Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด พิสูจน์อำนาจอธิปไตยประชาชนผ่านตุลาการรวมพลฟ้องศาลปกครอง เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมเหมืองโปแตชทำชุมชนและระบบนิเวศล่มสลายเรียกร้องปิดเหมือง คุ้มครองชั่วคราวหยุดระเบิดและเพิกถอนใบอนุญาต พร้อมฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบในพื้นที่ ซัด รธน.สืบทอดอำนาจทหารทำสิทธิชุมชนถอยหลัง  พร้อมชวนตุลาการลงพื้นที่ "เดินเผชิญสืบ" ดูซากความตายด้วยตาตัวเองในการพิจารณาคดี  

เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ที่อุทยานการเรียนรู้นครราชสีมา บริเวณ Art Gallery and Exhibition นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ร่วมกับโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่  Protection International (PI) และมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ร่วมกันจัดเวทีสาธารณะ “บทพิสูจน์ตุลาการ ด่านขุนทดไฟท์ติ้ง” ท่ามกลางบรรยากาศดุเดือด แฉความล้มเหลวของรัฐที่ปล่อยให้นโยบายเหมืองแร่โปแตชรุกคืบทำลายวิถีชีวิตจนพังพินาศ พร้อมประกาศพิสูจน์อำนาจตุลาการยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานรัฐต่อศาลปกครอง นครราชสีมา

ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International ประเทศไทย เปิดเวทีด้วยคำถามว่า “คืนวันพุธที่ผ่านมา มีใครไปเติมน้ำมันแล้วรู้สึกโกรธบ้าง?” เธอชี้ว่า ภาพน้ำมันหมดแล้วกลับมามีทันทีหลังขึ้นราคา ไม่ใช่แค่ความวุ่นวายหน้าปั๊ม แต่สะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่ถูกทำให้ “เล็กลง” ในระบบที่ไม่เคยฟังเสียงพวกเขา

ปรานมเชื่อมโยงสิ่งนี้กับกรณีเหมืองโปแตชด่านขุนทด โดยตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทบางจากซึ่งดำเนินธุรกิจน้ำมัน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโครงการที่ชาวบ้านร้องเรียนผลกระทบต่อดินและน้ำมานาน พร้อมตั้งคำถามถึงความสอดคล้องระหว่าง “ธุรกิจสีเขียว” กับความจริงในพื้นที่ “คนโคราชโกรธเรื่องน้ำมัน แต่ชาวด่านขุนทดโกรธเรื่องเหมืองมานานเกือบสิบปี” “คำถามคือ การตัดสินใจของรัฐเรื่องทรัพยากร โปร่งใสและยุติธรรมกับประชาชนจริงหรือไม่”

แฉค่าความเค็มแหล่งน้ำใกล้เหมืองทะลุไมล์กว่าน้ำทะเล -ซัด รธน. คสช. ต้นตอปัญหาทำสิทธิถอยหลัง

ดร.อาภา หวังเกียรติ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตเปิดเผยข้อมูลเชิงประจักษ์จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเมื่อปี 2566 ระบุว่าค่าความเค็มในแหล่งน้ำตำบลหนองไทร อ.ด่านขุนทดจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นที่ตั้งของเหมืองโปแตชสูงถึง 100 ppt ซึ่งหากเทียบกับน้ำทะเลที่มีความเค็มเฉลี่ย 35 ppt เท่ากับน้ำที่นี่เค็มกว่าทะเลถึง 3 เท่า แม้จะเป็นช่วงที่ฝนตกหนักซึ่งควรจะมีการเจือจางแต่ค่าความเค็มกลับไม่ลดลง จนเครื่องมือตรวจวัดเกือบอ่านค่าไม่ได้ และเห็นภาพต้นไม้ยืนต้นตายเกลื่อน

ดร.อาภา ชี้ชัดว่าปัญหาใหญ่เริ่มจากรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกจากยุค คสช. ซึ่งทำให้สิทธิประชาชนถอยหลังไปไกลกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มาก ฝ่ายบริหารมองแต่เรื่องการขุดทรัพยากรแร่มาใช้โดยอ้างตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ไม่สนความยุติธรรมและผลกระทบที่เกิดกับชาวบ้าน

"รัฐธรรมนูญต้องเปลี่ยนเป็นอันดับแรก ต้องมี สสร. 200 คนที่มาจากประชาชน 100% เพื่อบรรจุเรื่องสิทธิสิ่งแวดล้อมเข้าไปให้ชัดเจน และต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่าแร่ใต้ดินไม่ใช่ทองคำถ้ามันสร้างความเสียหายบนดิน" ดร.อาภากล่าว

แฉความล่มสลายข้ามรุ่น-วาทกรรม "มลพิษธรรมชาติ" เลี่ยงความรับผิดชอบ

ขณะที่บำเพ็ญ ไชยรักษ์ จากโครงการความร่วมมือการฟื้นฟูระบบนิเวศสังคมและสุขภาพ ถ่ายทอดภาพความล่มสลายของครอบครัวสุพี่ปราณีทายาทรุ่นที่ 3 ของ "ยายแก้ว-ตาลิน" ที่เคยอยู่อย่างมั่งคั่งบนที่ดินอุดมสมบูรณ์ 90 ไร่ แต่วันนี้กลับได้รับผลกระทบเพราะนาร่วงผลผลิตเป็นศูนย์มา 6 ปีเต็ม วัวผอมโซและล้มตายเป็นจำนวนมากความร่ำรวยที่สร้างมาชั่วอายุคนมลายหายไปสิ้น เมื่อมีเหมืองโปแตชเข้ามาจนสามีต้องทิ้งถิ่นไปเป็นลูกจ้างรับจ้างในโคราช

บำเพ็ญซัดแรงถึงกลไกรัฐที่พยายามทำให้มลพิษเป็นเรื่องธรรมชาติเพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบ Polluter Pays Principle หลักการที่ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นคนจ่ายเหมือนกรณีเหมืองที่สเปนที่บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบจนรัฐต้องแบกภาระสร้างท่อระบายความเค็มยาว 200 กม. เพื่อระบายน้ำปนเปื้อนเหมืองที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะแทน

บำเพ็ญยังได้ฉายภาพให้ผู้เข้าร่วมเห็นถึงการทำงานของหน่วยงานรัฐเช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ที่เคยย้อนถามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด "ให้พิสูจน์มาสิว่ามาผลกระทบมาจากเหมือง อย่าเอาความรู้สึกมาพูด" ทั้งที่เห็นกันอยู่ว่าเกลือขึ้นเป็นแผ่น "ความเค็มคือภัยพิบัติแช่มช้าที่กัดกินวิญญาณผู้คน เราจะส่งต่อแผ่นดินที่เค็มกว่าทะเลให้ลูกหลานได้อย่างไร นี่คือความอยุติธรรมข้ามรุ่นที่เราต้องทวงคืนบำเพ็ญระบุ

สองนักปกป้องสิทธิกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดเปิดเส้นทางการต่อสู้ไร้หน่วยงานรัฐแก้ปัญหา พร้อมเดินหน้าพิสูจน์อำนาจตุลาการ

จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดแฉความอัปยศของหน่วยงานราชการที่นอกจากจะเพิกเฉยแล้ว ยังกดดันให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเป็นคนหาหลักฐานพิสูจน์มลพิษเอง ทั้งที่รัฐเป็นคนออกใบอนุญาตประทานบัตรตั้งแต่ปี 2558  จงดียังไดสะท้อนถึงการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วยตนเองโดยเธอระบุว่า กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้ต่อสู้ไปถึงกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาให้ถึงหน้ากระทรวงอุตสาหกรรม

“เราไปนอนอยู่ที่นั่นหลายวันเพื่อรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาให้เราแต่สิ่งที่พวกเราได้รับกลับมาคือการตัดน้ำตัดไปพวกเรา ซ้ำร้ายมีการแอบอนุญาตให้ใช้วัตถุระเบิดในพื้นที่ ทั้งที่ในรายงาน EIA ฉบับเดิมไม่อนุญาตให้ใช้ เราเจ็บทุกครั้งที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่รัฐกลับปฏิบัติไม่ชอบธรรมกับเรา รัฐไปอนุญาตให้เขาใช้ระเบิดหลังจากเราไปร้องเรียนมหาดไทยได้ไม่กี่วัน นี่มันคือการเลือกปฏิบัติ"ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดระบุ

จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดยังได้สะท้อนถึงการทำงานของรัฐที่เพิกเฉยให้ชาวบ้านต้องไปหาหลักฐานมาพิสูจน์มลพิษเอง ทั้งที่รัฐเป็นคนเซ็นอนุญาตประทานบัตร

"คุณกินเงินเดือนภาษีประชาชน แต่กลับบอกให้คนแก่คนเฒ่าไปขุดเกลือมาพิสูจน์ ต่อไปนี้รัฐต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ความปลอดภัยให้เรา ไม่ใช่ให้เราสู้จนตายเพื่อหาหลักฐาน“ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดระบุพร้อมย้ำว่าหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งอุตสาหกรรมจังหวัด มหาดไทย และ กพร. จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยเธอจะเดินทางเข้ายื่นฟ้องหน่วยงานรัฐเหล่านี้ต่อศาลปกครองให้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วย

ด้านพิริยะกร ดีขุนทด นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้กล่าวถึงความพยามในการให้ตรวจสอบผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตชในระดับท้องถิ่น โดยพิริยะกรระบุว่า ทันทีที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตชได้พยายามใช้กลไกท้องถิ่นเช่นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในการต่อสู้เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาแต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมากลับคือความเงียบ และมีสมาชิกของกลุ่มถูก อบต.ฟ้องร้องดำเนินคดี

“เมื่อประชาชนเดือดร้อนและฟ้องร้องไปเรื่องกลับเงียบกริบ แต่พอชาวบ้านพูดความจริงกลับถูกนำตัวขึ้นศาล”  นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดระบุพร้อมฝากถึงศาลให้ลงพื้นที่เดินเผชิญสืบ ดูซากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างการพิจารณคดีเพื่อให้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่

ลั่นสนามตุลาการคือดัดหลังรัฐราชการที่เกียร์ว่าง-บิดเบือนกฎหมายเพื่อทุน

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ได้ฉายภาพการต่อสู้ที่ก้าวข้ามผ่านการเรียกร้องในระดับบริหาร ไปสู่การใช้ อำนาจตุลาการ เป็นเครื่องมือในการกอบกู้สิทธิชุมชน โดยเธอให้รายละเอียดการพิสูจน์อำนาจครั้งนี้ไว้ว่าที่ผ่านมากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้พิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้วว่าอำนาจฝ่ายบริหารนั้นพึ่งพาไม่ได้ เธอไล่เรียงว่าชาวบ้านยื่นหนังสือมาแล้วทุกระดับ ตั้งแต่ อบต. อุตสาหกรรมจังหวัด ไปจนถึงบุกทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้กลไกสภาผ่านกรรมาธิการ ส.ส. และ ส.ว.

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวว่า เราพิสูจน์มาหมดแล้วว่าฝ่ายบริหารมีแต่ความเพิกเฉย เมื่อคุณละเลยหน้าที่ เมื่อคุณทำหูทวนลมกับเสียงร้องไห้ของชาวบ้าน สนามเดียวที่เหลืออยู่คือสนามอำนาจตุลาการ เราต้องใช้บทเรียนจากความล้มเหลวของราชการมาเป็นหลักฐานฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อดัดหลังระบบรัฐราชการที่เกียร์ว่างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ทุน" จุฑามาสกล่าวหัวใจสำคัญที่จุฑามาสเน้นย้ำคือ การนำเรื่องเข้าสู่ศาลไม่ใช่แค่เรื่องมลพิษในพื้นที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นการฟ้องทั้งระบบ เธอมองว่านี่คือบทพิสูจน์ว่าตุลาการจะกล้าหาญพอที่จะคุ้มครองสิทธิชุมชนเหนือผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนหรือไม่

"เราไม่ได้สู้แค่กับเหมืองที่นี่แต่เรากำลังฟ้องเพื่อล้มกระดานวิธีการบริหารทรัพยากรของรัฐที่มองคนเป็นแค่เบี้ย เราต้องการใช้ศาลเป็นพื้นที่ทวงคืนอำนาจในการจัดการทรัพยากรที่รัฐขโมยไปจากมือประชาชนเราฝันถึงตุลาการที่มองไกลไปกว่าระเบียบราชการที่ตกต่ำ เราอยากเห็นศาลสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่ใช่แค่การตัดสินถูกผิดตามตัวอักษรที่รัฐแอบแก้ไขเพื่อเอาใจเหมือง แต่เป็นการตัดสินบนยอดของสิทธิมนุษยชน เพื่อพิสูจน์ว่าศาลจะยืนอยู่ข้างชีวิตคนหรือยืนอยู่ข้างบริษัทที่ทำให้มลพิษเป็นเรื่องธรรมชาติ"ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ระบุ

หวังรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน บรรจุ "สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี"

จุฑามาสย้ำว่าการฟ้องร้องครั้งนี้คือส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายสูงสุดของประเทศ จุฑามาสระบุเพิ่มเติมว่าชีวิตของคนไทยต้องดีกว่านี้ได้ และหนึ่งในเป้าหมายคือการต่อสู้ให้เกิดการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ระบุชัดเจนว่าประชาชนย่อมมีสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี

"เราจะไม่ยอมปรับภาระการปกป้องโลกมาเป็นของกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดฝ่ายเดียว แต่เราจะใช้บทพิสูจน์ในศาลครั้งนี้เป็นแรงกระเพื่อมให้สังคมโลกเห็นว่า ระบบรัฐราชการไทยต้องเปลี่ยนแปลง และสิทธิในลมหายใจและแผ่นดินที่สะอาดต้องถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ได้“ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่กล่าวทิ้งท้าย

กางโพย "เช็กบิล" 10 หน่วยงานรัฐ แฉพิรุธ EIA ลักไก่แอบเปลี่ยนเงื่อนไขระเบิด-เสนอศาล "เดินเผชิญสืบ" ในระหว่างการพิจารณาคดี

สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) กล่าวว่าวันที่ 3 เม.ย. 69 มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด และโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ จะร่วมกันยื่นฟ้อง 10 หน่วงานรัฐต่อศาลปกครองนครราชสีมา ที่ละเลยและปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าจนสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นในพื้นที่เพราะที่ผ่านมาคำพูดสวยหรูของกระทรวงหรือนโยบายรัฐบาลเรื่องความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเพียงวาทกรรมที่ว่างเปล่า เพราะในความจริงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนกลับ ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง

แฉยับกระบวนการ EIA "ไร้ส่วนร่วม-แอบลักไก่" เปลี่ยนมาใช้วัตถุระเบิด

สุภาภรณ์ระบุเหตุผลในการยื่นฟ้องครั้งนี้ว่า รายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ขาดความโปร่งใสมาตั้งแต่ต้น โดยครั้งแรกของกระบวนการจัดทำ EIA เริ่มต้นขึ้นโดยไม่มีการให้ประชาชนมีส่วนร่วม และไม่ยอมแก้ไขมาตรการตามข้อเรียกร้องของชาวบ้านต่อมามีการยื่นเปลี่ยนแปลงรายงาน EIA โดยไม่รับฟังเสียงชาวบ้านอีกเช่นเคย นำมาสู่การอนุญาตให้ใช้วัตถุระเบิด ในโครงการ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงมหาศาลต่อผลกระทบในพื้นที่

"นี่คือการบริหารที่ละเลยหน้าที่พรุ่งนี้เราจะยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและตรวจสอบเหมือง ฐานปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าและไม่เป็นส่วนหนึ่งในการคุ้มครองสิทธิประชาชนเราจะขอให้ศาลกำหนดมาตรการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เสียหายไปแล้วในปัจจุบันด้วย เพราะวิถีชีวิตผู้เสียหายรอนานไม่ได้ สิ่งแวดล้อมที่พังพินาศทำให้ชาวบ้านดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ในตอนนี้" ตัวแทนจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมระบุ

เสนอตุลาการลงพื้นที่ "เดินเผชิญสืบ" ประกอบการพิจารณาคดี  พร้อมเสนอบรรจุ "สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี" ลงรัฐธรรมนูญ

ยุทธศาสตร์สำคัญที่สุภาภรณ์เน้นย้ำคือ การร้องขอให้ศาลลงพื้นที่เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่  

สุภาภรณ์ทิ้งท้ายถึงความหวังในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กระบวนการยุติธรรมไทย โดยเธอคาดหวังว่าคำพิพากษาในคดีนี้จะนำไปสู่การกำหนดกติกาและนโยบายที่เข้มข้นกว่าเดิม ไม่ใช่แค่การเยียวยาเพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

"ที่สำคัญต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เขียนเรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรให้ชัดเจน และต้องระบุให้ชัดว่าประชาชนย่อมมีสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีนี่คือความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เราต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ความฝันในกระดาษ" สุภาภรณ์กล่าว

จี้รัฐบาลไทยทำหน้าที่ให้สมศักดิ์ศรีคณะมนตรีสิทธิฯ UN

ขณะที่ ปรานม สมวงศ์ จาก PI กล่าวเพื่อดึงสติรัฐบาลไทยว่า ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องคุ้มครองและเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิจากภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อไทยดำรงตำแหน่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยิ่งต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาภายในประเทศให้สมศักดิ์ศรีระดับสากล ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านต้องออกมาสู้ตายเพียงลำพัง  เธอทิ้งท้ายว่า เวทีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคดี แต่คือคำถามต่อทั้งสังคมว่าตุลาการจะยืนอยู่ข้างความยุติธรรมของประชาชนได้หรือไม่

ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายเรื่องเล่าผ่านภาพถ่ายของขบวนเคลื่อนไหว โดยเริงฤทธิ์ คงเมือง ช่างภาพสารคดีอิสระ เพื่อสื่อสารถึงความหวังและการยืนหยัดต่อสู้ของนักกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดผ่านงานศิลปะ และการแสดงของเยาวชนด่านขุนทดที่สะท้อนความจริงและการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อ.ด่านขุนทด

89 นักปกป้องสิทธิ ฯ ด่านขุนทด ผนึก EnLaw และ PPM ยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐต่อศาลปกครองนครราชสีมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ณ ศาลปกครองนครราชสีมา ผู้ฟ้องคดีในนามตัวแทน “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” ที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านชุมชนหนองไทร และหนองบัวตะเกียด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 89 คน มอบอำนาจให้นักกฎหมายมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)และโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM) ยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐต่อศาลปกครองนครราชสีมา ประกอบด้วย

1) อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, 2) คณะกรรมการแร่, 3) คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่, 4) อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา, 5) ผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 6 นครราชสีมา, 6) องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไทร, 7) เทศบาลตำบลหนองบัวตะเกียด, 8) องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองพัฒนา, 9) นายอำเภอด่านขุนทด, 10) ปลัดกระทรวงมหาดไทย​

โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนมติเห็นชอบรายงาน EIA และการอนุญาตเปลี่ยนแปลงแผนผังและวิธีการทำเหมือง รวมถึงใบอนุญาตให้ใช้ระเบิดในการทำเหมือง และมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ควบคุม กำกับ และมีคำสั่งให้บริษัทฯ ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไขการดำเนินการที่ก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ ความเสียหาย หรืออันตรายที่มีผลกระทบต่อบุคคล และสิ่งแวดล้อม และให้จัดทำแผนและดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและต้องให้ผู้ฟ้องคดีและชุมชนมีส่วนร่วมตัดสินใจและติดตามตรวจสอบด้วย  

การฟ้องคดีครั้งนี้ สืบเนื่องจากความเดือดร้อนเสียหายที่ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหนองไทรซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณพื้นที่ขุดเจาะอุโมงค์เหมืองโพแทชประมาณ 3 กิโลเมตร พบว่าบ้านเรือนเกิดคราบขาวเกล็ดเกลือเกาะตามผนังและพื้นบ้าน จนผนังบ้านสึกกร่อนเป็นรู ต่อมาในปี 2568 วิกฤตความเค็มกระจายตัวเป็นวงกว้างจนลุกลามมาถึงพื้นที่ตำบลหนองบัวตะเกียดที่อยู่ห่างออกมาอีก ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566 และ 2568 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 (นครราชสีมา) ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและดินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พบว่ามีค่าระดับความเค็มในน้ำที่สูงเกินมาตรฐาน วัดได้ 82,350 TDS จากเกณฑ์มาตรฐานน้ำปกติที่ค่าไม่ควรเกิน 1,000 TDS ความเค็มรุนแรงส่งผลให้ชาวบ้านไม่สามารถทำเกษตรกรรม ต้นไม้ พืชผลล้มตาย รวมถึงต้องหาแหล่งน้ำจากที่อื่นเพื่อใช้ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปจนยากจะหวนกลับมาดังเดิม

ในขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาจนถึงปัจจุบัน แต่จากการรวมตัวกันใช้สิทธิของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดร้องเรียนคัดค้านและติดตามตรวจสอบต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทำให้พบว่า ตามรายงาน EIA ของโครงการฉบับเดิมปี 2557 ระบุว่าไม่มีการใช้วัตถุระเบิดในการทำเหมือง แต่กลับมีหลักฐานว่าในปี 2559 บริษัทได้รับใบอนุญาตให้ใช้ระเบิดสำหรับการทำเหมือง และต่อมาในปี 2565 บริษัทจึงได้ยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมืองและขอแก้ไขรายงาน EIA โดยการขออนุญาต ‘สร้างอุโมงแนวดิ่ง ด้วยวิธีการใช้วัตถุระเบิดเปิดอุโมงค์’ โดยที่ชุมชนไม่เคยมีการให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต่อมาในปี 2568 นายอำเภอด่านขุนทดโดยการอนุมัติจากปลัดกระทรวงมหาดไทยได้อนุญาตให้บริษัทใช้วัตถุระเบิดในการทำเหมืองได้ท่ามกลางข้อมูลผลกระทบและการร้องเรียนคัดค้านของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดที่ถูกเพิกเฉย  

การยื่นฟ้องคดีครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ว่า ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกระทำของหน่วยงานรัฐเป็นการละเมิดต่อสิทธิการมีชีวิตออยู่ในสิ่งแวดล้อมแวดล้อมที่ดี (Right to live in healthy environment) ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนสากลที่รัฐไทยมีหน้าที่ต้องผูกผันและปฏิบัติตามเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งเป็นการเรียกร้องความรับผิดชอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อการอนุมัติอนุญาตการทำเหมืองแร่โพแทชต้องป้องกันผลกระทบและกำกับควบคุมการดำเนินการของผู้ประกอบการเอกชน ตามหลักการป้องกันล่วงหน้าและหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย โดยต้องคำนึงถึงสิทธิการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย โดยต้องไม่เพิกเฉยต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน เพื่อสร้างบรรทัดฐานรับรองสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม และวางหลักปฏิบัติราชการที่ดีแก่หน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐในการปกป้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและประโยชน์สาธารณะของคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคตให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

หลังการยื่นฟ้อง สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ให้สัมภาษณ์ว่า ในการฟ้องคดีครั้งนี้เราได้ทำการรวบรวมประเด็นและเอกสารการตรวจสอบจากหน่วยงานที่น่าจะชี้ชัดได้แล้วว่าผลกระทบเกิดจากการทำเหมืองเพื่อนำมายื่นต่อศาลและขณะเดียวกันเราก็ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้มีการทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่ให้มีการเปลี่ยนแปลง รายละเอียดโครงการที่ให้มีการขุดเจาะอุโมงค์แนวดิ่งโดยการใช้วัตถุระเบิดไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาจนถึงที่สุด เราถึงหวังว่าศาลจะมีการ พิจารณาคุ้มครองชั่วคราวโดยการมีคำสั่งทุเลาการบังคับตาม คำสั่งที่ให้ให้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการและทุเลาการบังคับตามใบอนุญาต ให้ใช้วัตถุระเบิดไว้ก่อน เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามหลักป้องกันไว้ก่อนและไม่ให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบที่ยากแก่การเยียวยาได้ในภายหลังเนื่องจากในปัจจุบันชุมชน กำลังได้รับผลกระทบอยู่และผลกระทบนั้นจะมีการขยายพื้นที่วงกว้างออกไปอีก

โดยกระบวนการหลังจากที่เรายื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่และ หน่วยงานรัฐ และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลก็จะพิจารณาเกี่ยวกับคำฟ้องว่าจะมีคำสั่งรับฟ้องหรือไม่ทั้งนี้ยังต้องพิจารณาคำร้องที่ชุมชนขอให้คุ้มครองชั่วคราวด้วยการทุเลาการบังคับตามคำสั่ง โดยศาลจะส่งให้คู่กรณีทำคำคัดค้านหรือมีการไต่สวนตามคำร้องเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลต่อไปด้วย นอกจากนี้ศาลอาจพิจารณาให้มีการเรียกบริษัทเอกชนเข้ามาเป็นคู่กรณีด้วย

และยังคงมีความหวังในการยื่นฟ้องครั้งนี้ เพราะเราเห็นการเรียกร้องของประชาชน เห็นการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและคนรุ่นถัดไป ผมก็ยิ่งยินดีที่ได้เป็นทนายความเพื่อฟ้องคดีเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิชุมชน การกำหนดเจตจำนงค์ของตนเอง”

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง