Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นายกฯ เซ็นลงนามตั้ง คกก.แก้ปัญหาพีมูฟแล้ว ‘สุริยะ’ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมนัดแรกตั้งอนุกรรมการฯ 24 ต.ค. 2567 ด้านข้อเรียกร้องของ 'เครือข่ายชาวเล' ยังไร้ความคืบหน้า

 

23 ต.ค. 2567 เว็บไซต์ดิแอ็กทีฟ (The Active) และสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (Green News) รายงานวานนี้ (22 ต.ค.) ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ เปิดเผยว่า แพทองธาร ชินวัตร นายรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาพีมูฟแล้ว หลังกลุ่มพีมูฟที่ปักหลักข้างทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว 15 วัน

สัดส่วนของคณะกรรมการฯ  

1.ประธานคณะกรรมการฯ

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

2.รองประธานคณะกรรมการฯ

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและสังคม (DES)

3. กรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการ 6 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดของทั้ง 6 กระทรวง และตัวแทนพีมูฟ 20 คน

พีมูฟ เผยด้วยว่า การประชุมนัดแรกจะเริ่มวันที่ 24 ต.ค. 2567 โดยมีวาระสำคัญเพื่อแต่งตั้งอนุกรรมการจำนวน 8 คณะกรรมการ เพื่อแก้ไขปัญหาของพีมูฟในแต่ละด้าน และหากการประชุมไปได้ด้วยดี แต่งตั้งอนุกรรมการสำเร็จ กำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจน พีมูฟอาจเดินทางกลับตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.นี้เลย หรือว่าวันที่ 25 ต.ค.นี้

ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะตอบสนองข้อเรียกร้องขอพีมูฟบางส่วน แต่อย่างไรก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลประชุมวันที่ 24 ต.ค.นี้ว่าจะสามารถตั้งอนุกรรมการฯ ได้หรือไม่

ด้าน ‘วิทวัส เทพสง’ ตัวแทนพีมูฟกล่าวหลังการพูดคุยกับ ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาพีมูฟ ยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ที่เดินทางมาพบปะพูดคุยและให้กำลังใจกับพีมูฟในช่วงบ่ายเมื่อ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา

"สำหรับข้อเรียกร้อง 'เครือข่ายชาวเลอันดามัน' ที่ให้รัฐบาลมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล และชาวกะเหรี่ยง ยังคงไม่มีความคืบหน้า เราจะทวงถามความชัดเจนจาก สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในการประชุมวันพฤหัสฯ นี้ หากยังคงไม่มีความคืบหน้า ตัวแทนจากเครือข่ายชาวเลยืนยันว่าจะยังคงปักหลักชุมนุมหน้าสำนักงาน ก.พ.ร.ต่อไป" วิทวัส เปิดเผยเพิ่มเติม

ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักกิจกรรมการเมือง ให้สัมภาษณ์หลังเข้าร่วมวงเสวนา ระบุว่า วันนี้เธอมานั่งคุยกับผู้ชุมนุม ทำให้เห็นว่าข้อเรียกร้องเชิงนโยบายทั้ง 10 ด้านของพีมูฟ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทุกคน และเธอคิดว่าเรื่องนี้สำเร็จได้ ต้องอาศัยความกล้าหาญของรัฐบาล 

"ณ ตอนนี้อยากฝากถึงรัฐบาลแพทองธาร ให้ลงมารับฟังปัญหาของพี่น้องอย่างจริงจัง และมีความกล้าหาญมากพอที่จะขุดให้ถึงรากของทุกปัญหา ทุกปัญหาจะได้จบ ถ้าเราแก้ที่โครงสร้าง" ภัสราวลี กล่าว 

ทั้งนี้ พีมูฟ เดินทางมาปักหลักชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 ต.ค. เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน (23 ต.ค.) รวมระยะเวลา 17 วัน โดยมีข้อเรียกร้องทั้งหมด 3 ข้อ ประกอบด้วย

1. ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ เพื่อเป็นกลไกในการกำกับ เร่งรัด และติดตาม โดยมีสัดส่วนทั้งฝ่ายรัฐบาล ข้าราชการประจำ และพีมูฟ 

2. เมื่อได้กลไกคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว จะต้องมีการเปิดประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2567 เพื่อหารือถึงหลักการและแนวทางในการแก้ไขปัญหา กรณีปัญหาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาจากกลไกคณะกรรมการชุดเดิม เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาต่อในคณะกรรมการชุดใหม่

3. นำผลการประชุมเจรจาและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ให้นำเข้าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีมติรับทราบ และเห็นชอบต่อไป

ข้อเสนอเชิงนโยบาย 10 ด้านของพีมูฟมีอะไรบ้าง

นอกจากข้อเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมฯ เพื่อเป็นกลไกแก้ไขปัญหาของพีมูฟแล้ว คณะทำงานของพีมูฟ ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบาย 10 ข้อ ถึงรัฐบาล แพทองธาร ประกอบด้วย 

1. ด้านสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่มีบทบัญญัติกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในด้านต่างๆ ขอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมทุกกระบวนการทุกขั้นตอน

2. ด้านการกระจายอำนาจ ขอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง แทนการแต่งตั้งจากส่วนกลาง เพื่อปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

3. ด้านนโยบายการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ขอให้เร่งออกกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมแก่ราษฎรซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ

4. ด้านนโยบายที่ดินและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ขอให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยผลักดัน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า

5. ด้านนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ขอให้ยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่าและแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพราะการดำเนินนโยบายดังกล่าวทำให้มีการละเมิด คุกคามชีวิตทรัพย์สินและส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินป่าทั่วประเทศ

6. ด้านการป้องกันภัยพิบัติ ขอให้มีคณะกรรมการส่งเสริมระบบการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงของประชาชนในการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ การช่วยเหลือระหว่างเกิดเหตุ และการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดเหตุ

7. การคุ้มครองชาติพันธุ์และสิทธิความเป็นมนุษย์ เพื่อให้เกิดความมั่นคงต่อชุมชนและชาติพันธุ์ในทุก ๆ ด้าน ขอให้เร่งลงนามรับรองร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชุมชนกลุ่มชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. ….

8. ด้านสิทธิของคนไร้สถานะ แต่งตั้งกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิสถานะเป็นกรรมการกลางที่มีผู้ทรงคุณวุฒิมีภาคประชาชนที่มีประสบการณ์เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน

9. ด้านนโยบายรัฐสวัสดิการ โดยเสนอนโยบายและสวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

และ 10. ด้านที่อยู่อาศัย โดยให้รัฐจัดสรรที่ดินให้ประชาชนอยู่อาศัย จัดสรรงบประมาณแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย หยุดใช้มาตรการไล่รื้อชุมชน

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง