แม้การถ่ายโอน รพ.สต. ไป อบจ. ยังมีปัญหาหลายด้าน เช่น บุคลากร งบประมาณ ระบบยา ภูเก็ตจึงพัฒนาโมเดลโรงพยาบาลที่ท้องถิ่นเป็นเจ้าของ โดยว่าจ้างเอกชนบริหาร ให้บริการระดับเอกชนในราคารัฐ แม้ขาดทุนแต่ได้รับความพึงพอใจสูง เป้าหมายคือยกระดับ รพ.สต. เป็นศูนย์คุณภาพชีวิต เน้นบริการหลากหลาย ใช้เทคโนโลยี ลด OPD ล้น ต้องการกฎหมายรองรับและงบประมาณยั่งยืน เป็น 1 ใน 3 โมเดลต้นแบบระบบสุขภาพท้องถิ่นของประเทศ
ขณะนี้การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลซึ่งเป็นหน่วยให้บริการสุขภาพระดับปฐมภูมิจากสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไปองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยังคงเป็นเรื่องท้าทายและยังมีฝุ่นตลบในหลายแห่ง ด้วยมีเหตุปัจจัยที่ต้องจัดการในหลายเรื่อง เช่น ความเพียงพอของจำนวนบุคลากร การจัดสรรงบประมาณของสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ยังไม่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับการตกลงระดับพื้นที่ทำให้ บาง รพ.สต. ให้บริการเช่นเดิมได้ บาง รพ.สต. ให้บริการลดลง บางแห่งยกเลิกบริการในบางด้าน หรือการบริหารจัดการระบบยาและเวชภัณฑ์ที่จากเดิมมีการบริหารจัดการโดยโรงพยาบาลแม่ข่ายซึ่งเป็นระบบสุขภาพระดับทุติยภูมิ แต่เมื่อโอนย้ายทำให้อยู่คนละสังกัดทำให้จัดซื้อไม่ได้ รวมถึงด้านระบบข้อมูลจากเคยเชื่อมเป็นไม่เชื่อมกัน เป็นต้น
เหตุปัจจัยเหล่านี้จึงเกิดเป็นคำถามต่อมาว่าจะมีโมเดลการบริหารจัดการแบบใดบ้างที่สามารถเชื่อมโยงทำงานบริการปฐมภูมิกับเครือข่ายเดิมได้แม้กลายเป็นคนละสังกัด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบสุขภาพที่ดีขึ้น ใกล้บ้านขึ้น ซึ่ง ‘ภูเก็ตโมเดล’ ที่ตั้งเป้าหมายการมีหน่วยบริการสุขภาพที่ท้องถิ่นเป็นเจ้าของ เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่หลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นหนึ่งในต้นแบบการจัดการระบบสุขภาพของท้องถิ่นที่มีขนาดเศรษฐกิจเติบโตสูงได้
นายแพทย์บัญชา ค้าของ ที่ปรึกษาพิเศษ อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า ภูเก็ตเปรียบเสมือน เสื่อผืนน้อย (ในทะเลเงินโลก) เพราะบริบทของภูเก็ตมีทั้งนักท่องเที่ยวและคนที่เข้ามาทำงานมากมายที่สามารถจ่ายเงินเองเพื่อรับบริการสุขภาพได้ จึงมีโอกาสหาเงินเข้ามาเพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพที่มีท้องถิ่นเป็นเจ้าของ
ที่ผ่านมา อบจ.ภูเก็ต ได้ริเริ่มดำเนินการจัดบริการในรูปแบบ โรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต โดยว่าจ้างบริษัท โรงพยาบาลธนบุรีจำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการให้บริการรักษาพยาบาลในระดับทุติยภูมิขนาด 190 เตียง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป และคลินิกเฉพาะโรคตลอด 24 ชั่วโมง โดย อบจ.ทำหน้าด้านการบริหารคือการกำหนดนโยบายในภาพกว้าง โดยยึดหลัก “ให้บริการแบบโรงพยาบาลเอกชน ในราคาโรงพยาบาลรัฐ”
ผลลัพธ์ในการให้บริการ พบว่า มีความพึงพอใจของประชาชนในแง่ของให้บริการดี แต่การดำเนินงานประสบภาวะขาดทุนค่อนข้างมาก แม้ว่า อบจ.ภูเก็ตมีรายได้มากพอที่จะชดเชยได้ แต่ข้อติดขัดโดยถูกมองว่าทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้งบประมาณ รวมทั้งมีปัญหาของข้อกฎหมายว่าท้องถิ่นต้องบริหารเอง จ้างเอกชนดำเนินการไม่ได้ จึงปรับเป็นการจ้างให้คำปรึกษาจากเอกชนภายใต้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ
“ปัญหาสำคัญของการทำงานด้านสาธารณสุขคือลักษณะที่แยกส่วนกัน แต่ละหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทต่างมองปัญหาคนละแบบ ตลอดจนมีกลไกการทำงานที่ซับซ้อนและไม่ได้รับการจัดระบบให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น การทำงานในพื้นที่หรือท้องถิ่นควรเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
นายแพทย์บัญชา กล่าวต่อไปว่า แต่ละจังหวัดต้องออกแบบระบบสุขภาพให้เหมาะกับพื้นที่ของตน สำหรับจังหวัดภูเก็ตมีแผนและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันภายใต้โครงการ ‘Blueprint Healthcare Sandbox’ ท้องถิ่นต้องมีสัดส่วนจัดการบริการ จากภาพรวมที่ผ่านมา โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ซึ่งเป็นโรงเป็นโรงพยาบาลหลักประจำจังหวัดมีขนาดใหญ่มาก ส่วนโรงพยาบาลประจำอำเภอมีขนาดเล็ก ในขณะที่อัตราผู้ป่วยนอก (OPD) มีมากจนล้นทั้งในระดับอำเภอและระดับจังหวัด สวนทางกับอัตราครองเตียง จึงสวนทางกับหลักการที่ระบบการบริการปฐมภูมิควรเป็นฐานใหญ่ด้วย ดังนั้น สิ่งที่ต้องจัดการคือการเติมฐานให้แข็งแรงที่สุด
“ข้อเสนอต่อ รพ.สต.ในสังกัด อบจ. ภูเก็ต อาจเป็น Sandbox ในการทดลองเปลี่ยน จากศูนย์ส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสู่ศูนย์คุณภาพชีวิตเป็นเลิศ เพื่อจัดรูปแบบการบริการต่างๆที่มากกว่าปัจจุบัน เพื่อลดความแออัดของ OPD อาจจะออกแบบเป็นคลินิกพิเศษ เช่น OPD Premium ,Dental by heart ,Nursery for genius ,รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วย เพราะความเป็นเมืองทำให้มีความเป็นปัจเจกมากขึ้น ความจำเป็นที่ต้องไปสถานที่ให้บริการอาจน้อยลง ดังนั้น รูปแบบการบริการที่มีควรเอามาจากการวิเคราะห์ข้อมูลและบริบทต่างมาวิเคราะห์เพื่อจัดการการบริการให้สอดคล้องกับปัญหาของแต่ละพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เงิน อบจ. ในการอุดหนุน”
นายแพทย์บัญชา ย้ำว่า ระบบสุขภาพแต่ละพื้นที่ควรต้องเป็นกระบวนการที่ bottom up not top down เพื่อสร้าง DNA ของระบบสุขภาพท้องถิ่นที่ควรจะเป็นใหม่ เอาความเดือดร้อนในพื้นที่กำหนดเป็นแผนการปฏิบัติการที่ยั่งยืน ต้องสร้างแผนสุขภาพพื้นที่หรือ Local based จะลดภาระได้ การใช้เทคโนโลยี และ Outsource หรือที่ปรึกษาในงานที่เกี่ยวข้องก็สามารถช่วยทำงานและทำให้ต้นทุนลดลง อบจ.ต้องมีส่วนสร้างเครือข่ายอภิบาลร่วม อย่างไรก็ตาม การมีโรงพยาบาลที่ขับเคลื่อนโดยท้องถิ่นปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับการมีกฎหมายที่ยั่งยืนต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องอำนาจและการใช้งบประมาณของ อบจ. สิ่งสำคัญต้องมีมาตรฐานและคุณภาพที่ประชาชนพึงพอใจ บุคลากรที่ทำงานได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีความก้าวหน้า ทำงานร่วมกับเครือข่ายเพื่อสร้างแผนสุขภาพที่สอดคล้องกับพื้นที่
จังหวัดภูเก็ต คือหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบโมเดลที่สามของระบบสุขภาพที่จัดการโดยท้องถิ่น จาก ‘โครงการการศึกษาความเหมาะสมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในการจัดบริการที่สูงกว่าระดับสุขภาพปฐมภูมิ’ ที่ทำการศึกษาโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการยกระดับการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ ที่จะนำไปสู่ข้อเสนอขับเคลื่อนในพื้นที่ทดลองนวัตกรรมเชิงนโยบาย (Policy sandbox) เพื่อพัฒนาเป็นนโยบายของประเทศ
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาในพื้นที่ต้นแบบ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ กาญจนบุรี ภูเก็ต และปทุมธานี นำไปสู่ข้อเสนอเบื้องต้นสำหรับ อบจ. ในการจัดบริการที่สูงกว่าระดับปฐมภูมิเพื่อปิดรอยต่อในการโอนย้ายสังกัด 3 โมเดลรูปแบบ ได้แก่ โมเดลหนึ่ง การขับเคลื่อนระบบสุขภาพท้องถิ่นที่มี อปท .เป็นแกน โดยใช้รูปแบบพัฒนากลไกประสานงานสุขภาพจังหวัดเดิมเชื่อมประสานระบบสุขภาพระดับปฐมภูมิกับระดับทุติยภูมิ ,โมเดลสอง การยกระดับ รพ.สต. เพื่อให้บริการสุขภาพทำได้มากขึ้นมากกว่าระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเพื่อถมช่องว่างที่มี เช่น การมีศูนย์สุขภาพรองรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดใหญ่หรือแม่หลังคลอด ที่ต้องดูแลต่อแต่ไม่มีเตียงในโรงพยาบาลให้มาพักที่ศูนย์สุขภาพเพื่อให้สามารถดูแลต่อได้ และ โมเดลสาม การมีสถานพยาบาลที่มีบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิและระดับทุติยภูมิเป็นของท้องถิ่นเอง เช่น โรงพยาบาลประจำอำเภอเมือง ภายใต้การดูแลของ อบจ. เป็นต้น
