รายงานจาก Economic Review Logos Press สื่อด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ ชี้ว่าฟุตบอลโลก 2026 อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดรีไซเคิลสิ่งทอ หลังชุดแข่งขันของทีมชาติราว 75% ถูกผลิตจากโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลทั้งหมดหรือบางส่วน โดย Nike ผลิตชุด 12 ทีมจากขยะสิ่งทอ 100% Puma ใช้โพลีเอสเตอร์รีไซเคิลอย่างน้อย 95% สำหรับ 11 ทีม และ Adidas กำลังเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบรีไซเคิล ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความสำเร็จครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากการทดลองสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม
- ฟุตบอลโลก 2026 ใช้ชุดแข่งขันที่ผลิตจากโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลถึงราว 75% ของทีมทั้งหมด โดย Nike ผลิตชุด 12 ทีมรวมถึงบราซิล อังกฤษ และฝรั่งเศส จากขยะสิ่งทอ 100% ส่วน Puma ใช้โพลีเอสเตอร์รีไซเคิลอย่างน้อย 95% สำหรับ 11 ทีมรวมถึงโปรตุเกสและโมร็อกโก
- อุตสาหกรรมรีไซเคิลสิ่งทอเคยหยุดชะงักเพราะขาดอุปสงค์ขนาดใหญ่ การที่แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่หันมาใช้วัสดุรีไซเคิลในระดับนี้จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญ เนื่องจากชุดกีฬาต้องผ่านมาตรฐานสูงทั้งน้ำหนักเบา ระบายอากาศ และทนทานต่อแรงกระแทก
- ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากโครงการนี้สำเร็จ ฟุตบอลโลก 2026 อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้ตลาดรีไซเคิลสิ่งทอก้าวจากขั้นทดลองสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม คล้ายกับที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเคยสร้างแรงขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมแบตเตอรี่มาก่อน

ในการผลิตเสื้อสำหรับทีมร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 Nike ใช้เทคโนโลยี Aero-Fit วัสดุที่ใช้ผลิตชุดแข่งขันให้กับทีมชาติ 12 ทีม รวมถึงบราซิล อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยผลิตขึ้นจากขยะสิ่งทอรีไซเคิลทั้งหมด 100% | ภาพจาก: Nike
รายงานพิเศษจากสื่อ Economic Review Logos Press สื่อด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ ชี้ว่า การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 อาจกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับตลาดรีไซเคิลสิ่งทอ โดยในปัจจุบัน เสื้อผ้าชุดแข่งขันของทีมชาติที่เตรียมไว้สำหรับทัวร์นาเมนต์นี้ราว 75% ได้ถูกผลิตขึ้นทั้งหมดหรือบางส่วนจากโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลที่ผลิตมาจากขยะสิ่งทอ
สำหรับอุตสาหกรรมนี้ Business of Fashion (BOF) ระบุว่านี่เป็นมากกว่าแค่โครงการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม โดยผู้มีส่วนร่วมในตลาดเชื่อว่ายอดสั่งซื้อจำนวนมหาศาลจากแบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่ชั้นนำ จะสามารถช่วยเร่งการสร้างห่วงโซ่การผลิตใหม่ๆ ดึงดูดเงินทุนหมุนเวียนเข้าสู่โรงงานรีไซเคิล และสร้างอุปสงค์ที่ยั่งยืนสำหรับวัสดุรีไซเคิล
ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสิ่งทอยังคงเป็นหนึ่งในภาคส่วนของเศรษฐกิจโลกที่ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองมากที่สุด ในขณะที่การรีไซเคิลเสื้อผ้าและผืนผ้ากลับพัฒนาไปอย่างค่อนข้างล่าช้า ซึ่งอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่เผชิญมาเป็นเวลานานคือการขาดแคลนความต้องการซื้อในปริมาณมากจากลูกค้ารายใหญ่ ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านของแบรนด์กีฬาระดับโลกมาสู่วัสดุที่ผลิตจากขยะสิ่งทอในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณครั้งสำคัญสำหรับตลาดทั้งหมด
Nike, Puma และ Adidas กำลังทดสอบห่วงโซ่อุปทานรูปแบบใหม่
ผู้ผลิตชุดกีฬารายใหญ่ที่สุดกำลังใช้การแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นแพลตฟอร์มในการจัดแสดงเทคโนโลยีการรีไซเคิลใหม่ ๆ โดย Nike ได้นำเสนอโครงการที่ทะเยอทะยานที่สุด ซึ่งก็คือเทคโนโลยี Aero-Fit วัสดุที่ใช้ผลิตชุดแข่งขันให้กับทีมชาติ 12 ทีม รวมถึงบราซิล อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยผลิตขึ้นจากขยะสิ่งทอรีไซเคิลทั้งหมด 100%
ทางด้าน Puma กำลังพัฒนาแนวทางที่คล้ายคลึงกันภายใต้เทคโนโลยี Re. ของบริษัท โดยระบุว่า โพลีเอสเตอร์อย่างน้อย 95% ในชุดแข่งขันของทีมชาติ 11 ทีม รวมถึงโปรตุเกส โมร็อกโก และกานา มาจากเสื้อผ้าเก่า สินค้าที่ยังไม่ได้จำหน่าย ของเสียจากกระบวนการผลิต และเศษผ้าสิ่งทอ
ในส่วนของ Adidas ซึ่งเป็นผู้จัดหาชุดแข่งขันให้กับทีมชาติ 14 ทีม รวมถึงอาร์เจนตินา สเปน และเม็กซิโก ไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนของสิ่งทอรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์ของตน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้นำโพลีเอสเตอร์จากขยะสิ่งทอเข้ามาผสานรวมไว้ในเนื้อผ้า Climacool แล้ว และวางแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนของวัตถุดิบดังกล่าวในสายการผลิตผลิตภัณฑ์ให้ถึง 10% ภายในปี 2030
จากขั้นทดลองสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม

เสื้อผ้าใช้แล้วจัดเป็นขยะจากอุตสาหกรรมสิ่งทอที่กำลังสร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อม | ภาพจาก: Wikimedia
เป็นเวลาหลายปีที่การพัฒนาการรีไซเคิลสิ่งทอต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากความย้อนแย้งของตลาด โดยแบรนด์ต่าง ๆ ต่างต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าวัสดุรูปแบบใหม่นี้จะสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้งานในระดับสูงได้ ในขณะที่ฝั่งผู้รีไซเคิลเองก็ลังเลที่จะลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตหากไม่มีสัญญาระยะยาวและอุปสงค์ที่ช่วยรับประกันความต้องการซื้อที่แน่นอน
โดยทั่วไปแล้ว ชุดกีฬาถือเป็นหนึ่งในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความท้าทายมากที่สุดสำหรับการริเริ่มนำวัสดุใหม่ ๆ มาใช้ เนื่องจากเนื้อผ้าจะต้องมีน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี มีความทนทาน และสามารถทนต่อแรงสปริงตัวทางกายภาพที่รุนแรงได้ในเวลาเดียวกัน ดังนั้น การนำสิ่งทอรีไซเคิลมาใช้ในชุดแข่งขันของทีมฟุตบอลระดับแนวหน้าในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นดัชนีชี้วัดความพร้อมของเทคโนโลยีและความตื่นตัวของอุตสาหกรรมในการขยายขนาดการผลิต
ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ความสำคัญของโครงการนี้ขยายวงกว้างไปไกลกว่าปริมาณโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลที่นำมาใช้จัดงานทัวร์นาเมนต์เท่านั้น หากความคิดริเริ่มของแบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่เหล่านี้ประสบความสำเร็จ การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ก็อาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมรีไซเคิลสิ่งทอ เช่นเดียวกับที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เคยสร้างแรงขับเคลื่อนให้แก่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากการทดลองเฉพาะกลุ่มไปสู่ภาคการผลิตในระดับอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว
