Skip to main content
sharethis

พชร เพื่อไทย ชี้ที่ผ่านมารัฐบาลประยุทธ์บริหารนโยบายพลังงานผิดพลาด ส่งผลราคาไฟฟ้าพุ่งสูง กระทบต้นทุนการผลิตสินค้าและค่าครองชีพจนพุ่งสูงทำประชาชนอยู่ลำบาก แนะแนวทางปรับแก้โครงสร้างราคาไฟฟ้าและพลังงาน เร่งเจรจาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

14 ก.คง2565 ทีมสื่อพรรคเพื่อไทยรายงานว่า พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการบริหาร และ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงประเด็นการปรับขึ้นราคาค่าไฟฟ้าจากหน่วยละ 4 บาท ขึ้นเป็นหน่วยละ 5 บาทหรือสูงกว่านั้น ในงวดเดือนกันยายน เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างมาก การขึ้นราคาค่าไฟฟ้ากว่า 25% จะเป็นภาระที่หนักอึ้งให้กับประชาชนที่แบกรับค่าใช้จ่ายและแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงอยู่แล้วให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก อุตสาหกรรมก็ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงมากขึ้น ต้นทุนสินค้ายิ่งสูงขึ้น และต้องขึ้นราคาสินค้าและบริการอีก ซึ่งจะยิ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อที่สูงอยู่แล้วจากเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเงินเฟ้อสูงถึง 7.66% จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีกมาก นอกจากนี้การเพิ่มค่าไฟฟ้าสูงขนาดนั้นจะทำลายความสามารถแข่งขันของประเทศไทยเพราะจะเพิ่มต้นทุนค่าไฟฟ้าไปอีกมาก ทำให้การค้าการลงทุนจะยิ่งทรุดหนัก จึงอยากเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์เข้ามาแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าที่กำลังจะพุ่งสูงนี้โดยด่วน

เตือนค่าไฟพุ่ง 5 บาท ฉุดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทรุดยาวถึงปีหน้า

พชรให้ข้อมูลต่อว่า การผลิตไฟฟ้าของไทยผลิตจากก๊าซธรรมชาติถึงกว่า 60% โดยก๊าซธรรมชาติท่ีไทยขุดและผลิตได้เองลดลงเหลือ 65% มีการนำเข้า 35% โดยนำเข้าจากเมียนมาร์ 17% และ นำเข้าก๊าซ LNG 18% โดยราคาก๊าซ LNG ได้พุ่งสูงขึ้นมาก ถึง 30 เหรียญสหรัฐผลมาจากสงครามรัสเซียยูเครน จึงทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น การที่ไทยผลิตก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ่าวไทยได้น้อยลงนี้ เกิดจากปัญหาความขัดแย้งของผู้ประมูลสัมปทานรายใหม่กับผู้ได้รับสัมปทานรายเดิม ในเรื่องการรื้อถอนแท่นขุดเจาะเมื่อหมดสัญญาสัมปทานโดยต่างฝ่ายต่างเกี่ยงกัน เพราะค่าใช้จ่ายรื้อถอนจะสูงมาก และอาจเสี่ยงมีเรื่องฟ้องร้องได้อีก

พชรกล่าวต่อว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นสาเหตุมาจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาล ทำให้มีปัญหาไม่สามารถนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาได้มากเท่าที่ควร ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาสูงมากในปริมาณที่มากขึ้น ทำให้การผลิตไฟฟ้าต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นมาก ซึ่งพลเอกประยุทธ์ควรจะต้องหาข้อยุติข้อพิพาทในเรื่องนี้โดยเร็ว เพื่อจะได้มีการนำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีราคาถูกกว่าขึ้นมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้เพื่อลดต้นทุน นอกจากนี้พลเอกประยุทธ์ควรจะเร่งเจรจาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชาเพื่อนำก๊าซธรรมชาติที่มีราคาถูกขึ้นมาใช้แทนการนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาแพงเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ราคาค่าไฟฟ้าถูกลงได้อีก และยังสามารถแยกก๊าซเพื่อนำวัตถุดิบป้อนเข้าธุรกิจปิโตรเคมีได้ด้วย

เขาระบุอีกว่า ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการสูงถึงกว่า 50% ซึ่งทำให้ ไทยต้องจ่ายค่าความพร้อมให้กับโรงงานผลิตไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้วแต่ไม่ได้จ่ายไฟฟ้าเพราะผลิตเกินความต้องการ ซึ่งค่าความพร้อมนี้รวมอยู่ในค่า FT ของค่าไฟฟ้าด้วย และแม้จะมีการผลิตล้นเกิน แต่รัฐบาลก็ยังคงให้ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ค่าความพร้อมเพิ่มสูงขึ้นมาก ดังนั้นพลเอกประยุทธ์จึงต้องหยุดให้ใบอนุญาตการผลิตไฟฟ้าได้แล้ว และต้องเจรจาลดค่าความพร้อมลง เพื่อลดราคาค่าไฟฟ้าให้ลดลงมาได้

“ในภาวะที่ของแพงทั้งแผ่นดิน ทั้งน้ำมันแพงจากราคาน้ำมันดิบ ซ้ำเติมด้วยค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่พุ่งสูง ราคาก๊าซหุงต้มแพงเพราะก๊าซที่ผลิตได้ถูกนำไปใช้ทำปิโตรเคมี และ ค่าไฟฟ้าแพงจากการต้องนำเข้าก๊าซ LNG เข้ามานี้ พลเอกประยุทธ์จะต้องรู้ถึงสาเหตุและโครงสร้างราคาเพื่อหาทางแก้ไขให้ถูกทาง อย่าปล่อยให้บริษัทพลังงานเอาเปรียบ หรืออาจต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทพลังงาน และตนเองก็ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องพลังงานที่เป็นเรื่องซับซ้อน หากแก้ไขไม่เป็นหรือแก้ไขไม่ได้ก็ไม่ควรจะบริหารประเทศต่อไปแล้ว เพราะประชาชนจะยิ่งลำบากจากราคาพลังงานที่แพงและจะส่งผลให้ข้าวของแพงขึ้นไปอีก หากพลเอกประยุทธ์มีวิสัยทัศน์ที่ดีจริงต้องมองออกแล้วว่าตนเองไปไม่ไหวและควรจะต้องออกไปได้แล้ว เพราะปัญหาปัจจุบันเกินมือ และ เกินความรู้ความสามารถของพลเอกประยุทธ์แล้ว รีบเปลี่ยนแปลงและอย่ารอปล่อยให้ประเทศไทยกลายเป็นเหมือนศรีลังกาเลย เพราะประเทศจะล้มละลายและจะสายเกินแก้” พชรกล่าวทิ้งท้าย

สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง Facebook, X/Twitter, Instagram, YouTube, TikTok หรือสั่งซื้อสินค้าประชาไท ได้ที่ https://shop.prachataistore.net