บ.จอร์จี้ ยังไม่จ่ายเงินตาม ม.75 ให้พนักงาน หลังครบ 15 วัน

หลังประกาศ ม.75 ติดต่อกัน 2 เดือนอ้างสภาพเศรษฐกิจแย่ ล่าสุด บ.จอร์จี้ ยังไม่จ่ายเงินตาม ม.75 ให้คนงาน หลังครบ 15 วันที่พนักงานตรวจแรงงานสั่งให้บริษัทจ่ายเงินให้พนักงาน

18 ก.ค. 2558 สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอและตัดเย็บเสื้อผ้าสัมพันธ์เปิดเผยว่าหลังจากที่ บริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด ได้ประกาศหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เมื่อต้นเดือน มิ.ย. และประกาศใช้ ม.75 ต่อไปอีกหนึ่งเดือน (8 ก.ค. - 7 ส.ค. 2558) นั้น

ต่อมากลุ่มพนักงานที่ถูกประกาศให้หยุดงานชั่วคราวกลับไม่ได้รับเงินตาม ม.75 จึงได้เขียนคำร้องถึงสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่แล้วเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมาเพื่อที่จะเรียกผู้บริหารบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู เข้ามาชี้แจงเหตุผล จากนั้นพนักงานตรวจแรงงานออกคำสั่งให้บริษัทจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. เป็นต้นมา ซึ่งครบ 15 วัน เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมาแล้วนั้น แต่ปรากฏว่าทางสหภาพแรงงานแจ้งว่าบริษัทก็ยังไม่จ่ายเงินให้กับพนักงานแต่อย่างใด

ซึ่งทางสหภาพแรงงานได้ระบุว่าขณะนี้กลุ่มพนักงานที่ไม่ได้เข้าทำงานและไม่ได้รับเงินตาม ม.75 นั้น ประกอบกับข่าวลือที่ว่าโรงงานจะปิดกิจการแล้วย้ายไปที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ทำให้มีรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิตการทำงาน รวมทั้งพบกับความยากลำบากในการดำรงชีวิตเป็นอย่างยิ่งในสภาพเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน ซึ่งในวันจันทร์นี้ (20 ก.ค.) ทางสหภาพแรงงานจะไปร้องเรียนยังสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อความเป็นธรรมแก่พนักงาน

 

เกี่ยวกับมาตรา 75 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 กำหนดว่า  “ ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างจนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัยต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำการ”               

หลักเกณฑ์ที่ต้องนำมาใช้เกี่ยวกับการหยุดกิจการชั่วคราว คือ

-   มีเหตุจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว

เหตุจำเป็น เช่น ประสบปัญหาด้านการเงิน การตลาด คำสั่งซื้อสินค้าลดลงมาก คำสั่งผลิตลดลง   ทำให้กระบวนการผลิตได้รับผลกระทบ หรือลดลง เป็นต้น หยุดกิจการชั่วคราว คือ การกำหนดวันหยุดปิดกิจการเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่งช่วงใด หรือหลายช่วงต่อเนื่องกัน 

-   การหยุดกิจการนั้นมิได้เกิดจากเหตุสุดวิสัย

คำว่า “เหตุสุดวิสัย”หมายความว่า เหตุใด ๆ ที่เกิดขึ้นอันเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ ทั้งจากผู้ประสบภัยเองหรือบุคคลใกล้เคียง แม้จะได้ระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในสภาวะเช่นนั้น อาทิเช่น  น้ำท่วม พายุเข้าแผ่นดินไหว ซึ่งนายจ้างไม่สามารถเตรียมการป้องกันล่วงหน้าได้ ทำให้บริษัท โรงงาน หรือสถานประกอบการได้รับความเสียหายและต้องปิดปรับปรุง ซ่อมแซม หรือเป็นเหตุให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ   ถือว่า เป็นสาเหตุมาจากเหตุสุดวิสัยที่นายจ้างไม่อาจป้องกันได้ เหตุที่ต้องให้ลูกจ้างหยุดงานด้วยเหตุสุดวิสัย นายจ้างจึงไม่จำต้องจ่ายค่าจ้าง เพราะถือว่าการจ่ายค่าจ้างด้งกล่าวตกเป็นเหตุพ้นวิสัยเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างในระหว่างปิดกิจการ

-   หยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วน

หากเข้าองค์ประกอบเหตุที่ต้องหยุด นายจ้างสามารถกำหนดให้หยุดได้ แม้บางส่วน เช่น บางฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ เฉพาะฝ่ายผลิต หรือเฉพาะในส่วนออฟฟิศ หรือ ทั้งหมด ทั้งโรงงาน ก็ได้

-   จ่ายค่าจ้างตลอดเวลาที่ปิดกิจการไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้างปกติที่ลูกจ้างได้รับก่อนปิดกิจการชั่วคราว

ก่อนปิดกิจการ ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเท่าใด ให้คำนวณจ่ายในอัตราร้อยละ 75 ของค่าจ้าง ตลอดเวลาที่ให้ลูกจ้างหยุด ไม่ว่าพนักงานรายวันหรือรายเดือน  โดยสามารถคำนวณได้ตามประเภทของลูกจ้าง

-   แจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าก่อนวันเริ่มหยุดกิจการไม่น้อยกว่าสามวันทำการ

การแจ้ง ต้องทำเป็นหนังสือ ระบุเหตุจำเป็น ผลกระทบ จำนวนลูกจ้างหรือ ฝ่าย หรือทั้งหมด ที่ต้องการให้หยุด กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนชัดเจน ระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุด แจ้งให้ลูกจ้างทราบ อาจเป็นประกาศและส่งสำเนาให้ หรือให้ลงชื่อรับทราบก็ได้ และต้องส่งให้พนักงานตรวจแรงงานพื้นที่ หรือพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่าสามวันทำการ ก่อนเริ่มหยุดหรือปิดกิจการ