Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รมว.แรงงานแจงแม้ว่างบกระทรวงจะได้เพิ่ม 5 % แต่งบส่วนทำโครงการพัฒนาทักษะแรงงานถูกตัดแต่จะดำเนินการภายใต้งบประมาณเท่าที่มีเดินหน้าโครงการ "เรียนได้งบ จบได้งาน" ต่อ พร้อมดูแลสวัสดิภาพแรงงานพัฒนาแอพ Traffy Fondue ของกระทรวงมารับเรื่องร้องเรียน ส่วนที่ตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาเรื่องเข้าร่วมรับอนุสัญญา ILO อีกเพราะสถานการณ์พิพาทกับเพื่อนบ้านจำเป็นต้องคุยกับทุกฝ่ายเพื่อให้การเข้าร่วมไม่ล่ม

1 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบประเด็นที่ สส.อภิปรายถึงการตั้งงบประมาณร่ายจ่ายประจำปีของกระทรวงว่า สำหรับปีนี้ได้งบประมาณเพิ่ม 5 % แต่งบสำหรับทำภารกิจของกระทรวงก็ยังถูกตัดไปเพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณและรัฐบาลไม่ขยายกรอบขาดดุลให้เพิ่มมากขึ้นแล้วขับเคลื่อนภาครัฐโดยการรักษาวินัยทางการเงินและการคลัง

ส่วนที่เพิ่มมาของกระทรวงแรงงานเป็นส่วนที่เพิ่มมาจากเงินสมทบของผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคมจริง และก็มีประเด็นตามที่ สส.ด้วยกันแสดงความกังวลถึงเงินที่ภาครัฐติดค้างเงินสมทบให้ผู้ประกันตนจากสัดส่วนของรัฐอยู่จริง ซึ่งในเดือนกันยายน 2569 นี้จะมีเงินคงค้างเหลืออยู่ 42,000 ล้านบาท แต่ถ้ามองย้อนกลับไป 10 ปี เคยมีเงินคงค้างอยู่ถึงระดับ1 แสนล้านบาท แต่เมื่อมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง 2561 ก็ทำให้รัฐถูกจำกัดให้ต้องชำระหนี้สินคงค้างเป็นสัดส่วนแล้วก็ดำเนินการมาตลอดทุกรัฐบาล จนวันนี้รัฐบาลก็ตั้งงบประมาณเพื่อชำระเฉพาะส่วนของหนี้คงค้างอยู่ 7,000 กว่าล้านซึ่งเพิ่มมากกว่าปีก่อนหน้า

จุลพันธ์กล่าวต่อว่าตนจะยึดมั่นดำเนินการตามกรอบนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อทำการชำระเงินคงค้างกับผู้ประกันตนให้ได้มากที่สุดและภายในปี 2574 จะดำเนินการส่วนที่ค้างอยู่อีก 35,000 ล้านบาทนี้หลังจากปีนี้ชำระได้แล้วอีก 7,000 ล้านบาท 

ส่วนประเด็นการพัฒนาทุนมนุษย์ ทางกระทรวงต้องการที่จะพัฒนาแรงงานไทยให้ทันต่อโลกและปรับตัวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทางกระทรวงถกปรับลดงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับการ Upskill และ Reskill ลงพอสมควรเพราะเป็นข้อจำกัดของงบประมาณ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของกระทรวงแรงงานลดทอนลงที่จะทำ ซึ่งมีเรื่องที่ต้องทำอยู่ 2 อย่าง

อย่างแรก การทำ Upskill และ Reskill แบบตรงเป้า ที่จะต้องไปดูในภาคอุตสาหกรรมการผลิตว่า เป็นอตุสาหกรรมแห่งอนาคตหรือที่เรียกว่าอุตสาหกรรม S-Curve เช่น EV พลังงานแสงอาทิตย์ หรือด้านสุขภาพ ที่จะต้องทำการ Upskill และ Reskill แรงงานไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก็เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงจะต้องปรับหลักสูตร

สิ่งที่กระทรวงทำอยู่อีกอย่างคือเรียนได้งบ จบได้งาน ก็มีการบรรจุงบประมาณไว้ในปีนี้จริงซึ่งกระทรวงได้ขอไปมากกว่านี้แต่ก็ได้รับการจัดสรรมา 200 ล้านบาทซึ่งเพียงพอต่อการทำเฟสนำร่องที่จะยืนยันว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ ทั้งสำหรับคนที่จะพัฒนาทักษะตัวเองได้มีเงินช่วยเหลือจุนเจือผู้เรียน(เรียนได้งบ) เพราะคนที่จะเข้าสู่กระบวนการ Upskill และ Reskill เขาจะต้องขาดจากงานและรายได้ประจำที่มีอยู่เพื่อที่จะเพิ่มทักษะตัวเองเป็นเวลา 1-3 เดือนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีรายได้เลี้ยงชีพเลี้ยงคอรบครัวด้วย  

รวมถึงส่วนที่ต้องทำให้การ Upskill และ Reskill ตรงกับความต้องการของภาคเอกชนที่ตอนนี้ได้คุยกับสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมและภาคเอกชนถามความต้องการว่าต้องการแรงงานสำหรับกลุ่มใด เช่น มีความต้องการแรงงานที่ซ่อมรถ EV หรือทำแผ่นพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น แล้วจะต้องพัฒนาทักษะอย่างไร อบรมแบบไหน 

รมว.แรงงานกล่าวต่อว่า ทางกระทรวงก็ไม่ได้ติดขัดว่าจะต้องเป็นทางกระทรวงจัดฝ่ายเดียว แต่เอกชนก็สามารถจัดแล้วให้ทางกระทรวงเข้าไปเสริมการให้การรับรอง เสริมทักษะความรู้ หรือการประสานงานกับกระทรวงอื่น ทางกระทรวงแรงงานก็ยินดีทำเพื่อสร้างกลไกพัฒนาทักษะฝีมือและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เมื่อสามารถพัฒนาทักษะแรงงานได้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ที่จะทำเกิดตามคำว่า “จบได้งาน” 

จุลพันธ์กล่าวว่า เมื่อแรงงานเหล่านี้ได้พัฒนาทักษะแล้วจบมาจะสามารถเข้าสู่งานมีรายได้มากขึ้นก็เป็นโจทย์ที่สำคัญของกระทรวงในการพัฒนาฝีมือทักษะแรงงานให้ตรงเป้าด้วยงบประมาณที่น้อยลง

นอกจากนั้นรัฐบาลนี้ไม่ได้ละเลย นายกรัฐมนตรีเองก็ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์และกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทุนมนุษย์ได้หารือกันตลอด ที่แม้ว่างบประมาณประจำปีจะมีข้อจำกัดแต่มีอีกส่วนของงบประมาณที่จะเอามาดำเนินการได้ เช่น  พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทที่ในรายละเอียดจะเห็นว่ามีการพูดถึงทุนมนุษย์ที่ชัดเจนซึ่งสามารถมีโครงการที่ส่งคำขอถึงกระทรวงการคลังเพื่อดำเนินการพัฒนาคนและแรงงาน และทางกระทรวงแรงงานตั้งใจว่าจะประสานไปทางกระทรวงการคลังในเรื่องนี้เพราะการพัฒนาคนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง