ปฏิรูป ปฏิเลื้อย ปฏิไหล

อำนาจสมัยใหม่ไม่ได้อาศัยเฉพาะปากกระบอกปืนและกฎหมายล้าหลัง หากแต่หมายรวมถึงความรู้ในเรื่องต่างๆ อย่างสำคัญ โดยนอกจากการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจเป็นที่ปรึกษาใน ลักษณะ “เทคโนแครต” รวมทั้งการให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีในยามปกติ รัฐไทยยังมักอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในการบริหารอำนาจในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะยุ่งเหยิง โดยนอกจากสภานิติบัญญัติที่คณะรัฐประหารมักตั้งขึ้นภายหลังการยึดอำนาจ การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันภายหลังการสลายการชุมนุมวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างหนึ่งของการบริหารอำนาจสมัยใหม่ในสภาวะไม่ปกติที่อาศัยความรู้ ควบคู่ไปกับปากกระบอกปืนและกฎหมายล้าหลังดังที่ว่านี้

 

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ประกอบด้วยคณะกรรมการ 19 คน โดย 13 คนเป็นนักวิชาการอาวุโสและมีชื่อเสียง ขณะที่ 6 คนที่เหลือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงต่างๆ ส่วนคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศมีนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน ประกอบด้วยคณะกรรมการ 27 คน แม้จะมีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาเพียง 3 คน แต่ที่เหลืออีก 24 คนก็ล้วนเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตและเผยแพร่ความรู้และความคิดเห็นในที่สาธารณะมา อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ คณะกรรมการทั้งสองชุดยังปวารณาตัวเป็นกลไกในการระดม จัดระเบียบ และสังเคราะห์ปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะจากฝ่ายต่างๆ ผ่านการจัดสมัชชาและการประชุม ให้อยู่ในรูปของข้อมูลหรือความรู้เพื่อส่งผ่านไปยังรัฐบาลเพื่อดำเนินการ พิจารณาและนำไปปฏิบัติต่อไป คณะกรรมการทั้งสองชุดนี้จึงเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและเผยแพร่ความ รู้โดยตรง ทั้งในแง่ของสถานภาพเดิมและพันธกิจเฉพาะกรณีนี้ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล

 

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการทั้งสองชุดแยกกิจกรรมเกี่ยวกับข้อมูลและความรู้ของพวกตนออกจาก อำนาจรัฐอย่างเด็ดขาด นายอานันท์กล่าวว่าคณะกรรมการมีอิสระทางความคิดและไม่อยู่ใต้อิทธิพลของ รัฐบาล คณะกรรมการในชุดของตนตนเป็นผู้เลือก ไม่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี นายแพทย์ประเวศยืนยันว่ากิจกรรมของคณะกรรมการไม่ได้เป็นเรื่องของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของ “สังคม” และ “ภาควิชาการ” ในการแก้ปัญหา ซึ่งลำพังแต่อำนาจรัฐไม่สามารถแก้ได้ คณะกรรมการสายนักวิชาการเช่นศาสตราจารย์นิธิเดินสายให้สัมภาษณ์รายการ โทรทัศน์และเขียนตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ “สังคม” จะต้องเข้ามามีบทบาทในการปฏิรูปประเทศไทยที่ว่านี้ รวมความก็คือมีแต่ความรู้ที่มีฐานในวงกว้างและเป็นอิสระจากอำนาจรัฐเท่านั้น ที่จะช่วยให้ประเทศไทยฝ่าวิกฤติครั้งนี้ได้

 

การแยกกิจกรรมเกี่ยวกับความรู้ออกจากอำนาจเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะคณะกรรมการทั้งสองชุดถูกผลิตขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อรองรับการบริหาร อำนาจในสภาวการณ์ไม่ปกติ ความรู้ที่คณะกรรมการเหล่านี้ผลิตขึ้นจึงทั้งสะท้อนและตอกย้ำอำนาจดังกล่าว นี้ในเวลาเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลชุดปัจจุบันถูกตั้งขึ้นภายใต้ข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ยังประโยชน์ ให้กับสถาบันจำนวนหนึ่ง ความรู้ที่คณะกรรมการเหล่านี้ผลิตขึ้นจึงสอดคล้องกับอำนาจและผลประโยชน์ของ สถาบันเหล่านี้ นายอานันท์กล่าวว่าคณะกรรมการจะดำเนินการปฏิรูปอย่างรอบด้านยกเว้นทหารโดย อ้างว่านั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล การผ่าตัดใหญ่ประเทศไทยที่เขาเปรียบเปรยให้กับการทำงานของคณะกรรมการก็ไม่ ได้ระบุถึงการปฏิรูประบบศาลและกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรม วัตถุประสงค์ข้อสร้างความยุติธรรมและการกระจายอำนาจถูกลดทอนให้เป็นเพียง เรื่องสิทธิและอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ (ซึ่งเป็นปัญหาที่มีการกล่าวถึงมานานแล้วและคณะกรรมการก็ไม่ได้มีวิธีการ ใหม่ที่จะช่วยให้การคลี่คลายปัญหามีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ดังกรณีการจัดเวทีระดมความเห็นครั้งแรกวันที่ 17 ตุลาคม นี้ที่ชื่อ “จัดสรรอำนาจใหม่เพื่อทรัพยากรไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นการให้ตัวแทนกลุ่มปัญหาทรัพยากรต่างๆ มาแสดงความคิดเห็นเป็นหลัก แต่ไม่ชัดเจนว่าจะนำข้อมูลหรือความรู้ที่ได้นี้ไปดำเนินการอย่างไรต่อ) ขณะที่วิกฤติทางการเมืองซึ่งมีกองทัพและระบบศาลเป็นองค์ประกอบหลักกลับไม่ ได้รับความสนใจจากคณะกรรมการ เพราะสถาบันทั้งสองเป็นตัวละครสำคัญในข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ผลิตคณะ กรรมการทั้งสองชุดนี้ขึ้นมา

 

ขณะเดียวกัน การที่คณะกรรมการเรียกร้องให้ “สังคม” เข้ามามีบทบาทในกระบวนการปฏิรูปในแง่หนึ่งคือการกลบเกลื่อนสายสัมพันธ์ ระหว่างคณะกรรมการกับรัฐ เพราะการหมายความ “สังคม” อย่างหยาบๆ ให้เป็นขั้วตรงข้ามกับรัฐโดยเอาตัวเองไปผูกอยู่ด้วยชวนให้เชื่อว่าคณะ กรรมการเป็นคู่กรณีกับรัฐ ซึ่งไม่จริง องค์กรกึ่งรัฐด้านสุขภาพซึ่งมีใจกลางอยู่ที่นายแพทย์ประเวศทำหน้าที่เป็น กำลังหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปนี้ ขณะที่แหล่งทุนกึ่งรัฐเช่นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนก็มีบทบาทอย่างสำคัญในการ จัดสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยโดยอาศัยเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนซึ่งอยู่ภายใต้การ อุปถัมภ์ของสถาบันฯ การอาศัยคำว่า “สังคม” อย่างมักง่ายจึงเป็นกลวิธีกลบเกลื่อนความเกี่ยวพันกับรัฐบาลของคณะกรรมการ ทั้งสองชุดนี้

 

นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการอ้างว่าดำเนินกิจกรรมในลักษณะให้ “สังคม” เข้ามามีส่วนร่วม ทว่าการที่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่คือบุคคลและกลุ่มในเครือข่ายของคณะกรรมการ ก็ทำให้ดูประหนึ่งว่าบุคคลและกลุ่มเหล่านี้คือ “สังคม” ซึ่งไม่จริง เพราะนอกจาก “สังคม” ในความหมายที่เป็นองค์รวมไม่มีอยู่จริง บุคคลหรือกลุ่มใดๆ ก็ตามคือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งแห่งที่ในข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจซึ่งมักมี ลักษณะไม่เท่าเทียม การเคลื่อนไหวของพวกเขาจึงมีเป้าหมายเพื่อจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ ไม่เกี่ยวอะไรกับเจตจำนงของ “สังคม” โดยรวม ขณะที่การที่ผู้เข้าร่วมกระจุกตัวอยู่ในเครือข่ายของคณะกรรมการ ก็ยังผลให้บุคคลและกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพวกที่เห็นต่างจากรัฐบาลและตระหนักในความเป็นร่างทรง ของอำนาจของคณะกรรมการ ถูกกันออกไปโดยปริยาย ไม่ปรากฏกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งในคณะกรรมการและตัวแทนกลุ่มต่างๆ ที่เข้าร่วมกระบวนการปฏิรูป

 

คณะกรรมการปฏิรูปจึงเป็นภาคปฏิบัติการของอำนาจรัฐที่อาศัยความรู้เป็น เครื่องมือหลัก แต่ความรู้ที่ผลิตขึ้นก็ไม่มีอะไรใหม่และไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอะไรนอก จากเสริมข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจเก่าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันการที่ใครต่อใครต่างก็รู้ทันว่าคณะกรรมการเป็นร่างทรงอำนาจชุดใด ก็ส่งผลให้คณะกรรมการไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากนัก นายอานันท์กล่าวว่าผ่านมา 3 เดือนการทำงานยังไม่ค่อยมีความคืบหน้า ขณะที่คณะกรรมการโดยเฉพาะสายวิชาการก็ต้องอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการให้ สัมภาษณ์นักข่าวและการเขียนเพื่ออธิบายสาเหตุที่พวกตนเข้าร่วมกระบวนการ ปฏิรูป มากกว่าจะชี้ให้เห็นอย่างหนักแน่นมั่นคงว่าการปฏิรูปครั้งนี้สำคัญและจำเป็น อย่างไร จะช่วยพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้อย่างไรอย่างเป็นระเบียบแบบแผน แทนที่จะพูดถึงการปฏิรูป หลายคนก็กลายเป็นพวกปฏิเลื้อยปฏิไหลไปเรื่อยอย่างน่าอนาถใจ

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์