รายงาน : เรียนรู้ ‘โฉนดชุมชนฉบับชาวบ้าน’ กับ โฉนดชุมชนฉบับรัฐบาลอภิสิทธิ์ (ตอนจบ)

 

 
“ถ้ารัฐเขียนว่าให้ชาวบ้านควบคุมกันเอง น่าจะรับได้ แต่ถ้าระบุเมื่อใดว่าขึ้นตรงกับรัฐ รัฐเป็นคนจัดการก็คือว่าสุดท้ายก็กลับไปเหมือนเดิม ถ้าเป็นแบบนี้ รัฐไม่ต้องจัดการก็ได้...เพราะถ้ายังยึดใช้ระบบการจัดการที่ดินแบบที่รัฐเคยทำมา ถามว่า100 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่นายทุนกี่เปอร์เซ็นต์ ที่ดินหลุดมือไปมากเท่าไหร่”
 
วันรบ อินทะวงศ์
 
 
 
 
 
 
 

 

วันรบ อินทะวงศ์ หนึ่งในแกนนำชุมชนบ้านไร่ดง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน บอกเล่าให้ฟังถึงการจัดสรรพื้นที่ทำการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน ว่า เริ่มแรก มีการจัดสรรที่ดินกันเป็นแปลงๆ ตอนที่ลงมือจัดสรรที่ดินกันครั้งแรกนั้น ชาวบ้านลงมือทำตามความเข้าใจ ไม่มีตำรา แต่ได้ไปขอคำแนะนำ ขอความช่วยเหลือจากผู้รู้คนหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดินให้กับสำนักงานที่ดินอำเภอแห่งหนึ่ง
 
หลังจากมีการรังวัด ทำพิกัดแผนที่ แบ่งเป็นแปลงแล้ว ชาวบ้านพยายามคิดค้นหาวิธี ว่าจะจัดสรร แบ่งที่ดินกันอย่างไรถึงจะให้เป็นธรรม กระทั่งทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ใช้วิธีจับสลาก เหมาะสมและเป็นธรรมมากที่สุด
 
“ตอนนั้น เราก็คิดกันว่า ถ้าจะให้ต่างคนต่างเลือก ก็อาจเกิดปัญหาแย่งกันได้ ก็เลยใช้วิธีจับฉลาก น่าจะยุติธรรมที่สุด เพราะว่าถ้าไม่จับฉลาก คนที่เลือกก่อน ก็อาจจะได้เปรียบ”
 
ชาวบ้านไร่ดงบอกอีกว่า ข้อดีของการจับสลาก ในการจัดสรรที่ดินอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้ที่ดินไม่กระจุกตัว
 
“เรามารู้ที่หลังว่า การจับฉลากนั้นเป็นผลดีต่อชุมชน ถ้าเกิดเราไม่มีการจับสลากนะ กลุ่มนายทุนจะกลับมาอยู่ในหมู่ของเรานี่แหละ เพราะว่าคนที่มีเงินจะแอบแฝงมาซื้อที่ดินของคนนั้นคนนี้ ทำให้ที่ดินมากระจุกรวมกัน เลยกลายเป็นแปลงใหญ่ ลักษณะจะเป็นอย่างนั้น แต่เมื่อใช้วิธีจับฉลาก มันก็กระจายที่ดินไป พวกนายทุนก็ไม่สามารถที่จะแฝงตัวเข้ามาทำได้”วันรบ บอกเล่าให้ฟัง
 
พ่อปี๋ ธรรมขันธ์ วัย 72 ปี ผู้อาวุโสของหมู่บ้าน ก็บอกย้ำให้เห็นว่า “การจับสลาก ทำให้ใครไม่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เราจัดการแบบนี้ เพื่อการจัดการที่ดินที่เป็นธรรม”
 
การจับสลากแบ่งที่ดินกันแต่ละแปลง ได้ดำเนินการไปพร้อมๆ กับการตั้งคณะกรรมการ และการตั้งข้อระเบียบขึ้นมา
 
“เรามีข้อระเบียบ เราสร้างขึ้นมาเพื่อจัดการที่ดิน ตั้งแต่เรื่องการแบ่งแปลง การจัดสรร มันจำเป็นต้องทำระเบียบควบคุม เช่นว่า ห้ามซื้อ ห้ามขายที่ดินของแต่ละแปลง สมาชิกต้องได้คนละหนึ่งแปลง แต่ถ้าจำเป็นต้องขาย สาเหตุอาจเป็นเพราะไม่สามารถที่จะทำประโยชน์ได้แล้ว หรือไม่สามารถสืบทอดให้ลูกหลานได้แล้ว ที่ดินแปลงนั้น ก็จะต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ ถ้าจะขายก็ให้ขายให้คนในชุมชนนี้”
 
ต่อมา การจัดการที่ดินผืนนี้ เริ่มวิวัฒนาการ กลายเป็น ‘โฉนดชุมชน’ ซึ่งชุมชนไร่ดง ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ต้นแบบ หรือพื้นที่นำร่องในเรื่องการจัดทำ ‘โฉนดชุมชน’ อีกพื้นที่หนึ่ง
 
“ตอนหลัง เราก็ได้พัฒนามาเป็นโฉนดชุมชน เพื่อที่จะควบคุมไม่ให้ที่ดินมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน วัตถุประสงค์โฉนดชุมชนก็คือ ห้ามมีการซื้อขายแลกเปลี่ยน และควบคุมที่ดินให้อยู่ในชุมชนนี้ไม่ให้หลุดไปอยู่ในมือของคนนอก”
 
แต่กว่าจะมาเป็น โฉนดชุมชน ได้นั้น ต้องเรียนรู้กับอุปสรรคปัญหามาอย่างต่อเนื่อง
 
“เราได้สรุปบทเรียนจากบางพื้นที่ ในเรื่องการจัดการที่ดินที่ชาวบ้านจัดสรรในจังหวัดลำพูนเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เช่น กรณีปัญหานายทุนบุกรุกที่สาธารณะของชุมชน 15,000 ไร่ มาปรับใช้...” รังสรรค์ ศรีสองแคว แกนนำชาวบ้านไร่ดง บอกเล่าถึงการนำความผิดพลาดจากพื้นที่อื่นมาปรับแก้ไข
 
ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดู กรณีปัญหานายทุนบุกรุกที่ดินสาธารณะของชุมชน กรณีที่ดินผืนใหญ่ 15,000 ไร่ ที่ชาวบ้านไร่ดง พูดถึงนั้น จะพบว่า เป็นปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกินระหว่างนายทุนเจ้าของที่ดินกับชาวบ้านในชุมชนหมู่บ้านท่าช้าง บ้านต้นผึ้ง บ้านท่าหลุก บ้านแพะใต้ ในเขตกิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง และชาวบ้านบ้านหนองเขียด บ้านท่ากอม่วง บ้านหนองปลาสวาย บ้านสันปูเลย บ้านดงขี้เหล็ก และบ้านศรีเตี้ย ในเขตอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ซึ่งก่อนนั้น เคยเป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินโครงการจัดสรรที่ดินผืนใหญ่บ้านโฮ่ง–ป่าซาง เมื่อปี 2509 มีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 15,000ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนหมู่บ้านที่เอ่ยมาทั้งหมด แต่พอนานๆ เข้า โครงการดังกล่าวกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า และกลับกลายเป็นว่า พื้นที่ทั้งหมดนั้น ชาวบ้านไม่ได้ถือครองใช้ประโยชน์ใดๆ หากตกไปอยู่ในมือของนายทุนทั้งหมด
 
แน่นอน จึงกลายเป็นปัญหาที่หมักหมม และไม่มีความเป็นธรรมกับคนในชุมชน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น!? หลายคนตั้งคำถาม...
 
“กรณีที่ดินผืนใหญ่ 15,000 ไร่ นั้น วิธีการจัดสรรที่ดินไม่เหมือนกับพื้นที่ไร่ดง คือเขาจะใช้วิธีถางไร่ ถางใครถางมัน ใครมีแรงถางเยอะก็ได้เยอะ บางคนถางได้เป็นสิบไร่ยี่สิบไร่ มันไม่มีระเบียบควบคุม จึงทำให้คนไหนมีเงินเยอะ ก็กว้านซื้อ แล้วชาวบ้านที่เคยเข้าไปบุกเบิก ถากถาง สู้ในตอนแรกๆ เดี๋ยวนี้ที่ดินไม่มีเหลือแล้ว” รังสรรค์ ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุของปัญหา
 
มาถึงเวลานี้ ‘โฉนดชุมชน’ จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของชาวบ้านไร่ดง ที่จะเป็นสิ่งที่กำกับดูแล ควบคุมที่ดินไม่ให้หลุดมือไปสู่นายทุนอีกต่อไป
 
“ทำให้เราเห็นว่า ถ้าเราไม่มีเรื่องกฎระเบียบ ไม่มีกรรมการ ชุมชนไม่ดูแลควบคุม และไม่มีโฉนดชุมชนมาควบคุม มันจะกลับมาเหมือนเดิม คือ หนึ่ง เกิดที่ดินกระจุกตัว สอง ที่ดินจะหลุดมือจากชุมชน เราหวั่นวิตกต่อเรื่องนี้” แกนนำคนสำคัญของชาวบ้านไร่ดง กล่าว
 
 
จัดสรร แบ่งปัน ใช้ประโยชน์จากที่ดินให้คุ้มค่า
 
เมื่อทำการจัดสรร รังวัด ที่ดินเนื้อที่รวมทั้งหมด 426 ไร่ แล้ว ทางคณะกรรมการได้มีการจัดสรร แบ่งปัน และใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างคุ้มค่า โดยได้ทำการปฏิรูปที่ดินเอาไว้เป็นของหน้าหมู่ หรือของส่วนรวม เป็นที่ดินสาธารณะ จำนวน 10 ไร่ ที่เหลือมีการจัดสรรให้ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกรายละ 1 แปลง แปลงละ 1 ไร่ 1 งาน
 
ทำไมถึงจัดสรรให้ชาวบ้านรายละ 1 ไร่ 1 งาน!?
 
“เพราะว่าเฉพาะสมาชิกของบ้านไร่ดงนั้นมีเยอะ มีทั้งหมด 200 กว่าคน ก็จัดสรรกันลงตัวที่ 1 ไร่ 1 งาน”
 
“แล้วในเชิงเศรษฐกิจ ในเรื่องรายได้จากการใช้ประโยชน์จากที่ดิน พอจะประเมินได้ไหม”
 
“ได้ อย่างของพ่อลุงข้างที่ดินสาธารณะ หลังจากเริ่มเข้าไปใช้ที่ดิน ก็ปลูกเลย ทั้งลำไย มะม่วง ก็ติดลูก ได้เงินหลายแล้ว ได้นอกฤดูคราวที่แล้วตั้งหลายหมื่น ได้หลายรุ่นแล้ว” วันรบ บอกกับเรา
 
เมื่อเราเดินไปรอบๆ สวน รอบๆ ที่ดินที่จัดสรรแบ่งกันนั้น จะเห็นว่า ชาวบ้านที่นี่ จะเน้นการปลูกพืชแบบผสมผสาน
 
“ปีที่แล้วพ่อขาย มะม่วงได้เงิน 8,000 บาท ขายลำไย 4,000 บาท ได้ไม่เยอะ มันไม่ค่อยออกลูก แต่ก็มีหลายแปลงที่เขาได้ประโยชน์จากพื้นที่นี้ ได้กันหลายหมื่น...” พ่อปี๋ กล่าวขณะพาเดินชมสวน
 
ในขณะที่พ่อสวัสดิ์ หอยแก้ว บอกเราว่า ขายลำไยในสวนได้ 15,000 บาท
 
แทบไม่น่าเชื่อว่า จากที่ดินที่ครั้งหนึ่งเคยปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า มาตอนนี้ ที่ดินกว่าสองร้อยไร่ ได้กลายเป็นสวนผัก ผลไม้ ต้นไม้ใช้สอยหลากหลายชนิดในแต่ละแปลงติดเป็นผืนกว้างใหญ่
 
ที่ดิน จึงเป็นหัวใจของคนในชุมชนไร่ดง เพราะแต่เดิมนั้น ชาวบ้านไร่ดง จะยึดประกอบอาชีพแรงงานรับจ้างเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกิน เราจึงมองเห็นผู้หญิงรับจ้างเย็บผ้า ส่วนผู้ชายก็พากันออกไปรับจ้างก่อสร้างตามเขตเมือง ส่วนคนหนุ่มสาวก็ไปเป็นลูกจ้างในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน
 
ทว่า มาบัดนี้ หลังจากที่ชาวบ้านได้รับการจัดสรร แบ่งปันที่ดินให้อย่างเป็นธรรมแล้ว ซึ่งถึงแม้ว่า จำนวน 1 ไร่ 1 งาน นั้นอาจเล็กน้อยในสายตาของคนทั่วไป แต่ที่ดินแต่ละแปลงนั้นก็สามารถพลิกฟื้นชีวิตผู้คนที่นี่ได้ลืมตาอ้าปาก หยัดยืนอยู่ในผืนดินนี้ได้อย่างพอเพียงและมีความสุข โดยดูได้จากการสอบถามชาวบ้าน ถึงมูลค่าการใช้ประโยชน์จากที่ดินหลังทำการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน พบว่า ทุกคนต่างมีรายได้เข้ามาจุนเจือชีวิตครอบครัวกันอย่างต่อเนื่อง
 
“อย่างปีนี้ ลำไยออกลูกเยอะ คิดว่าแปลงหนึ่งคงขายได้ไม่ต่ำกว่าสามสี่พัน บางแปลงที่มีการดูแลดีๆ อาจได้ถึงห้าหมื่น”
 
เมื่อมีการคำนวณผลผลิตที่ได้กันคร่าวๆ ว่าหากทุกคนขายมะม่วง ลำไยได้เฉลี่ยแปลงละ 4,000 บาท จากจำนวนที่ดินทั้งหมด ในบริเวณไร่ดง-แม่อาว จำนวน 280 แปลง
 
ชาวบ้านสามารถมีรายได้ รวมกันทั้งหมดเป็นเงินสูง 1,120,000 บาท ซึ่งถือว่าไม่ใช่น้อยสำหรับวิถีชาวบ้านที่นี่
 
เหล่านี้ล้วนคือดอกผลที่มาจากการเรียกร้องต่อสู้เคลื่อนไหว ไม่ใช่ได้มาจากการร้องขอ และเป็นเม็ดเงินที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้าน โดยผ่านการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนอย่างแท้จริง!
 
“และเรายังภูมิใจที่เรายังอยู่กันได้ถึง 9 ปีโดยที่เราไม่ล่มสลาย…”เสียงของชาวบ้านไร่ดง เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเชื่อมั่น
 
 
ย้ำ ‘โฉนดชุมชน’ โดยชุมชน เดินมาถูกทาง
 
เมื่อสอบถามระเบียบ กติกา การควบคุมภายในของโฉนดชุมชนบ้านไร่ดง จะรู้เลยว่า มีความสอดคล้อง เหมาะสม และเป็นธรรมกับคนในชุมชนมากกว่า
 
 “จริงๆ แล้ว รัฐน่าจะยอมรับในสิ่งที่พวกเรากำลังทำ ก็คือเรื่องการห้ามซื้อขาย ให้กับคนนอก ซึ่งเราสามารถจัดการตรงนี้ได้ โดยที่ของรัฐจัดระบบไม่ได้เลย ถ้าเป็นรัฐ พอนานๆ ไป พวกนายทุนก็เข้ามากว้านซื้อทิ้งเปล่าๆ ก็มี แต่เราไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ เรายังสามารถที่จะทำตรงนี้ได้”
 
โฉนดชุมชนที่ชาวบ้านไร่ดงได้ทำกันอยู่นี้ จึงมีประสิทธิภาพ สอดคล้องและเหมาะสมกับคนในชุมชนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น กฎข้อบังคับ ระเบียบ การถือครอง การใช้ประโยชน์ แม้กระทั่งการออม ซึ่งนำไปสู่ระบบธนาคารที่ดินในอนาคต โดยผ่านคณะกรรมการ และชุมชนเป็นผู้กำกับดูแล
 
 
หวั่นโฉนดชุมชนฉบับรัฐบาล จะทำลายความศักดิ์สิทธิ์
 
ครั้นเมื่อหันมามองการขับเคลื่อนเรื่อง การปฏิรูปที่ดินหรือการร่างกฎหมายโฉนดชุมชนของรัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ ในขณะนี้ ชาวบ้านกลับรู้สึกกังวล เมื่อรู้ว่าสิ่งที่รัฐกำลังดำเนินการนั้น อาจสวนทางกับสิ่งที่พี่น้องชาวบ้านกำลังทำกันอยู่                                                                                                
 
โฉนดชุมชนนี่ ถ้าชุมชนเป็นคนเริ่มทำ แล้วก็เข้าใจในคุณค่าของโฉนดชุมชน เห็นว่าโฉนดชุมชนเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่ต้องไปสนใจหรือให้รัฐมายอมรับ วันก่อนผมเข้าไปประชุม ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า โฉนดชุมชนที่จะให้รัฐรับรองนี่มันต้องผ่าน ครม.เห็นชอบด้วย แล้วมีกฎหมายซึ่งยุ่งยากไปใหญ่เลย ตายแล้ว... ถ้ากฎหมายที่จะมารับรองโฉนดชุมชนมันไม่ใช่ของชุมชน แล้วสุดท้าย รัฐก็ต้องเข้ามาจัดการอีก ผมก็มานั่งคิด... ไหนจะต้องผ่าน ครม.เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ร่างมาเป็นกฎหมายโฉนดชุมชน หรือว่ากฎหมายธนาคารที่ดิน ซึ่งถ้ามาแบบนี้ ผมเห็นว่า มันก็เข้ากรอบของรัฐจัดการ เข้ากรอบกฎหมายรัฐไปอีกจนได้ ถ้าเป็นอย่างงั้นมันก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว รังสรรค์ ศรีสองแคว แกนนำสำคัญของหมู่บ้านไร่ดง กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
 
เมื่อถามชาวบ้านไร่ดงว่า “เป็นไปได้ไหม ถ้ารัฐบาลชุดนี้มาจำลองแบบโฉนดชุมชนของบ้านไร่ดงนี้ไปปรับเป็นโฉนดชุมชนในนามรัฐ”
 
ถ้ารัฐเขียนว่า ให้ชาวบ้านควบคุมกันเอง น่าจะรับได้ แต่ถ้าระบุเมื่อใดว่าขึ้นตรงกับรัฐ รัฐเป็นคนจัดการก็คือว่าสุดท้ายก็กลับไปเหมือนเดิม ถ้าเป็นแบบนี้ รัฐไม่ต้องจัดการก็ได้...เพราะสิ่งที่เราทำกันอยู่นี้ เราตั้งใจให้มันแตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะถ้ายังยึดใช้ระบบการจัดการที่ดินแบบที่รัฐเคยทำมา ถามว่า 100 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่นายทุนกี่เปอร์เซ็นต์ ที่ดินหลุดมือไปมากเท่าไหร่แล้ว แต่นี่ 100 เปอร์เซ็นต์ เรายังอยู่ได้ เราพยายามประคองกันให้อยู่ได้...” วันรบ อินทะวงศ์ กล่าว
 
เมื่อย้ำถามชาวบ้านไร่ดงในตอนท้ายว่า “หัวใจหลักของโฉนดชุมชนคืออะไร”
 
 “ไม่ให้ที่ดินหลุดมือ ไม่ให้มีการแลกเปลี่ยน ไม่ให้ที่ดินหลุดมือออกไปจากพื้นที่ชุมชนของเรา” ชาวบ้านไร่ดง ยืนยันอย่างหนักแน่น.

 

 

 
 
 
 
ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. ....
 
เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. ....
        (การกระจายการถือครองที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน)
 
          คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ การใช้อำนาจของคณะกรรมการประสานงานและจัดโฉนดชุมชนตามร่างข้อ 10 จะต้องไม่ขัดกับอำนาจการจัดการที่ดินของหน่วยงานของรัฐตามกฎหมาย โดยให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการประสานงานและจัดโฉนดชุมชน โดยไม่เพิ่มอัตรากำลังขึ้นใหม่ และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายที่จะต้องใช้ในการดำเนินการจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยให้ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณอีกครั้ง
 
          ข้อเท็จจริง
          สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอว่า
          1. ด้วยนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 71/2552 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2552 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนภาคประชาชนเป็นกรรมการ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย แนวทาง มาตรการ และงบประมาณในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาตามข้อเสนอของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และนโยบายรัฐบาลตามข้อ 4.1 และข้อ 4.2
          2. ต่อมาคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ได้มีคำสั่งที่ 1/2552 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2552 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิบัติตามนโยบายการกระจายถือครองที่ดิน โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) เป็นประธานอนุกรรมการ ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนภาคประชาชน เป็นอนุกรรมการ เพื่อทำหน้าที่ศึกษาแนวทางกฎหมายและมาตรการอื่นๆ เพื่อรองรับนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินของรัฐบาล ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้ศึกษาแนวทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาในเรื่องการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปแบบโฉนดชุมชน เพื่อให้ประชาชนซึ่งรวมตัวกันเป็นชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลใช้ประโยชน์ที่ดินรวมกัน แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎเกณฑ์ทางกฎหมายออกมารองรับโดยเฉพาะ จึงก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในการดำเนินงาน และขาดองค์กรกลางที่เป็นเจ้าภาพรวมทั้งขาดการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการที่ชัดเจนในการดำเนินงาน
          3. คณะอนุกรรมการฯ ได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน และภาครัฐในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรและประชาชนที่ยากจน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นและเสนอแนะในกระบวนการดำเนินการตามนโยบายการกระจายถือครองที่ดินของรัฐบาล ซึ่งผลการสัมมนาสรุปได้ว่า การกระจายการถือครองที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนของรัฐบาลจะเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนในกรณีที่มีการแย่งชิงสิทธิครอบครอง การอ้างการครอบครองอยู่ก่อน การบุกรุกพื้นที่ของรัฐที่ดำรงสภาพความขัดแย้งอยู่ในปัจจุบันได้ ซึ่งการดำเนินการในเรื่องโฉนดชุมชนในระยะยาวจำเป็นต้องตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับ แต่การตรากฎหมายย่อมต้องใช้เวลาพอสมควรไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น สมควรแก้ปัญหาในเบื้องต้นโดยการกำหนดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนขึ้นเพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยึดถือปฏิบัติไปพลางก่อน
 
          สาระสำคัญของร่างระเบียบ
          1. กำหนดนิยามคำว่า “โฉนดชุมชน” หมายความว่า สิทธิร่วมกันของชุมชนในการบริหารจัดการ การครอบครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดินเพื่อสร้างความมั่นคงในการถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชน และเป็นการรักษาพื้นที่เกษตรในการผลิตพืชอาหารเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยการเลือกรูปแบบการผลิตที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและระบบภูมินิเวศ รวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุล (ร่างข้อ 3)
          2. กำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการประสานงานและจัดโฉนดชุมชน” เรียกโดยย่อว่า “ปจช.” และกำหนดอำนาจหน้าที่ของ ปจช. เช่น เสนอนโยบาย แผนงานและงบประมาณในการดำเนินงานโฉนด ชุมชนต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดเป็นมติคณะรัฐมนตรีในการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ (ร่างข้อ 5 และร่างข้อ 8)
          3. กำหนดคุณสมบัติกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ร่างข้อ 6 และร่างข้อ 7)
          4. กำหนดให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ และให้มีอำนาจหน้าที่ประสานนโยบายการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการดำเนินงานโฉนดชุมชนให้สำเร็จเป็นไปตามกฎหมาย กฎ คำสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และติดตามประเมินผล และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย (ร่างข้อ 9)
          5. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ (ร่างข้อ 10)
          6. กำหนดให้มีคณะกรรมการชุมชนเพื่อกระทำการแทนในนามของชุมชน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุมชน (ร่างข้อ 12 และร่างข้อ 13)
          7. กำหนดให้ในกรณีที่มีการกระทำผิดเงื่อนไขที่ให้ไว้ของชุมชนที่ได้รับสิทธิให้หน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของ ปจช. มีอำนาจยกเลิกโฉนดชุมชนได้ (ร่างข้อ 14)
          8. กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการฯ ภายในหกสิบวันนับแต่ระเบียบนี้ใช้บังคับ และกำหนดให้มีพื้นที่นำร่องในการดำเนินงานโฉนดชุมชนจำนวนไม่น้อยกว่าสามสิบพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ระเบียบนี้ใช้บังคับ (ร่างข้อ 15)                    
 
 
 
 
ที่มาข้อมูล
-เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กรณีบ้านไร่ดง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน,กรกฎาคม 2552
-สัมภาษณ์ชาวบ้านไร่ดง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน,กรกฎาคม 2552
-วิทยานิพนธ์ เรื่องการเคลื่อนไหวของขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดิน จังหวัดลำพูน’ ของ ‘กิ่งกาญจน์ สำนวนเย็น’ รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ.2549

 

ลองดูมุมมองที่แตกต่างไปบ้างคร

ลองดูมุมมองที่แตกต่างไปบ้างครับ

โฉนดชุมชน เรื่องวิบัติที่ต้องคัดค้านอย่างถึงที่สุด

ดร.โสภณ พรโชคชัย

ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวว่ารัฐบาลจะออก ‘โฉนดชุมชน’ ผมเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นเรื่องวิบัติที่จะสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติในอนา
ต เปรียบเสมือนการออกโฉนดชนเผ่าแบบประเทศด้อยพัฒนา ทั้งที่ประเทศไทยก็มีโฉนดที่ดินให้บุคคลและนิติบุคคลถือครองมานับร้อยปีอยู่แล้ว และถือเป็นการแก้ปัญหาผิดจุดเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงขออนุญาต ‘มองต่างมุม’ เพื่อช่วยกันคิดและมองให้รอบคอบก่อน ‘โฉนดชุมชน’ จะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ผมขอคัดค้านด้วยเหตุผลเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้:

1. ป่าเสื่อมโทรมนั้น ไม่ควรให้ใครไปอ้างสิทธิ์เอาแผ่นดินของส่วนรวมไปครอบครองเป็นส่วนตัวอย่างเด็ดขาด จะอ้างความจนมาปล้นแผ่นดินไม่ได้ เราควรเอาป่าเสื่อมโทรม มาปลูกป่าในเชิงพาณิชย์เพื่ออนาคตของประเทศชาติในอีก 50-100 ปีข้างหน้า ไม่ใช่กลายเป็น ‘ของโจร’ มา ‘แบ่งเค้ก’ กันไปโดยคนที่อยู่ใกล้ ๆ ถ้าปลูกป่าแล้วมีคนบุกรุก หรือทุกวันนี้มีคนพยายามทำลายป่าสมบูรณ์ให้กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ก็ต้องป้องปราม ไม่ใช่ ‘ยกประโยชน์ให้จำเลยไป’ หรือกลับไปคิดให้คนบุกรุกดูแลป่า ซึ่งเท่ากับ ‘ฝากปลาไว้กับแมว’

2. คนจนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ควรทำไร่-นา เพราะไม่มีระบบชลประทาน น้ำท่าก็ไม่สมบูรณ์ ปกติคนชนบทส่วนมากก็มีรายได้จากเกษตรกรรมเป็นรอง รายได้นอกภาคเกษตรกรรมเป็นหลักอยู่แล้ว การให้แต่ละครอบครัวครอบครองกันคนละ 5-30 ไร่ ขึ้นอยู่กับการจับจองตามอำเภอใจ คงเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ทุกวันนี้ บ้านชนบท ก็ไม่ค่อยได้ประกอบการอะไรมาก อยู่แต่เด็กและคนแก่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นเสมือน ‘รีสอร์ท’ ให้ญาติพี่น้องที่มาทำงานตามเมืองใหญ่ กลับไป ‘ชาร์ตแบตฯ’ เป็นครั้งคราวอยู่แล้ว

3. ถ้าคนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ค่อยมีรายได้และยากจน รัฐบาลก็ควรหาทางสร้างงานทางอื่น ไม่ใช่ปล่อยให้ไปครอบครองที่ดินกันครอบครัวละมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งอาจเป็นงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และอื่น ๆ จะสงวนให้พวกเขาอยู่ตามอัตภาพเช่นนี้ในสภาพที่ไม่เหมาะสมและเป็นการไม่ควร สาธารณูปโภค สาธารณูปการ เช่น โรงเรียนประถม สถานีอนามัย ก็ต้องขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด สิ้นเปลืองทรัพยากร เพราะคนใช้บริการก็น้อย สมมติให้ครอบครัวหนึ่งหาของป่าออกมาได้ 200 บาทต่อครัวเรือน และหากนับรวมค่ากินอยู่จากสิ่งที่หาได้ในป่าแล้ว เป็นเงินครัวเรือนละ 5,000 บาท หรือปีละ 60,000 บาท หากชุมชนชาวเขาหนึ่งมี 50 หลังคาเรือน ก็จะเป็นเงิน 3 ล้านบาท เชื่อว่าในปีหนึ่ง ๆ ความสูญเสียของป่าไม้เพื่อการยังชีพของพวกเขา คงมหาศาลกว่านี้ หากจ้างให้พวกเขาอยู่เฉย ๆ ไม่ทำลายป่า คงเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมกว่านี้

4. กรณีชาวเขา ที่มักนำมาอ้างว่าไม่ได้ทำลายป่าจากการปลูกไร่เลื่อนลอย (หมุนเวียน) นั้น คงเป็นชาวเขากลุ่มเล็ก ๆ แต่เดี๋ยวนี้ชาวเขามีมากมาย ป่าไม้คงไม่พอให้พวกเขาหาเลี้ยงชีพ คนชาวเขาจำนวนมากก็ทำงานในเมือง เช่นคนชนบททั่วไป ชาวเขาที่หาของป่า จับสัตว์ป่ามาขาย ควรหรือที่จะทำเช่นนี้ และนี่หรือคือคนที่จะพิทักษ์ป่า บางทีการจ้างให้พวกเขอยู่เฉย ๆ ไม่ให้บุกรุกป่า และทำหน้าที่ช่วยรักษาป่า ยังดีกว่าปล่อยให้พวกเขาบุกรุกป่าเช่นนี้

5. กรณีป่าสงวนออกมาทับซ้อนกับที่ดินของผู้ที่ครอบครองไว้ก่อน ก็เป็นปัญหาที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะแก้ไข จะถือมาเป็นข้ออ้างเพื่อสุมให้ดูมีปัญหามากมาย เพื่อจะได้ออกกฎหมายป่าชุมชน เป็นสิ่งที่ต้องทบทวน ถือเป็นเล่ห์เพทุบายที่ไม่ตรงไปตรงมา สำหรับคนที่อยู่ป่ามาก่อนประกาศเป็นเขตป่า รัฐบาลก็ยินดีออกเอกสารสิทธิ์ให้อยู่แล้ว หรือสามารถต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมได้ แต่ผู้ที่มาบุกรุกภายหลัง ถือว่าเป็นผู้บุกรุก ไม่ควรให้อยู่ หาไม่ใครต่อใครก็จะมาอ้างสิทธิ์ไม่สิ้นสุด

6. ผู้สนับสนุนเรื่องโฉนดชุมชน ยังอ้างว่า คนจนที่บุกรุกอยู่ในเมือง ก็ควรจะได้รับโฉนดชุมชนเช่นกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดส่วนมาก ไม่ได้เป็นคนจน และโดยเฉพาะชุมชนประเภทบุกรุกอยู่ฟรีบนที่ดินของคนอื่นมา 2 ชั่วคนแล้ว ทำผิดกฎหมายและได้ประโยชน์มาโดยตลอด ยังจะถือโอกาสจะอ้างสิทธิ์ให้มีโฉนดชุมชนอีกหรือ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปที่ก่อร่างสร้างฐานะขึ้นมา ต้องไปซื้อบ้านชานเมืองไกล ๆ ตอนเช้าก็ออกจากบ้านตอนตีห้าเพื่อเลี่ยงรถติด กว่าจะกลับถึงบ้านก็สองทุ่ม ส่วนคนที่บุกรุกอยู่ใจกลางเมือง ยิ่งถ้าใกล้รถไฟฟ้า ยิ่งสบายใหญ่ แถมรัฐบาลยังจะให้สิทธิ์อยู่ฟรีไปอีกไม่สิ้นสุด อย่างนี้คงไม่เป็นธรรมต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ

7. มีตัวอย่างชุมชนแออัดแห่งหนึ่งที่หลายฝ่ายที่ไม่รู้ก็ยกย่องว่าเป็นชุมชนที่ดี โดยรัฐบาลอนุญาตให้คนเหล่านี้ที่บุกรุกที่ดินของส่วนรวมอยู่ฟรีมา 2 ชั่วคน ได้รับสิทธิเช่าอยู่แบบถูก ๆ แบบถูกกฎหมาย แถมจัดระเบียบบ้านให้ดูสวยงาม มีสวนหย่อมน่ารัก แล้วสุดท้ายก็สรุปว่าชุมชนประเภทนี้ทำดี เป็นชุมชนพอเพียง ทั้งที่นี่คือการ ‘ปล้น’ สมบัติของชาติและส่วนรวมไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง

8. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับองค์กรชุมชนบางคนถึงขนาดเขียนบทความสนับสนุนโฉนด
ุมชนว่า ชาวบ้านที่บุกรุกที่ดินของเอกชนควรได้รับโฉนดชุมชนบนที่ดินที่ตนบุกรุกอยู่โดยไม่รู้
่าใครเป็นเจ้าของ หรือเป็นที่ดินที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงินต่าง ๆ นี่เป็น ‘อาชญากรรม’ การปล้น การละเมิดสิทธิของผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด การปล้นไม่ใช่การทวงถามความเป็นธรรม จึงเป็นบาป หากมีโฉนดที่ดินในลักษณะนี้ก็เท่ากับสร้างอนาธิปไตยให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย แผ่นดินนี้ก็จะลุกเป็นไฟ ประเทศก็จะมีแต่ความวิบัติ บรรพบุรุษของเรา ตั้งแต่ระดับกษัตริย์ ข้าราชการ (ที่ดี) และประชาชนที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ก็คงต้องเสียใจกันขนานใหญ่แน่นอน การไปเบียดบังสมบัติของแผ่นดิน ที่หลวง มาเป็นของตนเองโดยถือว่าอยู่ใกล้ เหยียบย่ำเอาตามใจชอบ มันเป็นบาปที่ปฏิเสธไม่ได้ และอาจเป็นเพราะเหตุนี้จึงไม่เป็นมงคลต่อชีวิต ทำมาค้าขายอะไรก็ไม่ขึ้น และยังอาจเป็นบาปติดตัวไปถึงลูกหลาน บาปมาหรือน้อย ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จะดีกว่าทำบาปต่อไป หรือถ้าได้ทำบาปไปแล้ว ก็ต้องรู้จักลด ละ เลิก ไม่เช่นนั้น จะไม่พบกับบั้นปลายที่ดีงาม

9. กรณีบ้านสระพัง ต.บางเสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราชที่ชาวบ้านครอบครองที่ดิน 1,600 ไร่มาตั้งแต่ปี 2491 นั้น รัฐบาลก็ควรแก้ไขปัญหาเฉพาะที่นี้ ไม่ใช่กลายเป็นต้นแบบการทำโฉนดชุมชนในบริเวณอื่น ทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนไปใหญ่ ทางราชการมีโฉนดตราครุฑ แต่ที่นี่มี ‘โฉนดช้างดำ’ ถ้ามองให้ลึกซึ้งถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐซึ่งเป็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ชอบกล ในหลาย ๆ กรณีเช่นนี้ รัฐบาลก็สามารถให้ชาวบ้านเช่าที่ดินได้ในระยะยาว พวกเขาจะได้เอาที่ดินไปจำนองหรือทำนิติกรรมต่าง ๆ เช่นกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้ด้วย

10. ถ้าหน่วยงานของรัฐบางหน่วยจะเข้าไปช่วยเหลือ เช่น กรณีชาวบ้านบุกรุกป่าสงวน ต.ศรีสะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน นั้น ไม่ควรไปเพียงสร้างผลงาน และกลายเป็นการกึ่งรับรองสิทธิ์ของการบุกรุกไปเสีย เพราะการแก้ไขปัญหาในภายหลัง จะทำได้ยากขึ้น แต่กรณีใดที่สมควรประชาชนได้เช่าให้ถูกต้อง หรือให้หนังสือแสดงการครอบครอง ก็อาจเป็น สปก.4-01 ให้ได้เช่นกัน

11. ในบางกรณีถึงกับมีการอ้างอิงการแก้ปัญหาที่ดินชายฝั่งทะเลอันดามัน ภายหลังเกิดสึนามิ นั้น แต่เดิมชาวบ้านทั่วไปก็มีเอกสารสิทธิ์อยู่แล้ว ส่วนผู้บุกรุก ก็ควร ‘พอ’ เสียที ไม่ใช่ยังจะอ้างสิทธิ์ที่ไม่พึงได้ต่อไปอีก นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่ากรณีสึนามิที่มีองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กร NGO และองค์กรอาสาสมัครต่าง ๆ เข้าไปมากมายนั้น เชื่อว่างบประมาณที่ใส่เข้าไป อาจรวมเป็นนับพันนับหมื่นล้านไปแล้ว แต่ก็แทบไม่ได้เห็นโภคผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และจนบัดนี้ก็ยังมีเรื่องให้ทำไม่มีวันจบสิ้น ประหนึ่งเป็นการ ‘หากิน’ กับสึนามิชอบกล

12. ในการแก้ไขปัญหานั้น ควรแก้เป็นจุด ๆ ไม่ใช่เหวี่ยงแหออกกฎหมายใช้ไปทั่ว ที่ไหนประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องต่อสู้อย่างสันติ เช่น กรณียายไฮ ไม่ใช่เห็นนายทุนปล้นชาติ คน (อยาก) จน ก็จะปล้นชาติบ้าง กรณีออกกฎหมายคลุมไปทั่วนั้น อาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบได้ คล้ายกรณี สปก.4-01 ที่ถือโอกาสแจกที่ดินให้คนรวยไปด้วย หรือการออกกฎหมายโฉนดชุมชนนี้คือการปูทางสู่การปล้นแผ่นดินดังกล่าว

13. แม่น้ำหนองบึงในย่านชุมชน ก็ล้วนเป็นของส่วนรวม แต่ไม่ใช่ของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง เพราะถ้าเช่นนั้น ชุมชนอื่น ก็อาจไม่ได้รับสิทธิ์ในการใช้สอยด้วย กลายเป็นการสร้างปัญหามากกว่าการแก้ปัญหา ของหลวงหรือของส่วนรวม คือสมบัติของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ให้ใครอยู่ใกล้ทรัพยากร ก็มือใครยาว สาวได้สาวเอา เราต้องคิดเสียใหม่ว่า ของที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรถือครอง ไม่ว่าตนจะเป็นคนรวยหรือคนจน ของส่วนรวม ของหลวงก็คือของที่ต้องรักษาไว้เพื่อทุกคน

14. การให้คนมีที่ดินเป็นของตนเอง ควรพ้นสมัยได้แล้ว มีที่ดีก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป บางคนพอได้ที่ดินเป็นของตนเอง ก็เอาไปขาย เพราะพวกเขาไม่เคยอาบเหงื่อต่างน้ำจนหาซื้อมาเองได้ แต่ได้จากการแจก พวกเขาจึงขาด Sense of Belonging จึงขายไป แสดงว่าเราไม่ควรแจกที่ดินให้ใคร และการแจกที่ดินไม่ใช่ทางออกของปัญหา และขนาดที่ดินของตนเองยังรักษาไว้ไม่ได้ โฉนดชุมชนก็คงหาคนรักษาได้ยาก อาจกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า หรือหากเป็นกรณีผู้นำชุมชนที่ทุจริต ในอนาคตก็อาจได้เห็นภาพที่เอาโฉนดชุมชนไปให้คนอื่นหรือนายทุนเช่าต่อไปก็ได้ กลายเป็นที่ตั้งโรงสี โรงเลื่อยหรือโรงงานอะไรไป รายได้ก็เข้าทำนอง ‘วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง’ อย่างที่เห็นอยู่ทั่วไป

15. เมื่อ 50 ปีที่แล้ว แทบไม่มีหมู่บ้านชาวเขาอยู่บนเขาเลย แต่เดี๋ยวนี้มีมากมาย บุกรุกกันเพิ่มแทบทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี จึงคงเป็นไม่ได้ได้ที่จะให้ขยายตัวอย่างนี้ บางแห่งกลายเป็น อบต. กลายเป็นเมืองไปแล้ว อย่างนี้จะบอกว่าชาวเขาอยู่อย่างพอเพียงไม่ขยายตัวได้อย่างไร เราจึงควรจัดหาที่อยู่ให้ใหม่ ในเวียดนามเมื่อปลายเดือนกันยายน 2552 ก็อพยพย้ายคนนับแสน ๆ เพื่อหนีพายุ คนนับล้านที่อาจต้องย้ายออกจากป่า ถ้าทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อนแบบหนีพายุ ก็น่าจะสามารถทำได้ เชื่อว่า ในจีน ลาว เขมร เวียดนามหรือมาเลเซีย เขาคงไม่ปล่อยให้มีการบุกรุกป่ากันตามอำเภอใจเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา เราอาจต้องไปดูงานการจัดการป่าไม้ของประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าไปดูงานที่ยุโรปและอเมร
กาเสียแล้ว

16. ในการจัดการปัญหาของชาตินั้น ทางราชการต้องดำเนินการโดยเด็ดขาดโดยไม่เลือกปฏิบัติ จะย่อหย่อนจนปัญหาลุกลามเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ คนที่รับราชการมาจนได้ดิบได้ดีใหญ่โต ได้ลาภยศมากมาย แต่กลับปล่อยให้แผ่นดินไทยถูกปล้นชิงโดยเสมือนไร้ขื่อแป สมควรได้รับการประณามเป็นอย่างยิ่ง เราต้องปกครองกันโดยกฎหมายให้เคร่งครัด ไม่ใช่ให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย พวกมากลากไป เสียงดังไว้ก่อน หรือมือใครยาว สาวได้สาวเอา

17. ในประเทศสังคมนิยม ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน เวียดนาม เขาก็เลิกระบบนารวมกันไปแล้ว เรายังจะย้อนยุคไปถึงโฉนดชุมชนเสียอีก การแก้ไขปัญหาของชาตินั้น แน่นอน เราก็ควรฟังเสียงของผู้สูญเสียผลประโยชน์ และหากเขาได้รับผลกระทบ ก็ต้องชดเชยกันให้เต็มที่ แต่จะฟังแต่คนเดือดร้อน โดยไม่นำพาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และประเทศชาติ ก็เท่ากับเรานำพาแต่กฎหมู่ ในมาเลเซีย หากรัฐบาลมีโครงการพัฒนาใด ๆ ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วยกับค่าทดแทนที่จ่ายให้ เพราะเขาต้องการให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม แต่จะมาโหวกเหวกโวยวายไม่เห็นด้วยกับโครงการ ไมได้เด็ดขาด แต่ของไทย หากจะทำอะไรแต่ละที กลับไปถามแต่ผู้สูญเสียประโยชน์ส่วนน้อย อีกไม่ช้าประเทศไทยต้องด้อยกว่าเพื่อนบ้าน (ยกเว้นพม่า) อย่างแน่นอน

ในท้ายสุดของบทความนี้ ขอยกความเห็นของผู้อ่านบทความที่ผมได้ทดลองเผยแพร่ไว้ก่อนในหนังสือพิมพ์ online ประชาไท ว่า:
“เลิกมันซะที กับความไม่อายที่อ้างความยากจนบังหน้า หัดเคารพตนเองบ้าง หัดเคารพตนเองที่ไม่โลภอยากจะได้ของๆใคร หัดเคารพตนเองที่จะไม่โลภ บุกยึดที่ป่า มาเป็นของตน
- คนที่เคารพตนเองนั้น ขนาดกล้วยไม้ ในป่าก็ต้องไม่ไปเอามันออกมา ต้องปล่อยเอาไว้เยี่ยงนั้น
- คนที่เคารพตนเอง ต้องไม่ยิงแม่นก ต้องไม่ยิงลิงหรือยิงหมียิงแม่เสือเพื่อที่จะเอาลูกของมันมาขาย
- คนที่เคารพตนเอง ต้องรังเกียจ การค้าสัตว์ป่า หรือแม้นกระทั่งการกินอาหารป่า ไม่ว่าจะเอามาทำเป็นยาบ้าบอคอแตกอะไรทั้งสิ้น
- คนที่เคารพตนเอง ถ้าจะเอาต้นไม้ในป่ามาใช้ ก็ต้องเลือกเอาเฉพาะกิ่งที่มันหักโค่นเท่านั้น ไม่ใช่ไปลักตัดต้นไม้ในป่า
- คนที่เคารพตนเองต้องไม่เผาป่าเพื่อบุกรุกหรือต้องไม่แผ้วถางป่าเพื่อบุกรุก
ทุกคนสามารถที่จะเคารพตนเองได้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะยากดีมีจนอย่างไร และพึงระลึกเสมอว่า ความยากจนนั้นสามารถที่จะแก้ไขให้หายยากจนได้ ถ้าหากมีความพยายาม หมั่นเพียร ไม่ตั้งในความประมาท นั่นคือไม่ตั้งอยู่ในสิ่งที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม ไม่เคยมีคนขยันและเอาจริงที่อดตาย และที่สำคัญที่สุด ต้องให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีข้อยกเว้น และต้องมีกฎหมายที่ควบคุมการผูกขาด และกฎหมายที่ควบคุมไม่ให้มีการถือครองที่ดินที่มากเกินไป นั่นคือระดับร้อยไร่ มันก็น่าที่จะพอแล้ว”

http://www.tvburabha.com/invisionboard/upload/lofiversion/index.php?t12657.html และดูการอภิปรายกันถึง 476 ความเห็นได้ ที่ http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25985

ท่านบก.ประชาไท

ท่านบก.ประชาไท กรุณานำเอาการแลกเปลี่ยนที่ซ้ำซากออกไปจากเว็บบ้างนะครับ

มีความรู้ไว้เอาชนะผู้อื่นนั้น

มีความรู้ไว้เอาชนะผู้อื่นนั้น มันไม่น่าจะดี
เรื่องราวที่เขาว่าไว้ 2 ข 3 ตอนนั้น มันเป็นความพึ่งพอใจ(ความสุข)ของชุมชน ที่เป็นรากฐานของสังคมแล้ว
อย่าเอาชนะด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ทำลายชุมชน และลากยาวไปถึงสังคม

พูดกันมากเหลือเกินว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" หรือเป็นเพียงแค่ วาทกรรม อำพราง ของท่านที่มีความรู้ทั้งหลาย

เมื่อมีใครนำเสนอข้อเห็นเกี่ยว

เมื่อมีใครนำเสนอข้อเห็นเกี่ยวกับโฉนดชุมชน ผมก็จะนำมา post ไว้เพื่อให้มองต่างมุมบ้าง กรุณาอย่ามีความคิดแบบเผด็จการเลยครับ หรือต้องการจะปิดปากไม่ให้มีคนเห็นต่าง เราควรเป็นประชาธิปไตยนะครับ

??

?? โปรดเขียนให้ชัดเจนอีกนิดครับ

ผมเขียนให้ชัดเจนเลยนะ

ผมเขียนให้ชัดเจนเลยนะ ท่านด๊อกเตอร์โสภณนี่เรียกได้เลยว่า ดื้อจัด คือโรคจิตชนิดหนึ่ง ที่เอาข้อเขียนแห่งความรู้สึกมาลงบ่อยๆ คือมันรู้สึกบอกไม่ถูกเมื่ออ่านข้อเขียนนี้ คล้ายๆกับว่าอยากขี้แต่มันขี้ไม่ออก ลงครั้งเดียวก็ถกเถียงกันมากพอแล้วนะ ก็ยังเอามาลงอีก เดิมๆ แล้วท่านก็ตอบกลับมาว่า มีเหตุผลหน่อย ชัดเจนหน่อยซิ..อย่านอกเรื่องเดี๋ยวถกกันไม่ออก อยากจะบ้าตายแล้วเนี่ย เป็นข้อเขียนที่มีความรู้สึกจริงๆครับ

ต้องขอโทษเจ้าของบทความและผู้อ

ต้องขอโทษเจ้าของบทความและผู้อ่านทุกท่าน

ผมอยากจะบอกกับญาติมิตรคุณโสภณว่า
พวกคุณน่าจะพาคุณโสภณไปพบจิตแพทย์ได้แล้ว
อย่าอาย เพราะมันเข้าข่ายบ้าแล้วนะนี่

ถ้าพวกคุณยังหวังดีกับคุณโสภณอยู่น่ะนะ

ว่ารำคาญไอ้พวก

ว่ารำคาญไอ้พวก องค์กรพัฒนาเอกชน(อพช.)ที่เอะอะก็อ้างชุมชนแล้วนะ
ก็ให้มารำคาญไอ้โสภณอีกเหมือนกันที่มึงก็อ้างแต่ชาติพ่อชาติแม่ง
มึงต้องยอมรับปัญหาการถือครองและการจัดการที่ดินที่ไม่เป็นธรรมก่อนซิวะ
ไม่ใช่แม่งใครมีทุนมากเอาที่ดินไปมาก ใครมีอำนาจมากเอาที่ดินไปมาก
ที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของสังคม มึงต้องเอาสังคมส่วรวมเป็นตัวตั้ง
จัดการที่ดินให้เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และคิดถึงอนาคต
ดังนั้น มันต้องมีทั้งสิทธิชุมชน(ไม่ใช่กรรมสิทธิ์) มีทั้งกรรมสิทธิ์เอกชน และต้องมี่ทั้งสิทธิ์ของรัฐ
ที่ดินสาธารณะของชุมชน ชุมชนก็ควรได้รับสิทธิการใช้(ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์)
คือมึงต้องวิจารณ์โฉนดชุมชนของประชาธิปัตย์ว่ามันหลอกลวงอย่างไรสิ
แต่มึงก็เลี่ยงปัญหาการกระจุกตัวการถือครองที่ดิน แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา
แน่จริง มึงตอบมาซิ ใครในประเทศไทยมันถือครองที่ดินมากที่สุด ไม่เสียภาษีแม้แต่ซักบาท
ทั้งๆที่ตระกูลไพรทาสทั้งหลายมันก็เป็นกำลังหลักในการต่อสู้ พลิกผืนแผ่นดินจากป่าพงให้เป็นทุ่งนา
ไม่ใช่ตระกูลแม่งตระกูลเดียวที่ไหน