Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเพิกถอนเขาคูหา จังหวัดสงขลา ออกจากการเป็นพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม


ที่มาภาพ: มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC)

เว็บไซต์มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2567 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ตัวแทนเครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา จำนวน 10 คน พร้อมด้วย น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า และน.ส.เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี เดินทางมารับฟังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

กรณีนายเอกชัย อิสระทะ กับพวกรวม 10 คน ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 1 คณะรัฐมนตรี ที่ 2 ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ 3 และบริษัท พีรพลมายนิ่ง จำกัด ที่ 4 ต่อศาลปกครองสงขลา ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2558 ซึ่งในเวลาต่อมาศาลปกครองสงขลา ได้ทำหนังสือสอบถามไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วจึงโอนคดีมายังศาลปกครองสูงสุด และศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้

โดยผู้ฟ้องคดีทั้ง 10 ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษา จำนวน 4 ข้อ ดังนี้

1.) เพิกถอนเขาคูหาออกจากการเป็นพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540

2.) ดำเนินการให้มีการฟื้นฟูเขาคูหา ตามแผนการฟื้นฟูเหมือง และให้ปรับสภาพพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม

3.) จัดตั้ง ‘กองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่เขาคูหา’ โดยให้มีตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เข้าเป็นกรรมการในการบริหารจัดการกองทุนร่วมด้วย

และ 4.) ให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1-3 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการจัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างจริงใจและจริงจัง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนเขาคูหาออกจากการเป็นพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 1 ต.ค. 2540 เฉพาะส่วนที่กำหนดให้เขาคูหาเป็นแหล่งหินอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (18 ก.ค. 2567) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

หลังรับฟังคำพิพากษาเครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหาฯ และทีมทนายความ CRC ต่างแสดงความยินดีต่อกันและกัน

โดย ครื้น บุญรัตน์ เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหาฯ และเป็นผู้ฟ้องคดีที่ 3 เปิดเผยว่า วันนี้รู้สึกโล่งและสบายใจมาก เนื่องจากตนและเครือข่ายต่อสู้เรื่องนี้มากว่า 15 ปี ทำงานด้วยความตั้งอกตั้งใจ ซึ่งตอนแรกๆ ก็คิดว่ามันจะไม่นาน คือ 3 เดือนก็น่าจะจบ แต่พอสู้กันจริงๆ พบว่ามันไม่ง่ายเลย ต้องดิ้นรน เดินขึ้นลงขึ้นศาล ต้องหาข้อมูล ทำทุกอย่าง

“ตอนนั้นถ้าให้ยกมือเราก็คงแพ้ชาวบ้านส่วนใหญ่ แต่เราสู้ด้วยข้อมูล มีหลักการและมีเหตุผล แต่ละอย่างที่เราทำมานานสิบกว่าปี วันนี้เราก็รู้สึกดีใจ ที่ศาลได้ตัดสินไปตามความเป็นจริงกับข้อมูลและเอกสาร รู้สึกถึงชัยชนะครับ” ลุงครื้นกล่าว

ด้าน เวศ จันทะสระ เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหาฯ และเป็นผู้ฟ้องคดีที่ 6 กล่าวว่า วันนี้ที่รอคอยมาตั้งแต่ปี 2552 ด้วยพ่อแม่พี่น้องชุมชนเขาคูหา พร้อมด้วยแกนนำก็ร่วมมือ ร่วมใจกัน จนกระทั่งวันนี้เวลากว่า 15 ปี และฟ้องคดีมา 9 ปี กว่าศาลจะตัดสิน มันจึงมีความสุขมากๆ เลย ซึ่งผลสุดท้ายเขาคูหาก็เป็นของประชาชน นี่คือความภาคภูมิใจ อนาคตแน่นอนที่สุดต้องมีการฟื้นฟู จะมีการดูแลและฟื้นฟูเขาคูหา โดยจะเอาเรื่องนี้ไปหารือกับพี่น้องว่า เราจะร่วมมือร่วมใจกัน เพราะแต่ก่อนมีความขัดแย้ง

“ต่อไปเราก็จะพูดได้เต็มปากว่าเขาคูหาเป็นของประชาชน เราต้องหันหน้าเข้ามาไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ ส่วนภาคประชาชนทุกส่วน ก็จะทำให้ตรงนั้นมันมีคุณค่าเพื่อลูกหลาน ซึ่งเราทำได้เต็มที่แล้ว ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทีมงานเครือข่ายสิทธิชุมชนเขาคูหา” ครูเวศ เผยความในใจ

นอกจากนี้ สุวรรณ อ่อนรักษ์ เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหาฯ อีกคน และเป็นผู้ฟ้องคดีที่ 7 ก็กล่าวว่า วันนี้เหมือนถูกปลดปล่อย ปลดปล่อยกับระยะเวลา 15 ปีกว่า กับกระบวนการฟ้องศาลปกครอง 9 ปี แต่ถ้าให้เล่าถึงตอนที่เดินทางมาฟังศาล มันรู้สึกตื่นเต้นและกังวล เพราะไม่รู้ว่าผลจะออกอย่างไร และอนาคตของเขาคูหาไม่รู้จะเป็นเช่นไร

แต่วันนี้ได้ฟังคำพิพากษาของศาล รู้สึกโล่งสบายใจ ดีใจแฮปปี้หมดเลย ขอบคุณพี่น้องที่ติดตามข่าวสารของพวกเรา กระบวนการหลังจากนี้อาจจะต้องชวนกันมานั่งคุย และคิดว่าประเด็นเขาคูหาจะนำไปสู่เรื่องของการจัดการแหล่งแร่หรือแหล่งหินทั้งประเทศกันอย่างไร เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องมาจากชุมชนจริงๆ

“วันนี้เห็นแล้วว่าความยุติธรรมที่ศาลมีให้กับชุมชน ยังมีอยู่และยังใช้ได้อยู่ และเขาลูกนี้กลับคืนไปเป็นของประชาชนจริงๆ ฟื้นฟูธรรมชาติได้จริงๆ วันนี้ดีใจมากขอบคุณทุกๆ คน ที่ส่งแรงใจมาให้พวกเรา”

ในส่วนของ น.ส.เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เปิดเผยว่าในคำพิพากษาระบุถึงสาเหตุที่ศาลสั่งเพิกถอน เนื่องจากในตอนที่ประกาศ คือเขาคูหา เป็นพื้นที่แหล่งน้ำซับซึมตามมาตรา 6 กฎหมายแร่เก่า (ปี 2510) ซึ่งตอนนี้มันก็กลายเป็นมาตรา 17 (พ.ร.บ.แร่ ปี 2560) ที่เป็นเรื่องแหล่งน้ำซับซึม ซึ่งพื้นที่แหล่งน้ำซับซึม ก็คือพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และเขาคูหา ถูกประกาศเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 บี การจะทำเหมืองแร่หรืออะไรก็ต้องมี ขออนุญาตต่อกระทรวงทรัพยากรฯ จึงจะทำเหมืองได้ ซึ่งในตอนนั้น ตอนที่คัดเลือกเขาคูหาก็ไม่ได้มีการประกาศเหตุผล

“ปกติถ้าเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 มันไม่สามารถที่จะขอทำเหมืองแร่ได้โดยตรง ต้องเป็นการได้รับอนุญาตจึงจะทำได้ เพราะว่าเป็นพื้นที่ที่มันอุดมอุดมสมบูรณ์” เฉลิมศรี กล่าว

ทนายเฉลิมศรี ยังให้ข้อมูลด้วยว่า ศาลก็เลยมองว่า เขานี้มันเป็นพื้นที่น้ำซับน้ำซึมและพื้นที่ตรงนี้ได้ถูกประกาศเป็น พื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้น 1 บี ด้วย ซึ่งถ้าตามกฎหมาย พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 มันจะต้องมีการขออนุญาตที่รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ ว่าจะทำเหมืองแร่ต้องขอใช้พื้นที่พิเศษ

“เขาคูหาจะมีคลองเคียนไหลลอดผ่านออกมา ก็คือมีน้ำจากใต้เขา แล้วก็ในเขามันก็จะมีลำเหมืองย่อยเล็กๆ อีกประมาณ 5 สายที่ไหลออกมา”

นอกจากนี้ศาลยังมองว่า หลังจากที่มีการทำเหมืองแร่หยุดไปแล้ว ภูเขาก็มีการฟื้นฟูตัวเอง แล้วก็ตอนนี้ประชาชนได้เข้าไปอาศัยอยู่รอบเขาจำนวนมากมันก็อาจจะเกิดความเดือดร้อน รวมทั้งปัจจุบันไม่มีความจำเป็นแล้วก็เลยสั่งเพิกถอนเขาคูหา

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง