งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science วิเคราะห์ข้อมูลครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถาม 588,322 คน ในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2011 ถึง 2024 พบว่าการเพิ่มขึ้นของการทำงานทางไกลหลังการระบาดของโควิด-19 ทำให้แรงงานในอาชีพที่ทำงานจากบ้านได้ใช้เวลาอยู่คนเดียวมากขึ้น มีความทุกข์ทางจิตใจสูงขึ้น และใช้บริการสุขภาพจิตรวมถึงยารักษาโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับแรงงานในอาชีพที่ต้องทำงานในสถานที่ คณะผู้วิจัยประเมินว่าการทำงานทางไกลอธิบายการเพิ่มขึ้นของความทุกข์ทางจิตใจโดยรวมของแรงงานอเมริกันในช่วงเวลาดังกล่าวได้ราว 1 ใน 3 โดยผลกระทบเกิดกับผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวมากกว่าผู้ที่อยู่กับครอบครัวอย่างชัดเจน
- งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science วิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถาม 588,322 คน ในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2011 ถึง 2024 พบ แรงงานในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้ใช้เวลาตื่นอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น 1.1 ชั่วโมงต่อวันเมื่อเทียบกับแรงงานในอาชีพที่ต้องทำงานในสถานที่ และมีสัดส่วนวันที่อยู่คนเดียวทั้งวันเพิ่มขึ้น 50.0% จากระดับก่อนการระบาด ในปี 2022 ถึง 2024 ผู้ที่ทำงานจากบ้าน 84.0% ทำงานคนเดียวตลอดวัน เทียบกับ 23.2% ของผู้ที่เข้าทำงานในสถานที่
- คะแนนความทุกข์ทางจิตใจตามมาตรวัด K-6 ของแรงงานในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกันใน 2 ชุดข้อมูล และสัดส่วนแรงงานกลุ่มนี้ที่พบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นจาก 7.9% เป็นราว 12.5% รวมถึงสัดส่วนผู้ใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลเพิ่มขึ้นจาก 10.9% เป็นราว 12.7% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ขณะที่การตรวจสุขภาพทั่วไปและการใช้ยาที่ไม่เกี่ยวกับสุขภาพจิตไม่ได้เพิ่มขึ้น
- ผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวมีสัดส่วนวันที่อยู่คนเดียวทั้งวันเพิ่มขึ้น 83% จากระดับเดิม ซึ่งมากกว่าการเพิ่มขึ้นของผู้ที่อยู่กับครอบครัวราว 10 เท่า และคะแนนความทุกข์ทางจิตใจของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ส่วนผู้ที่อยู่กับครอบครัวไม่พบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ภาพจาก: Saffron & Sage (CC BY-NC 4.0)
การทำงานทางไกลในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจาก 7% ของแรงงานในปี 2019 เป็น 28% ในปี 2023 หรือเพิ่มขึ้น 4 เท่าภายในระยะเวลาราวครึ่งทศวรรษ งานวิจัยที่ผ่านมาส่วนใหญ่ศึกษาผลของการทำงานทางไกลต่อผลิตภาพและความพึงพอใจในงาน ขณะที่ผลต่อความเป็นอยู่ทางจิตใจของแรงงานได้รับความสนใจน้อยกว่า งานวิจัยในวารสาร Science ชื่อ Home alone: Remote work, isolation, and mental health โดยนาตาเลีย เอมานูเอล (Natalia Emanuel) จากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (Federal Reserve Bank of New York) เอ็มมา แฮร์ริงตัน (Emma Harrington) จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia) และอแมนดา พัลเลส์ (Amanda Pallais) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ที่เผยแพร่เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2026 มุ่งตอบคำถามนี้โดยตรง
คณะผู้วิจัยใช้วิธีเปรียบเทียบแบบ difference-in-differences โดยแบ่งแรงงานเป็น 2 กลุ่มตามลักษณะอาชีพ กลุ่มแรกคือผู้ที่ทำงานในอาชีพที่สามารถทำจากที่บ้านได้ เช่น วิศวกรซอฟต์แวร์และนักการตลาด กลุ่มที่สองคือผู้ที่ทำงานในอาชีพที่ต้องอยู่ในสถานที่ เช่น พยาบาลและวิศวกรเครื่องกล การจำแนกอาชีพใช้ดัชนี Dingel-Neiman ซึ่งอ้างอิงฐานข้อมูล O*NET ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ (US Department of Labor) โดยแรงงานอเมริกันราว 36.2% อยู่ในอาชีพกลุ่มแรก การระบาดของโควิด-19 ทำให้อาชีพกลุ่มแรกเปลี่ยนไปทำงานทางไกลในสัดส่วนที่สูงและต่อเนื่อง ภายในปี 2024 แรงงานกลุ่มนี้ทำงานทางไกลเต็มวันคิดเป็น 31.1% ของวันทำงาน เทียบกับ 8.9% ของกลุ่มที่สอง หากทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มด้านความโดดเดี่ยวและสุขภาพจิตที่ขนานกันก่อนการระบาด ความแตกต่างที่เกิดขึ้นภายหลังจึงสะท้อนผลของการทำงานทางไกล ซึ่งข้อมูลก่อนปี 2020 แสดงว่าแนวโน้มของทั้งสองกลุ่มขนานกันจริง
จุดที่คณะผู้วิจัยระบุว่าเป็นข้อได้เปรียบของการวิเคราะห์ระดับอาชีพแทนการวิเคราะห์รายบุคคล คือการตัดปัญหาการเลือกด้วยตนเอง เนื่องจากผู้ที่มีความทุกข์ทางจิตใจอยู่แล้วอาจเลือกทำงานจากบ้านเอง การเปรียบเทียบระดับอาชีพซึ่งการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่อยู่นอกการควบคุมของแต่ละคนจึงลดปัญหานี้ลง ข้อมูลที่ใช้มาจากการสำรวจระดับชาติ 5 ชุด ได้แก่ การสำรวจการใช้เวลาของชาวอเมริกัน (American Time Use Survey: ATUS) การสำรวจพลวัตรายได้ (Panel Study of Income Dynamics: PSID) การสำรวจสัมภาษณ์สุขภาพแห่งชาติ (National Health Interview Survey: NHIS) การสำรวจรายจ่ายทางการแพทย์ (Medical Expenditure Panel Survey: MEPS) และการสำรวจสังคมทั่วไป (General Social Survey: GSS) โดยตัดข้อมูลปี 2020 ถึง 2021 ซึ่งเป็นช่วงการระบาดรุนแรงออก เพื่อวัดผลระยะยาวหลังสถานการณ์คลี่คลาย
เวลาอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นทั้งในเวลางานและนอกเวลางาน
ผลการวิเคราะห์ส่วนแรกพบว่าแรงงานในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้ใช้เวลาทำงานคนเดียวเพิ่มขึ้น 1.2 ชั่วโมงต่อวันเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 58.0% การประมาณการด้วยวิธี two-stage least squares ระบุว่าในวันที่ทำงานจากบ้าน ผู้ทำงานใช้เวลาทำงานคนเดียวเพิ่มขึ้น 6.6 ชั่วโมง ข้อมูลเชิงพรรณนาสอดคล้องกับตัวเลขนี้ ในช่วงปี 2022 ถึง 2024 ผู้ที่ทำงานจากบ้าน 84.0% ทำงานคนเดียวตลอดทั้งวันทำงาน เทียบกับ 23.2% ของผู้ที่เข้าทำงานในสถานที่ ข้อมูลจาก ATUS ในปี 2012 2013 และ 2021 ยังระบุด้วยว่าผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนความหมายของงานที่ทำคนเดียวต่ำกว่างานที่ทำร่วมกับผู้อื่น 0.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เมื่องานโดดเดี่ยวขึ้น ผู้ทำงานไม่ได้ชดเชยด้วยการเข้าสังคมนอกเวลางานมากขึ้น เวลาตื่นที่อยู่คนเดียวโดยรวมจึงเพิ่มขึ้น จากค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดราว 5.4 ชั่วโมงต่อวันทำงาน แรงงานในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้ใช้เวลาอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น 1.1 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม การเข้าสังคมกับเพื่อนหลังเลิกงานในช่วง 17.00 ถึง 22.00 น. ของวันทำงานก็ลดลง 24.9%
การเปลี่ยนแปลงขยายไปถึงรูปแบบความโดดเดี่ยวที่เข้มข้นขึ้น สัดส่วนวันที่อยู่คนเดียวทั้งวันของแรงงานกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 50.0% จากระดับเดิม และสัดส่วนวันที่ไม่มีการติดต่อกับมนุษย์เลยเพิ่มขึ้น 72.2% คณะผู้วิจัยนิยามวันไม่มีการติดต่อกับมนุษย์ว่าเป็นวันที่ผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้ใช้เวลากับผู้อื่นและไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสพบผู้คน เช่น ยิม ร้านกาแฟ หรือร้านขายของ นั่นหมายถึงวันที่ไม่มีการทักทายจากพนักงานร้าน ไม่มีการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน และไม่มีการพบเจอผู้คนระหว่างทำกิจวัตร คณะผู้วิจัยอ้างงานวิจัยด้านจิตวิทยาหลายชิ้นที่พบว่าปฏิสัมพันธ์ทางสังคมช่วงสั้นในลักษณะนี้ช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้นได้มากกว่าที่คนทั่วไปคาดการณ์ การหายไปของปฏิสัมพันธ์เหล่านี้จึงมีความหมายต่อสุขภาพจิต
ส่วนหนึ่งของความโดดเดี่ยวที่เพิ่มขึ้นมาจากการอยู่บ้านตลอดวัน สัดส่วนของแรงงานในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้ที่ใช้เวลาตื่นทั้งหมดอยู่ในบ้านเพิ่มขึ้นราว 4 เท่าจากระดับก่อนการระบาด เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม เมื่อพิจารณาระดับประเทศ สัดส่วนของคนที่อยู่คนเดียวทั้งวันระหว่างช่วงปี 2011 ถึง 2019 กับช่วงปี 2022 ถึง 2024 เพิ่มขึ้นในระดับที่เทียบเท่ากับ 4.3 คนในทุก 100 คน คณะผู้วิจัยประเมินว่า 36% ของการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากการเพิ่มขึ้นของการทำงานทางไกล
ความทุกข์ทางจิตใจเพิ่มขึ้นหลายมาตรวัด รวมถึงการใช้ยาและบริการสุขภาพจิต
มาตรวัดหลักด้านสุขภาพจิตของงานวิจัยคือมาตรวัดความทุกข์ทางจิตใจเคสเลอร์ (Kessler Psychological Distress Scale: K-6) ซึ่งเป็นดัชนีที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องทางคลินิก วัดจากความถี่ใน 30 วันที่ผ่านมาที่ผู้ตอบรู้สึกไร้ค่า สิ้นหวัง กระสับกระส่าย กังวล รู้สึกว่าทุกอย่างต้องใช้ความพยายาม หรือเศร้าจนไม่มีสิ่งใดทำให้ดีขึ้นได้ ข้อมูลจาก PSID พบว่าคะแนน K-6 ของแรงงานในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้เพิ่มขึ้น 0.3 หน่วยเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม จากค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดที่ 3.0 และข้อมูลจาก NHIS ซึ่งเป็นชุดข้อมูลแยกต่างหากพบการเพิ่มขึ้น 0.3 หน่วยเท่ากัน คะแนนที่แย่ลงเกิดขึ้นในองค์ประกอบทั้ง 6 ด้านของมาตรวัด ก่อนการระบาด แรงงานกลุ่มนี้มีความทุกข์ทางจิตใจต่ำกว่ากลุ่มควบคุมเล็กน้อยและแนวโน้มของทั้งสองกลุ่มขนานกัน ภายหลังการระบาด คะแนนของกลุ่มที่ทำงานทางไกลได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากแนวโน้มเดิม
เมื่อวิเคราะห์การกระจายของคะแนนทั้งหมด คณะผู้วิจัยพบการเลื่อนไปทางคะแนนที่แย่ลงอย่างสม่ำเสมอทั้งการกระจาย โดยสัดส่วนของผู้ที่มีความทุกข์ระดับต่ำลดลงหลังการระบาด รูปแบบนี้บ่งชี้ว่ามีแรงงานเพียงส่วนน้อยที่ได้ประโยชน์ด้านสุขภาพจิตจากการทำงานทางไกล มาตรวัดอื่นให้ผลไปในทิศทางเดียวกัน ความถี่ที่ความทุกข์ทางจิตใจรบกวนชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น 6.2% จำนวนครั้งที่รู้สึกเศร้ามากหรือซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 21.7% จากค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดที่ 16.9 ครั้งต่อปี และข้อมูลจาก GSS ระหว่างปี 2018 ถึง 2021 พบว่าการประเมินสุขภาพจิต อารมณ์ และความสามารถในการคิดของตนเองลดลง 16.3% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
ผลที่พบไม่ได้จำกัดอยู่ที่คำตอบในแบบสอบถาม เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม สัดส่วนแรงงานในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้ที่พบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นจากระดับก่อนการระบาดที่ 7.9% เป็นราว 12.5% สัดส่วนผู้ใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลเพิ่มขึ้นจาก 10.9% เป็นราว 12.7% และสัดส่วนผู้ใช้ยาด้านสุขภาพจิตโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 11.6% เป็นราว 13.5% คำอธิบายทางเลือกประการหนึ่งคือการทำงานจากบ้านทำให้มีเวลาไปพบแพทย์มากขึ้น คณะผู้วิจัยตรวจสอบด้วยการเปรียบเทียบกับบริการสุขภาพประเภทอื่น พบว่าแรงงานกลุ่มเดียวกันไม่ได้ตรวจร่างกายหรือตรวจสุขภาพประจำปีเพิ่มขึ้น และไม่ได้ใช้ยาที่ไม่เกี่ยวกับสุขภาพจิต เช่น ยาลดคอเลสเตอรอล เพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นจึงจำเพาะกับด้านสุขภาพจิต
คณะผู้วิจัยยังทดสอบคำอธิบายทางเลือกอื่น ประเด็นแรกคือความกังวลต่อปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากอาชีพที่เผชิญความเสี่ยงจาก AI มักเป็นอาชีพที่ทำงานทางไกลได้ด้วย ผลการทดสอบด้วยดัชนีการเผชิญ AI ระดับอาชีพพบว่าผลกระทบด้านสุขภาพจิตสัมพันธ์กับความสามารถในการทำงานทางไกล ไม่ได้สัมพันธ์กับระดับการเผชิญ AI และช่วงเวลาที่สุขภาพจิตเริ่มแย่ลงตรงกับช่วงการระบาด ก่อนการเปิดตัว ChatGPT ปลายปี 2022 ประเด็นที่สองคือการเมือง ข้อมูลจาก GSS แสดงว่าผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันมีสัดส่วนอยู่ในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้ใกล้เคียงกัน การควบคุมแนวโน้มตามฝ่ายการเมืองจึงไม่เปลี่ยนผลลัพธ์ ประเด็นที่สามคือผลตกค้างของการระบาด ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในแต่ละพื้นที่กับสัดส่วนอาชีพที่ทำงานทางไกลได้อยู่ที่ 0.03 และ 0.009 ซึ่งอยู่ในระดับใกล้ 0 นอกจากนี้ การทดสอบกับผู้ที่เคยทำงานในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำงาน พบว่ากลุ่มนี้ไม่มีการเสื่อมลงของสุขภาพจิตในลักษณะเดียวกัน ซึ่งสนับสนุนว่าผลมาจากรูปแบบการทำงาน ไม่ได้มาจากคุณลักษณะของคนในอาชีพเหล่านั้น
ผู้ที่อยู่คนเดียวได้รับผลมากที่สุด ขณะที่งานวิจัยยังมีข้อจำกัดหลายด้าน
การวิเคราะห์แยกตามลักษณะการอยู่อาศัยให้ผลที่แตกต่างกันชัดเจน โดยงานวิจัยนิยามผู้ที่อยู่คนเดียวว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับคู่ครองหรือบุตร กลุ่มนี้มีสัดส่วนวันที่อยู่คนเดียวทั้งวันเพิ่มขึ้น 83% จากระดับเดิม ซึ่งมากกว่าการเพิ่มขึ้นของผู้ที่อยู่กับครอบครัวราว 10 เท่า และมีสัดส่วนวันที่ไม่มีการติดต่อกับมนุษย์เพิ่มขึ้นมากกว่าผู้ที่อยู่กับครอบครัวราว 13 เท่า ในช่วงปี 2022 ถึง 2024 วันทำงานจากบ้านของผู้ที่อยู่คนเดียว 45.9% เป็นวันที่อยู่คนเดียวทั้งวัน และ 31.1% เป็นวันที่ไม่มีการติดต่อกับมนุษย์ในรูปแบบใดเลย
สุขภาพจิตของกลุ่มนี้เปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกัน ก่อนการระบาด ผู้ที่อยู่คนเดียวในอาชีพที่ต้องทำงานในสถานที่มีสุขภาพจิตแย่กว่าผู้ที่อยู่คนเดียวในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้ ภายหลังการระบาด ลำดับกลับกัน คะแนน K-6 ของผู้ที่อยู่คนเดียวในอาชีพที่ทำงานทางไกลได้เพิ่มขึ้น 0.8 หน่วยเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม คณะผู้วิจัยเทียบขนาดของการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าใกล้เคียงกับการเลื่อนความถี่ขององค์ประกอบหนึ่งในมาตรวัดขึ้น 1 ระดับ เช่น จากรู้สึกกังวลเป็นบางเวลาไปเป็นรู้สึกกังวลเกือบตลอดเวลา ความถี่ที่ความทุกข์รบกวนชีวิตประจำวันของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 15.1% ส่วนการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวลและการใช้ยาด้านสุขภาพจิตโดยรวมของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าผลเฉลี่ยของแรงงานทั้งหมดกว่า 2 เท่า ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่อยู่กับครอบครัวในทั้งสองกลุ่มอาชีพมีความทุกข์ทางจิตใจเพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกัน โดยไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คณะผู้วิจัยอธิบายว่ารูปแบบนี้สอดคล้องกับกลไกที่เสนอ เนื่องจากสำหรับผู้ที่บ้านไม่มีคนอื่นอยู่ สถานที่ทำงานมักเป็นแหล่งปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหลัก
ผลการวิจัยนี้ต่างจากความต้องการของแรงงานส่วนใหญ่ การสำรวจที่งานวิจัยอ้างถึงพบว่าแรงงานยอมรับค่าจ้างที่ต่ำลง 4 ถึง 10% เพื่อแลกกับทางเลือกในการทำงานทางไกล และการสำรวจในปี 2024 พบว่า 55% ของแรงงานเชื่อว่าการทำงานแบบผสมดีที่สุดต่อสุขภาพจิตของตน ขณะที่อีก 24% เชื่อว่าการทำงานทางไกลเต็มรูปแบบดีที่สุด คณะผู้วิจัยเสนอคำอธิบายว่าประโยชน์ของการทำงานทางไกล เช่น การไม่ต้องเดินทาง เห็นผลทันทีและชัดเจน ขณะที่ต้นทุน เช่น ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานที่ลดลง ใช้เวลาสะสมกว่าจะปรากฏ และงานวิจัยด้านจิตวิทยาพบว่าคนทั่วไปประเมินคุณค่าของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมช่วงสั้นต่ำกว่าความเป็นจริง การคาดการณ์ผลของการสูญเสียการพบปะในที่ทำงานจึงทำได้ยาก
งานวิจัยมีข้อจำกัดที่คณะผู้วิจัยระบุไว้เอง ข้อมูลครอบคลุมเฉพาะแรงงานในสหรัฐอเมริกา วิธีวิจัยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าแรงงานทั้งสองกลุ่มเผชิญผลกระทบจากการระบาดในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งพิสูจน์ให้สมบูรณ์ไม่ได้แม้แนวโน้มก่อนปี 2020 จะขนานกัน งานวิจัยแยกผลของการทำงานทางไกลเต็มรูปแบบออกจากการทำงานแบบผสมไม่ได้ โดยคณะผู้วิจัยระบุว่าการทำงานทางไกล 1 ถึง 2 วันต่อสัปดาห์อาจมีผลกระทบน้อยกว่ามาก หรืออาจเป็นผลดีต่อแรงงานบางกลุ่ม นอกจากนี้ ข้อมูลสิ้นสุดที่ปี 2024 จึงยังไม่ครอบคลุมการปรับตัวระยะยาว หากแรงงานสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมนอกที่ทำงานทดแทน ผลกระทบในอนาคตอาจลดลง และการวิเคราะห์ระดับอาชีพแยกผลจากการตัดสินใจของตัวแรงงานเองออกจากผลจากการที่เพื่อนร่วมงานหายไปจากสำนักงานไม่ได้ ทางสื่อ StudyFinds ซึ่งรายงานงานวิจัยชิ้นนี้ระบุประกอบด้วยว่านี่เป็นงานวิจัยเชิงสังเกตการณ์ที่สะท้อนความสัมพันธ์ในข้อมูล ไม่ใช่ข้อพิสูจน์เชิงสาเหตุที่สมบูรณ์ และประสบการณ์ของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน
ในด้านนโยบาย งานวิจัยระบุว่าปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส โปรตุเกส และออสเตรเลีย กำลังพิจารณาหรือมีกฎหมายรับรองสิทธิของแรงงานในการขอทำงานทางไกล คณะผู้วิจัยเสนอว่าผลกระทบด้านสุขภาพจิตควรเป็นปัจจัยหลักประกอบการตัดสินใจเหล่านี้ เนื่องจากแรงงานแต่ละคนอาจแก้ปัญหาความโดดเดี่ยวจากรูปแบบการทำงานด้วยตนเองได้ยาก นโยบายขององค์กรและกฎระเบียบของรัฐจึงมีบทบาทสำคัญ แนวทางที่งานวิจัยยกตัวอย่างได้แก่ การกำหนดวันเข้าสำนักงานให้ตรงกันสำหรับผู้ทำงานแบบผสม และการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการระหว่างพนักงาน ซึ่งรวมถึงช่องทางออนไลน์
ที่มา:
Home alone: Remote work, isolation, and mental health (Natalia Emanuel, Emma Harrington, Amanda Pallais, Science, 4 June 2026)
Has The Remote Work Boom Fueled A New Mental Health Crisis? (StudyFinds Analysis, StudyFinds, 5 June 2026)
