มาครง ประกาศยุบสภาฯ และให้มีการเลือกตั้งใหม่ หลังแพ้พรรคขวาจัดของ มารีน เลอเปน ในสนามเลือกตั้งสภายุโรป นักวิเคราะห์ร่วมประเมิน ทำไมยุบสภาฯ ขณะเสียเปรียบตอนเลือกตั้ง
10 มิ.ย. 2567 เว็บไซต์ ‘ไทยพีบีเอส’ รายงานวันนี้ (10 มิ.ย.) เอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ โดยรอบแรกในวันที่ 30 มิ.ย. 2567 และเลือกตั้งรอบ 2 ในวันที่ 7 ก.ค. 2567 ซึ่งท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้น หลังการสำรวจหน้าคูหาการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรป โดยกลุ่มการเมืองขวาจัด หรือพรรคเนชันนัลแรลลี (National Rally - RN) นำโดย มารีน เลอเปน (Marine Le Pen) ได้คะแนนนำโด่ง ทิ้งห่างพรรคเรอเนซองส์ สายกลางของมาครง กว่าเท่าตัว
สำหรับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภายุโรปอย่างไม่เป็นทางการ พรรคเรอเนซองส์ของมาครง ได้คะแนนเพียง 15.2 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับพรรคของเลอเปน คว้าไปถึง 31.5 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ นี่ไม่ได้เป็นกระแสที่เกิดขึ้นเฉพาะในฝรั่งเศส แต่อีกหลายประเทศเผชิญสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน โดยผลสำรวจหน้าคูหาชี้ว่าประชาชนส่วนมากหันไปเลือกกลุ่มการเมืองขวาจัดเพื่อเข้าไปเป็นตัวแทนในสภายุโรปการเลือกตั้งสภายุโรป
โอลัฟ ช็อลทซ์ (Olaf Scholz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เผชิญความท้าทายไม่ต่างกัน หลังผลคะแนนชี้ว่าพรรคโซเชียลเดโมแครต (Social Democrats) เสียคะแนนให้พรรคอัลเทอเนทีฟ ฟอร์ เยอรมนี (Alternative for Germany หรือ AfD) พรรคขวาจัดที่มาแรงในเยอรมนี เช่นกัน
ขั้วการเมืองขวาจัด คว้าที่นั่งสภายุโรปเพิ่ม
ภาพรวมเบื้องต้นพบว่า ขั้วการเมืองขวากลางยังครองเสียงข้างมากในสภายุโรปต่อไป โดยน่าจะได้ 189 ที่นั่ง จากทั้งหมด 720 ที่นั่งในสภายุโรป แต่กรณีแนวร่วมการเมืองฝ่ายขวาได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้น อาจทำให้การออกนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคงเกิดความล่าช้า และชะงักงันมากขึ้นในอนาคต
สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรป จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-9 มิ.ย. 2567 ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 373 ล้านคน ผลการเลือกตั้งจะชี้ชะตาการออกนโยบายทั้งเชิงสิ่งแวดล้อม และการรับผู้อพยพ รวมถึงแนวทางความร่วมมือระหว่างรัฐว่าจะออกมาในรูปแบบของการร่วมมือกันมากขึ้น หรือจะพัฒนาไปสู่แนวทางที่แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับแนวคิดชาตินิยมมากขึ้น
ล่าสุด อาเล็กซันเดอร์ เดอ โกร (Alexander De Croo) นายกรัฐมนตรีเบลเยียม ประกาศลาออกหลังผลการเลือกตั้งเบื้องต้นชี้ว่า พรรคการเมืองขวาจัดได้คะแนนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งประชาชนในเบลเยียมไม่ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเฉพาะสมาชิกรัฐสภายุโรป แต่ยังลงคะแนนเลือกตั้งผู้แทนในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ
ยุบทำไมทั้งที่รู้ว่า 'อาจแพ้'
เว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ อ้างอิงรายงานของรอยเตอร์ส ซึ่งตั้งคำถามว่าทำไมมาครง อยากรีบให้มีการเลือกตั้งใหม่ ทั้งที่พรรคตัวเองอาจแพ้การเลือกตั้ง ทีนีโอ (Teneo) บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจและการสื่อสาร ตั้งข้อสังเกตว่า มาครงเรียกร้องการเลือกตั้งที่เขาอาจแพ้ เพราะเป้าหมายสูงสุดของเขาอาจเป็นการเลื่อนชัยชนะของพรรค RN ของเลอเปน มาให้เร็วขึ้น เพื่อเผยให้เห็นว่า พรรค RN ยังขาดประสบการณ์ในการเป็นรัฐบาล และทำให้ RN พ่ายแพ้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2570 (ค.ศ. 2027)
สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป (ECFR) กล่าวถึงการคำนวณการเลือกตั้งของมาครงในแถลงการณ์ว่า เป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น และมีความเสี่ยง
"เขาพยายามที่จะมีชีวิตที่สอง และหลีกเลี่ยงสถานะเป็ดง่อย แต่มันก็อาจนำไปสู่การบริหารรัฐบาลร่วมกัน (Cohabitation) ของมาครง-เลอเปน" ECFR ระบุ
ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรของฝรั่งเศส มี สส.จากพรรคเรอเนซองส์ของมาครง จำนวน 169 คน จากทั้งหมด 577 คน ส่วนพรรค RN มี 88 คน หาก RN เป็นเสียงข้างมากในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น มาครง จะยังคงมีอำนาจในการกำกับดูแลโดยตรงด้านการป้องกันประเทศ และนโยบายต่างประเทศ แต่เขาจะสูญเสียอำนาจในการกำหนดวาระประเทศตั้งแต่นโยบายด้านเศรษฐกิจไปจนถึงความมั่นคง หากพรรค RN สามารถชนะการเลือกตั้ง และเข้าสู่ช่วง Cohabitation หรือช่วงที่ประธานาธิบดีไม่ได้มาจากพรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภาฯ
สำหรับยุค ‘โคแฮบิเทชัน’ (Cohabitation) หรือช่วงที่ประธานาธิบดีอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ประธานาธิบดีจะต้องตั้งนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเสียงข้างมากจากสภาฯ และนายกรัฐมนตรีของพรรคเสียงข้างมาก จะกลายเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในประเทศของฝรั่งเศส
ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในช่วงปี 2540-2545 ที่ประธานาธิบดี ฌากส์ ชีรัก (Jacques Chirac) มีเสียง สส.น้อยกว่า และมีอำนาจรองจากนายกรัฐมนตรี ลียอแนล ฌ็อสแป็ง (Lionel Jospin)
ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการด้านกฎหมาย ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก เผยว่า กรณีของฝรั่งเศสนั้น มาครง จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจนถึงปี 2570 แม้ว่าจะเป็นคนประกาศยุบสภาฯ ส่วนในสภาฯ จะต้องมีการเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งมีโอกาสที่พรรคขวาจัดจะได้เสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ และได้เป็นนายกรัฐมนตรี
