Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การศึกษาล่าสุดจาก Gallup Research พบว่าคนรุ่น Gen Z ในสหรัฐฯ กลับเป็นกลุ่มที่ไม่ชอบการทำงานจากบ้านเต็มเวลามากที่สุด โดยมีเพียง 23% ที่อยากทำงานแบบ remote เทียบกับ 35% ของคนรุ่นอื่น ทั้งที่ Gen Z ถือเป็น Digital Native ที่ควรจะชอบเทคโนโลยีและความยืดหยุ่นมากที่สุด สาเหตุเบื้องหลังชี้ไปที่ปัญหาความเหงาและความต้องการสร้างความสัมพันธ์ในที่ทำงาน


ที่มาภาพ: Christina Morillo/Pexels 

ในยุคที่การทำงานจากบ้านกลายเป็นปรากฏการณ์สากล และคนทั่วไปมักจะคิดว่าคนรุ่นใหม่คือพวกที่ชอบความยืดหยุ่นและเทคโนโลยีมากที่สุด แต่ข้อมูลล่าสุดจาก Gallup Research ในเดือนพฤษภาคม 2025 กลับเขย่าความเชื่อที่เราเคยมี เมื่อพบว่าชาวอเมริกัน Generation Z หรือกลุ่มคนที่เกิดปี 1997 ขึ้นไป กลับเป็นกลุ่มที่ไม่ชอบการทำงานจากบ้านเต็มเวลามากที่สุดในบรรดาทุกรุ่น

มีเพียง 23% เท่านั้นของ Gen Z ที่แสดงความต้องการทำงานจากบ้านเต็มเวลา เทียบกับ 35% ของทุกรุ่นอื่น ไม่ว่าจะเป็น Baby Boomers (เกิด 1946-1964), Generation X (เกิด 1965-1979) หรือ Millennials (เกิด 1980-1996) ที่ล้วนแล้วแต่มีสัดส่วนการต้องการ remote work เต็มเวลาที่ 35% เท่ากัน ทั้งที่เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า Gen Z ควรจะเป็นกลุ่ม "digital natives" ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและควรจะคุ้นเคยกับการทำงานผ่านหน้าจอมากที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ Gen Z กลับชอบการทำงานแบบ hybrid มากที่สุด โดยมีถึง 71% ที่เลือกรูปแบบนี้ เทียบกับ Millennials ที่ 60%, Generation X ที่ 56% และ Baby Boomers ที่ 54% แสดงให้เห็นว่าแม้ Gen Z จะต้องการความยืดหยุ่น แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการความยืดหยุ่นแบบสุดโต่งที่ทำให้ขาดการติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือเมื่อ Gallup ถามพนักงานที่ทำงานแบบ hybrid ว่าต้องการให้เพื่อนร่วมงานในองค์กรทำงานจากระยะไกลมากขึ้นหรือน้อยลง หรือคงที่แบบเดิม Gen Z กลับเป็นกลุ่มที่ต้องการให้เพื่อนร่วมงานทำงานจากระยะไกล "น้อยลง" มากที่สุด โดย 24% ของ Gen Z ต้องการให้เพื่อนร่วมงานเข้าออฟฟิศมากขึ้น เทียบกับ Millennials เพียง 13%, Generation X ที่ 15% และ Baby Boomers ที่ 19%

ในทางตรงกันข้าม Millennials กลับเป็นกลุ่มที่ต้องการให้เพื่อนร่วมงานทำงานจากระยะไกลมากขึ้น โดยมี 33% ที่คิดแบบนี้ เทียบกับ Gen Z ที่มีเพียง 25% ทำให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสองรุ่นที่อายุใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นว่า Gen Z มีความต้องการในการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมากกว่าการมีอิสระในการทำงานแต่เพียงอย่างเดียว

การทำงานแบบเต็มเวลาในออฟฟิศยังคงเป็นตัวเลือกที่ไม่ค่อยมีคนนิยมในทุกรุ่น โดย Gen Z มีเพียง 6% ที่เลือกแบบนี้ ใกล้เคียงกับรุ่นอื่นๆ ที่อยู่ระหว่าง 4-10% แสดงให้เห็นว่าความยืดหยุ่นในการทำงานยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่ระดับของความยืดหยุ่นนั้นแตกต่างกันไปตามรุ่น

"รุ่นที่เหงาที่สุด" และระบบ Hybrid ที่ล้มเหลว


ที่มาภาพ: Sofia Alejandra/Pexels 

การศึกษาของ Gallup ไม่ได้หยุดแค่การถามความชอบในรูปแบบการทำงานเท่านั้น แต่ยังเจาะลึกไปถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความต้องการเหล่านี้ และสิ่งที่พบนั้นชี้ให้เห็นภาพที่น่าเป็นห่วงของ Gen Z ในแง่ของสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ในชีวิต

Gallup เรียก Gen Z ว่า "รุ่นที่เหงาที่สุด" (the loneliest generation) และมีข้อมูลรองรับอย่างชัดเจน เมื่อถามเกี่ยวกับการรู้สึกเหงาในวันที่ผ่านมา พบว่า Gen Z มี 27% ที่รู้สึกเหงามากในวันที่ผ่านมา เทียบกับ Millennials ที่ 21%, Generation X ที่ 15% และ Baby Boomers ที่เพียง 10% เท่านั้น

นั่นหมายความว่า Gen Z มีแนวโน้มที่จะรู้สึกเหงาเกือบสองเท่าของ Generation X และเกือบสามเท่าของ Baby Boomers ความเหงานี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ Gen Z ต้องการการปฏิสัมพันธ์ในที่ทำงานมากกว่าการมีอิสระในการทำงานจากบ้าน พวกเขาไม่ได้มองการเข้าออฟฟิศเป็นภาระ แต่มองว่าเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และลดความรู้สึกโดดเดี่ยว

ปัจจัยด้านการเป็นพ่อแม่ก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเรื่องรูปแบบการทำงาน Gen Z ส่วนใหญ่ยังไม่มีลูก และการศึกษาพบว่าพนักงาน Gen Z และ young Millennials (เกิดปี 1989 ขึ้นไป) ที่เป็นพ่อแม่มี 39% ที่ชอบการทำงานจากบ้านเต็มเวลา เทียบกับ 29% ของคนในกลุ่มอายุเดียวกันที่ไม่มีลูก สำหรับ older Millennials (เกิด 1980-1988) ไม่มีความแตกต่างระหว่างคนที่มีลูกและไม่มีลูก (36% เท่ากัน) ในเรื่องการชอบ remote work

ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องที่อยู่อาศัย เอมมา ดันนิง (Emma Dunning) ผู้อำนวยการจาก Pace HR ชี้ให้เห็นว่า "คนทำงาน Gen Z หลายคนจะพบว่าการอยู่อาศัยของพวกเขาไม่เหมาะสมกับการอยู่บ้านเต็มเวลา ดังนั้นการมีพื้นที่ออฟฟิศและโอกาสในการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานจึงเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดมาก"

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือระบบ hybrid ในปัจจุบันกลับไม่ตอบสนองความต้องการของ Gen Z อย่างที่ควรจะเป็น ข้อมูลจาก Gallup แสดงให้เห็นว่า Gen Z มีการจัดการเรื่อง hybrid work ที่แตกต่างจากรุ่นอื่นอย่างชัดเจน

พนักงาน hybrid ใน Gen Z ส่วนใหญ่ (66%) ได้รับข้อกำหนดว่าต้องทำงานในออฟฟิศจำนวนวันที่แน่นอนต่อสัปดาห์ แต่สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นวันไหน เทียบกับรุ่นอื่นที่มีสัดส่วนนี้เพียง 25-32% เท่านั้น ในขณะเดียวกัน Gen Z ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการ "สนับสนุน" (encouraged) แต่ไม่ถูก "บังคับ" (required) ให้เข้าออฟฟิศมากกว่ารุ่นอื่นถึงสองเท่า

ปัญหาของระบบ "สนับสนุนแต่ไม่บังคับ" นี้คือ Gen Z อาจจะเข้าออฟฟิศในวันที่เพื่อนร่วมงานไม่อยู่ ทำให้พลาดโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ดังที่ผู้เขียนรายงานของ Gallup ระบุไว้ว่า "สิ่งนี้อาจหมายความว่าพวกเขาจะมาทำงานในเวลาที่เพื่อนร่วมงานไม่อยู่ในออฟฟิศ ทำให้ลดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายแบบเห็นหน้าได้"

การที่ Gen Z ต้องการให้เพื่อนร่วมงานเข้าออฟฟิศมากขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพวกเขารู้สึกว่าการทำงานแบบ hybrid ที่ไม่มีการประสานงานที่ดีกำลังทำให้พวกเขาพลาดประสบการณ์การทำงานที่สำคัญ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากรุ่นพี่และการสร้างเครือข่ายในที่ทำงาน

ระบบ hybrid ที่ออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงความต้องการของ Gen Z ในเรื่องการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จึงกลายเป็นอุปสรรคมากกว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวก Gen Z ไม่ได้ต้องการแค่ความยืดหยุ่น แต่ต้องการความยืดหยุ่นที่มาพร้อมกับโอกาสในการพบปะและเรียนรู้จากผู้อื่น

ผลกระทบต่ออาชีพและข้อมูลเสริมจากการวิจัยระดับโลก

ความต้องการของ Gen Z ที่จะมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นในที่ทำงานไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาอาชีพในยุคปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นด้วยว่า Gen Z กำลังทำการตัดสินใจที่ชาญฉลาดในระยะยาว แม้ว่าจะดูเหมือนขัดกับกระแสของการทำงานจากระยะไกล

ไซมอน รอเดอริค (Simon Roderick) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการจากบริษัทจัดหางานด้านการเงิน Fram Search ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า "คนหนุ่มสาวหลายคนได้ทำการวิเคราะห์แล้วพบว่าออฟฟิศคือที่ที่ความสัมพันธ์ถูกสร้างขึ้น การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ดีที่สุด และโมเมนตัมในอาชีพถูกสั่งสม"

การวิเคราะห์นี้ได้รับการสนับสนุนจาก HR consultancy ที่อธิบายว่า "การเติบโตในอาชีพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งที่คุณทำได้หลังหน้าจอ แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ที่คุณสร้างขึ้นด้วยการพบปะจริงๆ การที่มองเห็นได้ในออฟฟิศสามารถเปิดประตูสู่การเป็นพี่เลี้ยง โอกาสในการทำงานร่วมกัน และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการที่คุณไม่สามารถจำลองผ่าน Zoom ได้เสมอไป"

เจมมา บุลลิแวนท์ (Gemma Bullivant) โค้ชด้านผู้นำ ระบุถึงมองสำคัญเกี่ยวกับช่วงแรกของอาชีพว่า "ช่วงต้นของอาชีพเป็นเวลาที่สำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะและการสร้างความรู้เกี่ยวกับองค์กร สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการปฏิสัมพันธ์และการสังเกตแบบเรียลไทม์มากขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำได้อย่างสมบูรณ์ผ่านการทำงานจากระยะไกล"

ข้อมูลจาก Gallup ยังแสดงให้เห็นความแตกต่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรับรู้ของแต่ละรุ่นเกี่ยวกับสถานที่ที่พวกเขาทำงานได้ดีที่สุด Millennials มี 49% ที่บอกว่าพวกเขามีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อทำงานที่บ้านหรือนอกสถานที่ สูงกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ และมีเพียง 19% ของ Millennials ที่บอกว่าพวกเขามีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อทำงานในออฟฟิศ

ในขณะที่ Gen Z มีเพียง 37% ที่รู้สึกว่าทำงานจากระยะไกลได้ดีที่สุด และมี 32% ที่รู้สึกว่าทำงานในออฟฟิศได้ดีที่สุด อีก 31% บอกว่าสถานที่ไม่สำคัญ ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่า Gen Z มีความยืดหยุ่นมากกว่าในเรื่องสถานที่ทำงาน แต่ก็ยังเห็นคุณค่าของการทำงานในออฟฟิศมากกว่า Millennials

การวิจัยระดับโลกจาก State of the Global Workplace report ของ Gallup ให้ข้อมูลเสริมที่น่าสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "Remote Work Paradox" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการทำงานจากระยะไกลที่ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่หลายคนคิด

ในระดับโลก พนักงานที่ทำงานจากระยะไกลเต็มเวลามีระดับการมีส่วนร่วม (engagement) สูงที่สุดที่ 31% เทียบกับพนักงานแบบ hybrid ที่ 23%, พนักงานในออฟฟิศที่สามารถทำงานจากระยะไกลได้ที่ 23% และพนักงานในออฟฟิศที่ไม่สามารถทำงานจากระยะไกลได้ที่ 19% การมีส่วนร่วมนี้วัดจากความกระตือรือร้นที่พนักงานรู้สึกต่อการทำงานและความผูกพันกับทีมและองค์กร ซึ่งมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของทีมและผลลัพธ์ทางธุรกิจ

แต่ในขณะเดียวกัน พนักงานที่ทำงานจากระยะไกลเต็มเวลากลับมีแนวโน้มที่จะเฟื่องฟูในชีวิตโดยรวม (thriving) น้อยกว่า โดยมีเพียง 36% เทียบกับพนักงานแบบ hybrid ที่ 42% และพนักงานในออฟฟิศที่สามารถทำงานจากระยะไกลได้ที่ 42% เช่นกัน

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ พนักงานที่ทำงานจากระยะไกลเต็มเวลามีแนวโน้มที่จะรายงานว่าพวกเขาประสบกับความโกรธ ความเศร้า และความเหงามากกว่าพนักงานแบบ hybrid และพนักงานในออฟฟิศ พวกเขายังมีแนวโน้มที่จะรายงานความเครียดสูงในวันที่ผ่านมา (45%) มากกว่าพนักงานในออฟฟิศ (39% สำหรับคนที่ทำงานจากระยะไกลได้ และ 38% สำหรับคนที่ทำงานจากระยะไกลไม่ได้) แม้ว่าจะมีระดับความเครียดใกล้เคียงกับพนักงานแบบ hybrid (46%)

ข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการเป็นพนักงานที่ทำงานจากระยะไกลเต็มเวลามักจะเป็นภาระทางจิตใจและอารมณ์มากกว่าการทำงานในออฟฟิศหรือการทำงานแบบ hybrid การวิจัยแสดงให้เห็นว่าระยะทางทางกายภาพสามารถสร้างระยะทางทางจิตใจได้ และการแบ่งปันเวลากับผู้อื่นมีบทบาทสำคัญในการประเมินชีวิตเชิงบวก ตัวอย่างเช่น การรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นเป็นตัวบ่งชี้ความเป็นอยู่ที่ดีที่แข็งแกร่งพอๆ กับรายได้

แนวทางแก้ไขและอนาคตของการทำงาน


ที่มาภาพ: Jane T D./Pexels 

การเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของ Gen Z และปัญหาของระบบ hybrid ในปัจจุบันเป็นก้าวแรกสำคัญในการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานที่ตอบโจทย์ทุกรุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR หลายคนเสนอแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

เฮเลน สคัลเลียน (Helen Scullion) ผู้จัดการลูกค้า HR จาก Limelite HR เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิสัมพันธ์ที่มีจุดมุ่งหมายว่า "การอยู่ในที่ทำงานและการผสมผสานกับผู้คนแบบเห็นหน้าจะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้จากผู้อื่นอย่างไม่เป็นทางการ และสามารถให้การเข้าถึงการเป็นพี่เลี้ยงและความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งที่ยากจะจำลองผ่านการทำงานจากระยะไกล"

แนวทางปฏิบัติที่เธอเสนอรวมถึงการจัด structured onboarding ที่มีโครงสร้างชัดเจน การจัดระบบ buddy schemes ที่จับคู่พนักงานใหม่กับพนักงานที่มีประสบการณ์ การสร้างโครงการข้ามทีม (cross-team projects) และการจัดให้มีวันทำงานร่วมกันในออฟฟิศอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยสนับสนุนพนักงานรุ่นใหม่ให้ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้และการสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า

รอเดอริค ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการจากบริษัทจัดหางานด้านการเงิน Fram Search เสนอให้ HR leaders มุ่งเน้นไปที่การสร้างโครงการที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ข้ามหน่วยงาน เช่น การจัดระบบ mentoring schemes ที่เป็นทางการ ในขณะเดียวกันก็ยังคงเสนอความยืดหยุ่นให้กับพนักงาน การท้าทายคือการหาจุดสมดุลระหว่างการให้อิสระและการสร้างโอกาสในการปฏิสัมพันธ์

ด้าน ดันนิง ผู้อำนวยการจาก Pace HR เสนอแนวคิดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในการทำให้เวลาในออฟฟิศกลายเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เธอแนะนำให้ HR "สร้างพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกันและการแบ่งปันทักษะอย่างแท้จริง" และเสริมว่า "การทำให้ออฟฟิศเป็นสถานที่ที่ผู้คนเห็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับฟีดแบ็กจากผู้นำอาวุโส หรือโอกาสในการนำโครงการ พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะเห็นการทำงานแบบเห็นหน้าเป็นการลงทุนในอนาคตมากกว่าแค่การเดินทางมาทำงาน"

การแก้ไขปัญหาของระบบ hybrid ที่ทำให้ Gen Z ไม่ได้เจอเพื่อนร่วมงานต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนนโยบาย hybrid ให้มีการประสานงานที่ดีขึ้น แทนที่จะปล่อยให้พนักงานเลือกวันเข้าออฟฟิศเอง องค์กรควรพิจารณาการกำหนดวันทำงานร่วมกันสำหรับทีมหรือแผนกเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าคนที่ต้องการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์จะได้มีโอกาสพบกัน

ข้อเสนอแนะที่ดีกว่านั้นคือการให้ผู้นำพูดคุยกับทีมเกี่ยวกับวิธีการทำงานที่เหมาะสมที่สุดของแต่ละคน และประสานเวลาการทำงานในออฟฟิศในระดับทีม การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยการเข้าใจว่า Gen Z ไม่ได้ต้องการแค่ความยืดหยุ่น แต่ต้องการความยืดหยุ่นที่มาพร้อมกับโอกาสในการพัฒนาตนเองและสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย

การวิจัยของ Gallup ยังชี้ให้เห็นว่าความผูกพันของพนักงานและความเป็นอยู่ที่ดีต้องทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ในระดับโลก 57% ของพนักงานที่ทำงานจากระยะไกลเต็มเวลากำลังมองหาหรือเฝ้าดูโอกาสงานใหม่อย่างแอบแฝง ในบรรดาพนักงานที่ทำงานจากระยะไกลเต็มเวลาที่มีส่วนร่วม ตัวเลขนี้ลดลงเหลือ 47% และเมื่อพนักงานที่ทำงานจากระยะไกลเต็มเวลามีทั้งการมีส่วนร่วมและความเฟื่องฟูในชีวิต มีเพียง 38% เท่านั้นที่บอกว่าพวกเขากำลังมองหาโอกาสงานใหม่

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการสนับสนุนทั้งการมีส่วนร่วมและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน นายจ้างสามารถปกป้องพนักงานที่ทำงานจากระยะไกลได้โดยการเปิดรับข้อดีของการทำงานจากระยะไกล เช่น ขั้นตอนการทำงานที่ยืดหยุ่น ในขณะเดียวกันก็แก้ไขผลกระทบทางจิตใจของการทำงานคนเดียวโดยการสนับสนุนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สำหรับ Gen Z โดยเฉพาะ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขาในเรื่องการปฏิสัมพันธ์และการเรียนรู้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ องค์กรที่เข้าใจและตอบสนองความต้องการเหล่านี้จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดและรักษาพนักงาน Gen Z ที่มีคุณภาพ

ข้อมูลจาก Gallup Research ที่เผยให้เห็นความต้องการที่แท้จริงของ Gen Z นี้ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับองค์กรทั่วโลกที่ยังคิดว่าการเสนอความยืดหยุ่นในการทำงานแบบเก่าๆ จะเพียงพอสำหรับการดึงดูดและรักษาพนักงานรุ่นใหม่ ความจริงแล้ว Gen Z ต้องการมากกว่านั้น พวกเขาต้องการองค์กรที่เข้าใจว่าการทำงานไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงานให้เสร็จ แต่เป็นเรื่องของการเติบโต การเรียนรู้ และการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายในชีวิต

ที่มา:
Fully Remote Work Least Popular With Gen Z (Ryan Pendell and Sangeeta Agrawal, Gallup, 23 July 2025) 
‘Lonely’ Gen Z least likely to want fully remote work, study finds (Islam Soliman, People Management, 14 August 2025) 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง