Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • 'สิทธิพล' พรรคประชาชน มองงบฯ ปี’70 ยังไม่สามารถชุบชีวิต ‘บริษัทซอมบี SME’ เสนอจัดงบฯ ให้หน่วยงานที่ช่วย SME ได้จริง ปรับตัวชี้วัดโครงการต่างๆ ให้สอดคล้องกับปัญหาของผู้ประกอบการ 
  • 'วีรยุทธ' รองหัวหน้าพรรคประชาชน มองงบฯ ปี 2570 ทอดทิ้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมชง 4 ข้อถึงภาครัฐ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ

 

29 มิ.ย. 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเวลา 12.30 น. มีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายถึงปัญหางบฯ ปี 2570 ที่อาจจะยังช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยรายย่อย และรายกลาง (SME) อย่างไม่เพียงพอ กระจัดกระจาย และยังใช้งบฯ ไม่มีประสิทธิภาพ 

สิทธิพล มองว่า การจัดงบฯ ของรัฐบาลรอบนี้มีงบฯ ดูแลผู้ประกอบการไทยอยู่ที่ประมาณ 10,800 ล้านบาท แต่การจัดงบฯ แบบนี้จะชุบชีวิตบริษัท SME ไทยน่าจะยังยากมาก เพราะว่าตอนนี้ SME ไทยประสบภาวะวิกฤตที่เรียกว่า “บริษัทซอมบี้”

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.พรรคประชาชน (ที่มา: TP Channel)

บริษัทซอมบี้คืออะไร

บริษัทซอมบี้ คือ บริษัทที่ดำเนินกิจการไปโดยกำไรที่ได้ไม่พอเอาไปจ่ายดอกเบี้ยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการลดเงินต้น หรือขยายการลงทุนใหม่ บริษัทเหล่านี้จะกู้เงิน และเอาเงินมาแปะเรื่อยๆ ดำเนินธุรกิจแบบอยู่ไปวันๆ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ล้มก็จริง แต่ก็ไม่โต และไม่ฟื้น เหมือนเป็นธุรกิจหรือบริษัทซอมบี้ 

สิทธิพล มองว่า ตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดี คือ ตัวเลขของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งระบุว่า ไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ (2569) มีจำนวน 94% ของ SME ทั้งหมดที่อยู่ในภาวะไม่ทรงตัว หรือไม่ก็กำลังขาดเงินทุน และก็กำลังปรับโครงสร้างหนี้ กลุ่มนี้คือบริษัทซอมบี และกำลังกลายเป็น ‘ซอมบี’ และนี่สะท้อนด้วยว่ามีจำนวน SME ไม่ถึง 10% ที่สามารถขยายกิจการได้ อีกทั้ง ในไตรมาสเดียวกัน เป็นครั้งแรกในรอบปิดไตรมาสที่ตัวเลขการปิดโรงงานสูงกว่าการเปิดโรงงาน 

ภาวะโลกผันผวน - ไทยช่วยไทยพลัส ตอกฝาโลง SME

ปัญหาดังกล่าวถูกตอกย้ำด้วยปัญหาภาวะสงคราม และสถานการณ์โลกที่มีความผันผวน ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อลดลง ปกติขายของยาก พอเจอเรื่องนี้จากเกือบตายก็ได้ตายจริงๆ และสำคัญที่สุดคือมาตรการ ‘ไทยช่วยไทย’ พลัส ของรัฐบาลที่มีเงื่อนไขว่า ธุรกิจ SME ที่มีรายได้มากกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งตัวเลข 2 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่รายใหญ่ เสียภาษีถูกต้องแต่เข้าโครงการไม่ได้ แถมถูกแย่งลูกค้าไปด้วย มีอย่างน้อยขั้นต่ำ 2 แสนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ พวกเขากำลังรู้สึกว่า เขาทำตัวดี แต่ทำไมถูกลงโทษ เพราะหลังจากมีมาตรการนี้ออกมา ร้านอาหารที่เข้าไม่ถึงสิทธิ 'ไทยช่วยไทย พลัส' มีลูกค้าน้อยลง 30-50% แต่ค่าครองชีพ ค่าเช่า ค่าน้ำ หรือไฟฟ้า ดีดตัวสูงขึ้น 20% 

เสนอดึงงบฯ สสว. เอาไปให้หน่วยงานอื่น 

สส.พรรคประชาชน อภิปรายต่อว่า เมื่อเราดูงบฯ ปี 2570 จะพบว่ามันไม่สามารถช่วยเหลือหรือชุบชีวิต SME ได้เลย มีแต่จะสร้างซอมบีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเขาขอแบ่งปัญหาออกเป็น 2 มิติ คือในภาพรวม และในภารกิจของแต่ละกระทรวง 

สิทธิพล บอกว่าในภาพรวม การจัดงบฯ มีปัญหา 3 เรื่อง คือ 

  1. หน่วยงานช่วยเหลือ SME อย่าง สสว. และอื่นๆ มีความซ้ำซ้อน งบกระจัดกระจาย ส่งผลให้ใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ โดยในปี 2570 มีงบฯ ช่วย SME จำนวน 10,800 ล้านบาท กระจายไปยัง 44 หน่วยงาน ดังนั้น ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไทยไม่มีเงินช่วย SME แต่คำถามคือใช้อย่างไร และเพื่อใคร
  2. หน่วยงานเจ้าภาพคือ สสว. ชอบดองงบฯ ไม่ยอมใช้ มีโครงการหนึ่งที่เขาติดตามและอภิปรายมาโดยตลอดคือ “กองทุน สสว.” ที่ของบฯ ไป 5,000 ล้านบาท แต่จนถึงวันนี้ผ่านมา 3 ปี ใช้งบฯ ไป 236 ล้านบาท หรือไม่ถึง 5% ทั้งที่งบฯ นี้ต้องใช้หมดตั้งแต่ปี 2567 แต่ก็เลื่อนมาเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าทราบหรือไม่ว่า SME จะตายหมดแล้ว แต่พวกท่านยังบริหารงบฯ แบบนี้อยู่
  3. นอกจากเอางบฯ ไปดองไม่พอ ของบประมาณไปทำโครงการแบบหนึ่ง แต่ตอนหลังเอาไปทเป็นโครงการอีกแบบหนึ่ง ยกตัวอย่าง สสว.ระบุว่าตอนแรกจะเอาเงินไปทำ “Matching Fund” ช่วยเงินทุนผู้ประกอบการแลกเป็นหุ้น แต่ภายหลังไปทำอย่างอื่นมั่วไปหมด โดยในปี 2568 จะเอาไปทำสินเชื่อ แต่ตอนนี้จะเอาเงินไปทำอบรมเสวนาแทน 

สิทธิพล จึงมีข้อเสนอให้ดึงงบประมาณที่ สสว. ยังไม่ได้ใช้หรือเป็นงบฯ ผูกพัน ผ่านการออกกฎหมายเพื่อดึงงบฯ กลับมา และจัดสรรงบฯ ไปให้หน่วยงานอื่นๆ ที่ช่วยเหลือ SME ได้ดีกว่า 

นอกจากนี้ เขาอยากตั้งคำถามถึงสำนักงบประมาณด้วยว่า เวลาจัดสรรงบฯ ต้องดูด้วยว่าหน่วยงานดังกล่าวมีเงินนอกงบประมาณอยู่เท่าไร คำถามคือสำนักงบฯ ได้ไปดูหรือไม่ ทำไมยังให้งบฯ เขาอีก 500 กว่าล้าน ทั้งที่ไม่ควรได้แล้ว 

KPI ไม่ตอบโจทย์ปัญหา SME 

สิทธิพล กล่าวต่อว่า นอกจากภาพรวมที่แย่แล้ว แต่ละภารกิจก็แย่ด้วย เนื่องจากไม่ตอบโจทย์ปัญหาของ SME 

  • ความต้องการของ SME คือถ้าเป็นรายเล็ก เขาต้องการเงินทุนมากที่สุด 
  • พอขยายตัวขึ้น ก็อยากให้มีการสนับสนุนแข่งขันในตลาดได้ ต้องการมืออาชีพให้มาช่วย มีการพัฒนาทักษะและความสามารถ 
  • พอ SME ผลิตของออกมาขายได้ สิ่งที่เขาต้องการคือ “ได้รับความเป็นธรรม” ไม่ถูกสินค้าจากต่างประเทศ เข้ามาทุ่มตลาด หรือตัดราคา หรือถูกแพลตฟอร์มเอาเปรียบ 
  • เมื่อธุรกิจโตขึ้นมาอีก เขาก็อยากมีนวัตกรรม และอยากให้รัฐสนับสนุนคุ้มครองเขา 

“แต่เราพบว่างบฯ 70 อาจจะช่วยเหลือเรื่องนี้ไม่ได้ ทำให้ผู้ประกอบการไทยอยู่ไปวันๆ ไม่ตาย แต่ไม่โต ไม่มีอนาคต นี่คือซอมบี” สิทธิพล กล่าว 

เงินทุนประกอบธุรกิจ สิทธิพล ระบุว่า บริษัทซอมบีต้องพึ่งพาเงินนอกระบบ มากกว่า 40% ของ SME ทั้งหมดต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งมีดอกเบี้ยสูง และเขาคิดว่า คนที่ต้องช่วยเหลือคือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

บสย.ที่ผ่านมาทำงานได้ดี และรัฐควรให้งบฯ สนับสนุนเพิ่มขึ้น โดยปีนี้ได้อยู่ที่ 8,000 ล้านบาท และสิ่งที่รัฐควรทำเพิ่มคือ อนุมัติงบประมาณให้ บสย. และเน้นพุ่งเป้าไปที่ SME มากขึ้น เพราะเมื่อปี 2568 บสย. ทำได้ดีในส่วนลูกค้ารายย่อย เพราะร้อยละ 75 หรือ 3 ใน 4 ของลูกค้าทั้งหมดเป็นลูกค้ารายย่อย แต่เมื่อดูสัดส่วนพอร์ต ลูกค้ารายย่อย คิดเป็น 8% ของวงเงินอนุมัติค้ำประกันเท่านั้น และอีก 6% เป็นผู้กู้รายใหญ่มีสัดส่วนวงเงินของพอร์ตอยู่ 40% จึงอยากฝากให้ บสย.ลงไปช่วยรายย่อยเพิ่มขึ้น

โดยเขาเสนอว่าอยากให้รัฐบาลโยกงบฯ กองทุน สสว. 5,000 ล้านบาท หากโยกเอามาให้ บสย.บริหาร อาจจะช่วย SME ได้จำนวนมากขึ้น

ตั้ง KPI ไม่สามารถวัดผลสำเร็จได้จริง

สิทธิพล กล่าวว่า ข้อถัดมา บริษัทซอมบี มีปัญหาและอุปสรรคคือเขาขาดศักยภาพ และแข่งขันในตลาดไม่ไหว แต่กลับกัน การช่วยเหลือของรัฐยังเน้นไปที่การอบรม ซึ่งอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาเรื่องนี้ 

สิทธิพล กล่าวต่อว่า หากดูในกองทุน 5,000 ล้านบาทของ สสว. มีจำนวน 25 โครงการ ใช้งบฯ 765 ล้านบาท ซึ่ง สสว.โฆษณาว่าจะช่วย SME ได้จำนวน 12,312 ราย แต่พอไปดูไส้ในจริงๆ กลายเป็นโครงการอบรมไปแล้ว 7,580 ราย หรือ 60% ดังนั้น คำถามของเขาก็คือการอบรมแบบนี้มันตอบโจทย์เรื่องพัฒนาศักยภาพ SME หรือไม่ 

นอกจากนี้ ถ้าดูงบฯ ของทุกกระทรวงที่ระบุว่าจะช่วย SME เราพบว่า 1 ใน 3 เน้นไปที่โครงการอบรม และที่สำคัญ KPI ของทุกโครงการเน้นตั้งไว้ว่า ทุกโครงการผ่านแน่ๆ ไม่ได้ไปดูว่าประสิทธิภาพของ SME ดีขึ้นหรือไม่ เช่นจำนวนผู้เข้าอบรม อันนี้นิยมกันมากระบุเป็น KPI มากถึง 80% ของโครงการทั้งหมด นอกจากนี้ มีบางส่วนระบุว่าวัดผลสัมฤทธิ์จากข้อสอบก่อนและหลังอบรม หรือความพึงพอใจในสถานที่จัดงาน เช่น แอร์เย็นไหม โรงแรมดีไหม ซึ่งหมายความว่า KPI เหล่านี้ไม่ได้วัดผลสัมฤทธิ์ในด้านธุรกิจ และที่สำคัญโครงการแบบนี้ทำซ้ำทุกปี ไม่เคยมีการประเมินปัญหา ทำให้ 10 ปีที่ผ่านมาเราเสียงบฯ อบรมไปแล่ว 20,000 ล้านบาท ซึ่งอยากตั้งคำถามว่าเราจะเสียเงินเพื่อจัดอบรมเพื่ออะไร 

สิทธิพล เสนอว่า ภาครัฐควรปรับเกณฑ์ KPI ใหม่ โดยผูกเข้ากับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริงๆ อย่างการประเมินผลจากอัตรากำไร การทำยอดขาย อัตราการจ้างงาน หรือการเข้าถึงสินเชื่อ และที่สำคัญคือโครงการสนับสนุน SME ต้องออกแบบให้แตกต่างกัน SME ไหนจะเน้นเติบโตจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ใครเน้นอยู่รอดเพื่อให้ผ่านวิกฤต หรือใครเน้นเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ผ่านได้ในอนาคต 

รัฐบาลต้องพยายามช่วยเหลือให้ครอบคลุม SME รายใหม่ ไม่ใช่แค่ SME รายเดิมๆ ที่เข้าถึงโครงการช่วยเหลือของรัฐ ต้องมีการเปรียบเทียบระหว่าง SME ที่เข้าร่วมโครงการ และไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้สะท้อนผลสำเร็จว่าโครงการมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ และต้องมีการติดตามผลระยะเวลา 1-3 ปีหลังจากอบรมกับโครงการ และสำคัญที่สุดถ้าปีถัดไปจะของบฯ เพิ่ม ท่านควรได้งบฯ ตามผลลัพธ์ตามการเติบโตของผู้ประกอบการ

เสนอเพิ่มงบฯ กรมการค้าต่างประเทศ-กองทุนส่งเสริมการค้าฯ

สส.พรรคประชาชน ระบุต่อว่า อุปสรรคของ SME อีกประการ คือ การเจอสินค้าต่างชาติทุ่มตลาด และตัดราคา แต่ถ้าดูในงบฯ ปรากฏว่ารัฐให้งบประมาณเรื่องนี้น้อยมาก โดยในปี 2570 กรมการค้าต่างประเทศได้งบประมาณเพื่อดำเนินมาตรการปกป้องการค้า จำนวน 4.5 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว (2568) ที่ได้ 6.11 ล้านบาท ขณะที่กองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เงินสนับสนุนน้อยลง  จากเดิมปี 2569 ได้จำนวน 4.5 ล้านบาท ในปี 2570 เหลือเพียง 4.2 ล้านบาท ซึ่งการได้รับงบฯ น้อยลง เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระทบกับการปกป้องการค้าแน่ๆ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ทั่วโลกกีดกันการค้ามากขึ้น

สำหรับข้อเสนอเพื่อการปกป้องการค้า เขาเสนอว่ารัฐบาลควรจัดสรรงบฯ ผ่านกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องการค้าให้ได้อย่างน้อย 10% จากปัจจุบันสัดส่วนเพียง 0.5% เนื่องจากในปี 2570 กองทุนฯ ได้งบเพียง 600 ล้านบาทเท่านั้น 

รัฐต้องกล้าควบคุม แพลตฟอร์ม

สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า เมื่อขายของออนไลน์ SME มักเจอการเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมจากแพลตฟอร์ม ทั้งประเด็นค่า GP (ค่าคอมมิชชันที่เกิดจากการใช้บริการแพลตฟอร์ม) และเงื่อนไขต่างๆ แต่เขาขอว่าอย่าเอางบประมาณรายจ่ายกลาง เช่น โครงการไทยช่วยไทย  เพิ่มรายได้ SME ไทย จำนวน 80 ล้านบาท เอาไปช่วย SME ได้ 2,000 ราย ไม่ต้องจ่ายค่า GP เอาไปช่วยคูปองจัดส่งฟรี และให้ code ส่วนลดไปจ้างทำประชาสัมพันธ์จ้างอินฟลูเอนเซอร์ แต่ทำไมเราไม่ส่งเสริมรูปแบบนี้ 

จำนวนผู้ประกอบการ SME บนแพลตฟอร์ม จำนวน 500,000 ราย หมายความว่าเรากำลังช่วยผู้ประกอบการ 2,000 ราย จาก 500,000 ราย หรือคิดเป็น 0.4% ของผู้ประกอบการที่ค้าขายและถูกเอาเปรียบ จึงเป็นการช่วยเหลือไม่ถูกจุด ช่วยได้เพียงหยิบมือเดียว และที่สำคัญคืองบประมาณที่ตั้งไว้ ช่วยได้เพียงแค่ 1 เดือน 

เขาอยากเสนอว่า เพื่อให้ประหยัดงบฯ ช่วยได้ทุกคน ทุกคนได้ประโยชน์ และช่วยได้ถูกจุด รัฐบาลต้องกล้าเข้าไปกำกับแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะค่า GP และเงื่อนไขต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรม ท่านทราบหรือไม่ว่าค่า GP ช่วง 3 ปีหลัง ขึ้นมาเฉลี่ย 10 เท่า จาก 3% เป็น 30% 

กรมทรัพย์สินฯ ค้างจดทะเบียนเพียบ เสนออุดหนุนเพิ่ม ปรับ KPI ชี้วัดการทำงาน

สุดท้ายรัฐบาลพูดมาตลอดว่า อยากให้ SME มีนวัตกรรม แต่ต้องบอกว่ารัฐบาลไม่ได้สนับสนุนเขาเลย และในทางตรงกันข้าม กลับทำตัวเป็นอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรมของ SME เนื่องจากปัจจุบัน กรมทรัพย์สินทางปัญญา มีคำขอจดทะเบียนค้างอยู่ที่ 40,000 คำขอ และช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มีคำขอเพิ่มเข้ามาจำนวน 31,917 คำขอ เรียกว่าของเก่าที่ค้างก็เยอะ และของใหม่ที่เข้ามาก็มาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูตัวชี้วัดที่กรมฯ เขียนมาก็น่าเป็นห่วง เช่น โครงการเสริมแกร่งธุรกิจด้วยการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ของงบฯ 32 ล้านบาท โดยการเขียนตัวชี้วัดเพื่อเพิมประสิทธิภาพ และเร่งรัดการจดทะเบียน ที่ 20,000 คำขอเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าต้องรออีกนานแค่ไหนที่จะจดขึ้นทะเบียน 

นอกจากนี้ มีอีกตัวอย่างที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาควรปรับตัวชี้วัด คือโครงการยกระดับปฏิบัติการทรัพย์สินทางปัญญา 41 ล้านบาท โดยมีตัวชี้วัดคือทำระบบให้ได้ 1 ระบบ ทำระบบให้เสร็จ ให้ประชาชนพอใจมากขึ้น 10% และให้เจ้าหน้าที่ทำงานไวขึ้น 10% 

ทางกรมทรัพย์สินฯ ควรปรับตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับปัญหาของผู้ประกอบการ โดยวันนี้ถ้าผู้ประกอบการเขาอยากขึ้นทะเบียนสิทธิบัตร ประเภทออกแบบ ถ้าเทียบกับอาเซียนเอาเฉพาะประเทศที่มีกระบวนการตรวจสอบความใหม่ ประเทศไทยจะใช้เวลานานมากที่สุด อยู่ที่ 24 เดือน รองลงมาเป็น เวียดนาม 16 เดือน อินโดนีเซีย 10 เดือน มาเลเซีย 8 เดือน และลาว 6 เดือน

ดังนั้น เขาเสนอว่าการปรับตัวชี้วัดควรจะเป็น กรมฯ ลดคำขอค้างสะสมได้เท่าไร การลดระยะเวลาพิจารณาการขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรรายประเภท จะลดให้ได้เท่าไร หรือระยะเวลาการพิจารณาคำขอที่เกินระยะเวลามาตรฐานจะลดให้ได้เท่าไร 

เขาคิดว่ารัฐบาลควรสนับสนุนการทำงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น และขณะเดียวกัน กรมฯ ก็ควรปรับตัวชี้วัดให้เข้ากับความเดือดร้อนของผู้ประกอบการมากกว่านี้ 

ภาพสไลด์ของสิทธิพล ที่มา: TP Channel

'วีระยุทธ' ชี้งบ 70 ทิ้งอุตสาหกรรม เสนอรัฐบาล 4 ข้อเสนอฟื้นยานยนต์ไทย

วันเดียวกัน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวพรรคประชาชน อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยวิจารณ์ว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลสะท้อนการขาดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ กลัวตกขบวนเทคโนโลยี ทำให้ละเลยหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย  ซึ่งรองรับการจ้างงานกว่า 600,000 คน และมีมูลค่าถึง 10% ของจีดีพีไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (ทีมสื่อ พรรคประชาชน)

วีระยุทธ กล่าวถึง การประกาศเป้าหมายพาไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ของรัฐบาล ว่าจะต้องทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวปีละ 5.8% จากรายได้เฉลี่ยปัจจุบัน 7,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี ไปสู่ระดับ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามเกณฑ์ธนาคารโลก ทว่าจากสถานการณ์ที่ผ่านมาของรัฐบาลยังทำได้ไม่ถึงครึ่ง โดยไตรมาส 4 ปี 2568 เศรษฐกิจโตเพียง 2.5% และไตรมาสแรกปี 2569 โต 2.8% เท่านั้น

วีระยุทธ วิจารณ์ว่า ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลคือการทำนโยบายเปรียบเสมือนคนตกอยู่ใน 2 สภาวะ คือ สภาวะ "FOMO" (Fear of Missing Out) หรือกลัวตกกระแส  และสภาวะ "ติดแกลม" กล่าวคือ รัฐบาลกลัวตกกระแส โดยมุ่งชักชวนต่างชาติมาลงทุน แต่ไม่ได้สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ต่างจากเกาหลีใต้ ที่ต่อยอดอุตสาหกรรมของตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนทิ้งไทยห่างไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2510 ขณะที่ไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมาครบ 50 ปี

ไทยไม่ขาดงบประมาณ แต่ขาดยุทธศาสตร์ 

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ วีระยุทธ ชี้ว่า รัฐบาลทุ่มงบประมาณส่วนใหญ่กับการอุดหนุนค่ายรถ แต่ไม่ลงทุนสร้างคนและสร้างอุตสาหกรรม โดยนับตั้งแต่มีนโยบาย EV3.5 รัฐไทยอุดหนุนค่ายรถไฟฟ้าไปแล้วกว่า 21,000 ล้านบาท และสูญเสียรายได้จากการลดภาษีศุลกากรอีกปีละประมาณ 13,000 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์กลับน่าเป็นห่วง เพราะในปี 2569 ค่ายรถต้องผลิตชดเชยทั้งหมด 240,000 คัน แต่ผ่านไปครึ่งปีทำได้เพียง 31,000 คัน หรือแค่ 13% เท่านั้น ขณะที่ค่าย Neta ซึ่งรับเงินอุดหนุนไป ก็ถอนการลงทุนและหยุดสายการผลิตทั้งหมดในไทยแล้ว โดยที่ยังค้างการผลิตอีกกว่า 19,700 คัน 

วีระยุทธ สะท้อนว่า รัฐบาลไม่ได้มุ่งใช้งบประมาณส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพผู้ผลิตชิ้นส่วน หรือพัฒนาทักษะการจ้างงาน แต่ใช้งบประมาณกว่าปีละเกือบ 90% ไปกับการอุดหนุนค่ายรถอีวีส่วนงบฝั่งผลิต (ซัพพลาย) กลับอยู่ที่ปีละราว 10% เท่านั้น โดยงบปี 2570 ถูกใช้ไปกับการอุดหนุนค่ายรถยนต์ 3,500 ล้านบาท  ส่วนฝั่งซัพพลายซึ่งเป็นงบโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ทดสอบ 343 ล้านบาท เหลืองบสำหรับพัฒนาทักษะแรงงานเพียง 68 ล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณารายโครงการ ก็ยิ่งพบข้อกังวล เช่น โครงการพัฒนาทักษะของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานจากปีที่แล้ว (2569) ได้งบประมาณ 57.7 ล้านบาท ตั้งเป้าอบรมแรงงาน 15,000 คน ปีนี้ถูกปรับลดลง 9% เหลือเพียง 52.5 ล้านบาท จากเดิมที่มีเวลาฝึกแรงงานคนละ 5 วัน เมื่อถูกปรับลดงบประมาณก็เกรงว่าแรงงานจะยิ่งได้รับการอบรมน้อยลงไปอีก  ขณะที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นการฝึกเพิ่มทักษะแรงงานในสถานประกอบการอย่างจริงจังมีงบประมาณเพียงปีละ 7 ล้านบาท สามารถฝึกได้เพียง 200 กว่าคนต่อปี เมื่อจบโครงการ 5 ปี 

วีระยุทธ ชี้ว่า การที่หน่วยรับงบประมาณต่างจัดทำโครงการตามแนวทางของตนเองแสดงถึงความสับสนในการตั้งเป้าหมายกำลังคนโดยแต่ละกระทรวงมีตัวเลขและตัวชี้วัดที่ไม่สอดคล้องกัน ทำให้การจัดสรรงบประมาณขาดทิศทาง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการโดยขาดการใช้วาระนำ ฝ่ายการเมือง มุ่งจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีตามโควตามิใช่ความเชี่ยวชาญ การกำหนดนโยบายจึงสับสน

4 ข้อเสนอทางออกยานยนต์ไทย 

รองหัวหน้าพรรคฯ ปิดท้ายข้อเสนอ 4 มาตรการ เพื่อหาทางออกแก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประกอบด้วย 

1. เปลี่ยน ‘บอร์ด EV’ เป็น ‘บอร์ดยานยนต์แห่งอนาคต’ เพื่อมองทั้งระบบ ทั้งซอฟต์แวร์ ระบบอัตโนมัติ และพลังงานไฮโดรเจน ไม่จำกัดอยู่แค่รถไฟฟ้า 

2. ปรับวิธีใช้งบประมาณจากการอุดหนุนดีมานด์ มาลงทุนสร้างซัปพลาย ได้แก่ แรงงาน ศูนย์ทดสอบ และห้องปฏิบัติการ

3. ช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น เครื่องมือแพทย์ อากาศยาน หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยไม่ปล่อยให้โรงงานที่มีศักยภาพต้องทยอยปิดตัวลง 

4. กำหนดกลไกภาษีและเกณฑ์ Local Content ที่เข้มงวดกว่าปัจจุบัน เพื่อบังคับให้การลงทุนจากต่างประเทศเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง

วีระยุทธ สรุปว่า ปัญหาของประเทศไทยวันนี้ไม่ใช่การขาดเงินลงทุน แต่ขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว หากยังคงอุดหนุนการนำเข้าโดยไม่สร้างความสามารถในการแข่งขันภายใน ไทยอาจสูญเสียทั้งอุตสาหกรรมเดิมและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้ในเวลาเดียวกัน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง