาธารณะทางการเมือง และไม่สามารถทำให้พลเมืองที่มีความคิดความเชื่อต่างกันสามารถเข้าใจและยอมรับร่วมกันได้ว่ายุติธรรมกับทุกคน
พูดอีกอย่าง ถ้า (ย้ำ “ถ้า”) ศาลใช้เหตุผลสาธารณะแบบรอลส์ที่ยึดโยงกับหลักความยุติธรรมสาธารณะ ศาลย่อมตัดสินคดี 112 โดยยึดหลักนิติรัฐอย่างคงเส้นคงวา เพราะเหตุผลสาธารณะและหลักความยุติธรรมสาธารณะแบบรอลส์ยึดโยงกับหลักนิติรัฐอย่างคงเส้นคงวา
จริงอยู่แม้ศาลไทยจะอ้าง “หลักนิติรัฐนิติธรรม” เสมอๆ แต่เป็นที่ทราบกันว่าหลักนิติรัฐมีได้อย่างแท้จริงในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่หรือเสรีนิยมประชาธิปไตยเท่านั้น ในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย กฎหมายคุ้มครองประมุขของรัฐมีได้ แต่ต้องไม่ขัดหลักเสรีภาพทางการเมือง คือเสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออก และการชุมนุมอย่างปราศจากการใช้ความรุนแรง รัฐธรรมนูญไทยก็รับรองเสรีภาพดังกล่าวในฐานะสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับ “ประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย” การใช้เสรีภาพเช่นนั้นจะถูก “จำกัด” หรือ “ถูกทำให้ไร้ความหมาย” ด้วยรัฐธรรมนูญมาตราที่สถาปนาสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะและล่วงละเมิดมิได้ของสถาบันกษัตริย์ และมาตราอื่นๆ ที่กำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่ต้องจงรักภักดีและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นมาตราที่ให้ “ความชอบธรรม” กับการใช้ 112 ปิดปากประชาชน
สำหรับรอลส์ การจำกัดเสรีภาพทางการเมืองด้วยการอ้างสถานะพิเศษอันเป็นที่เคารพสักการะตามความเชื่อแบบศาสนา (พุทธผสมพราหมณ์) เช่นนั้น กระทั่งประชาชนที่ใส่เสื้อ “เราหมดศรัทธาในสถาบันกษัตริย์” ก็ถูกศาลตัดสินจำคุกในคดี 112 ย่อมถือว่าเป็นการตัดสินที่ขัดหลักเหตุผลสาธารณะและหลักนิติรัฐในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
- พุทธปรัชญาจะตั้งคำถามว่าการที่ศาลตัดสินจำคุกนักโทษ 112 ด้วยข้ออ้างเช่นนั้น นำไปสู่การเพิ่มหรือลดความทุกข์ทางสังคมและการเมือง จริงอยู่ตามความเชื่อของ “พุทธศาสนาไทย” ซึ่งเป็น “พุทธราชาชาตินิยม” ย่อมสนับสนุนเหตุผลของศาลในการตัดสินจำคุกนักโทษ 112 เพื่อรักษาสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของสถาบันกษัตริย์ ความสามัคคี ความมั่นคงของรัฐ และความสงบสุขของสังคม แต่ดังที่เราอภิปรายมาแล้วว่า “จิตวิญญาณแบบพุทธปรัชญา” คือ “จิตวิญญาณแห่งการปลดปล่อย” ปัจเจกบุคคลจากทุกข์ทางจิตใจ และปลดปล่อยสังคมจากทุกข์ทางสังคม อันเกิดจากพันธนาการของระบบวรรณะ และระบบการปกครองแบบใช้อำนาจเผด็จการตามอำเภอใจ จิตวิญญาณแบบพุทธปรัชญาจึงขัดแย้งกับความเชื่อแบบพุทธราชาชาตินิยมโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น เมื่อมองจากจุดยืนแบบพุทธปรัชญา ถ้ามีสองทางเลือก ได้แก่ ทางเลือกแรก คือทางเลือกตามคำพิพากษาของศาลที่ใช้เหตุผลแบบผู้พิทักษ์ตัดสินจำคุกนักโทษ 112 เพื่อตอบสนองระบบการเมืองแบบพ่อปกครองลูก และทางเลือกที่สอง คือทางเลือกแบบคานท์ที่มุ่งปลดปล่อยให้พลเมืองมีเสรีภาพในการใช้เหตุผลในพื้นที่สาธารณะอย่างมีวุฒิภาวะทางปัญญามากขึ้น ซึ่งสนับสนุนให้ก้าวหน้ามากขึ้นด้วยแนวคิดเหตุผลสาธารณะแบบรอลส์ที่ยืนยันเสรีภาพทางการเมืองและความเสมอภาคของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย จิตวิญญาณแบบพุทธปรัชญาย่อมสนับสนุนทางเลือกที่สองมากกว่า
กล่าวโดยสรุป เมื่อมองจากแนวคิดเหตุผลสาธารณะแบบคานท์ ศาล 112 ใช้อำนาจแบบผู้พิทักษ์ที่ส่งผลให้ประชาชนหวาดกลัว, เชื่อง และเชื่อฟังอำนาจที่แตะต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นการขัดขวางการมีเสรีภาพในการใช้เหตุผลสาธารณะอย่างผู้มีวุฒิภาวะทางปัญญาของประชาชน เมื่อมองจากแนวคิดเหตุผลสาธารณะแบบรอลส์ ศาล 112 ละเมิดหลักเสรีภาพทางการเมืองและหลักความเสมอภาคของพลเมือง ทำให้ประชาชนไม่สามารถจะเป็น “พลเมืองเสรีและเสมอภาค” ได้จริง และเมื่อมองจากจิตวิญญาณแบบพุทธปรัชญา ศาล 112 สร้างพันธนาการที่ก่อทุกข์ทางสังคมและการเมือง มากกว่าที่จะปลดปล่อยสังคมและการเมืองจากพันธนาการของความทุกข์เช่นนั้น
