Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สืบเนื่องมาจากที่ผู้เขียนได้คลอดบุตรคนแรกในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ผู้เขียนได้สถานภาพ “มารดา” เป็นครั้งแรกในชีวิต ผู้เขียนจึงมีความประสงค์ที่จะฉลองสถานภาพนี้ด้วยการเขียนบทความชิ้นนี้เสียหน่อย อย่างไรก็ตาม เหตุผลในการเขียนบทความนี้ไม่ได้มีเพียงเท่านี้

เหตุผลหลักคือผู้เขียนต้องการเขียนบทความที่นำเสนอ “มุมมองของนักปรัชญาจีนเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน” แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะปลุกท่านเหล่านั้นขึ้นมาสนทนาปรัชญากับเราได้ แต่สิ่งที่ผู้เขียนสามารถทำได้ก็คือ การนำเสนอทิศทางที่ “เป็นไปได้” ของบทสนทนานั้นผ่านการวิเคราะห์แนวคิดของนักปรัชญาเหล่านั้นร่วมกับประเด็นปัญหาทางสังคมมนุษย์ในปัจจุบัน และประเด็นแรกที่เราจะวิเคราะห์ในบทความนี้ก็คือ “ความไม่นิยมมีลูก” ของคนรุ่นใหม่

เช้าวันหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความหนึ่งที่เขียนลง The Sydney Morning Herald ที่มีชื่อว่า "Now that I'm done with the child-rearing, I find babies revolting" เขียนโดย คุณอัมรา พาจาริค (Amra Pajalic) ในบทความนี้พาจาริคระบุว่าเธอขอลาขาดจากการเลี้ยงดูเด็ก เธอบอกว่าเดี๋ยวนี้เมื่อเธอเห็นเด็กทารกหรือเด็กเล็ก เธอจะมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยความรู้สึกรังเกียจที่ถึงขั้นแสดงออกมาทางกาย ทั้งๆ ที่เธอก็เป็นแม่คนและเคยมีความรู้สึกรักต่อลูกของเธอเมื่อพวกเขายังเป็นเด็กเล็กมาก่อน พาจาริคเห็นว่าความรู้สึกที่เปลี่ยนไปนี้เกิดขึ้นมาจากการที่เธอมีอายุมากขึ้นและเธอเลิกใส่ใจว่าใครหรือสังคมจะคิดอย่างไรกับเธอ แต่กระนั้นเธอก็ชื่นชมผู้หญิงวัยกลางคนที่ยังคงแสดงบทบาท “แม่” ผู้ซึ่งให้ความรักและความห่วงใยต่อลูกๆ ของพวกเขาอย่างไม่เสื่อมคลาย

ผู้เขียนเห็นว่า เราสามารถเข้าใจความเห็นของพาจาริคในบทความนี้ของเธอว่าเป็นตัวแทนของผู้หญิงสมัยใหม่จำนวนหนึ่งที่ไม่นิยมชมชอบเด็กเล็ก ทั้งๆ มีประสบการณ์เลี้ยงลูกในฐานะ “แม่” มาก่อน แม้แต่บุคคลที่ผ่านการเป็น “แม่” มาก่อนเมื่อถึง ณ จุดๆ หนึ่งของชีวิต หล่อนยังมีความรู้สึกรังเกียจและไม่ปรารถนาที่จะมีเด็กเล็กได้ แล้วจะนับประสาอะไรกับคนรุ่นใหม่บางคนที่จะแสดงความเห็นที่ยึดแน่นเกี่ยวกับการมีลูกในยุคปัจจุบัน ความเห็นที่ยึดแน่นที่ว่านี้คือ “พวกเราไม่ต้องการมีลูก” ซึ่งดังก้องมาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ความเห็นเช่นนี้เป็นผลมาจากความไม่พร้อมทางการเงิน พวกเขาหลายคนเห็นว่าการมีลูกจะเป็นภาระเสียมากกว่าเป็นความสุข

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า “ความไม่นิยมมีลูก” ไม่จำเป็นต้องมี “ความรู้สึกรังเกียจเด็กเล็ก” เสมอไป ทั้งนี้คนที่ไม่ปรารถนามีลูกอาจจะไม่ได้รู้สึกรังเกียจเด็กเล็ก ยกตัวอย่างเช่น กระแสนิยมการเป็น “PANK” ซึ่งย่อมาจาก “Professional Aunt, No Kids” พวกหล่อนคือกลุ่มผู้หญิงสมัยใหม่ที่ไม่ต้องการมีลูกเป็นของตัวเองแต่ยินดีที่จะเลี้ยงหรือใช้เงินเพื่อปรนเปรอลูกของคนอื่นประหนึ่งว่าเป็นลูกของตัวเอง ในทางกลับกัน “ความรู้สึกรังเกียจเด็ก” นั้นจำเป็นต้องนำพามาซึ่ง “ความไม่นิยมมีลูก” ทั้งนี้เมื่อเรารู้สึกรังเกียจอะไร เราย่อมไม่สามารถทนต่อการมีอยู่ของสิ่งนั้นได้ ฉะนั้น มีความไม่สมเหตุสมผลมากๆ ถ้าคนๆ หนึ่งปรารถนาที่จะครอบครองในสิ่งที่เขารังเกียจ

ดังนั้น ดูเหมือนว่าจำนวนของคนสมัยใหม่ที่ไม่ต้องการมีลูกนั้นเริ่มมีมากขึ้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเหตุผลเหล่านั้นต่างมาจากสภาพทางสังคมในยุคปัจจุบัน

“ความไม่นิยมมีลูก” ของคนรุ่นใหม่นี้นี่เองที่ทำให้รัฐบาลแต่ละประเทศทั่วโลกเป็นกังวลว่าในอนาคตสัดส่วนของประชากรมนุษย์นั้นจะมีประชากรสูงอายุมากขึ้นโดยที่สัดส่วนของประชากรเด็กเกิดใหม่นั้นน้อยลงทุกปีๆ ผลก็คือไม่มีประชากรวัยทำงานเพียงพอเพื่อที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้เลย

อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้มีเป้าประสงค์ที่จะหาทางออกแก่วิกฤตอัตราการเกิดใหม่ของโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่บทความนี้สนใจว่า นักปราชญ์จีนจะมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับ “ความไม่นิยมมีลูก” ของคนรุ่นใหม่คำถามนี้น่าสนใจเนื่องจากแนวคิดปรัชญาจีนก่อนราชวงศ์ฉินหรือที่นักวิชาการจีนศึกษาและปรัชญาจีนรู้จักกันในนาม “Pre-Qin Chinese thoughts” นั้นถือกำเนิดขึ้นในกลียุคที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า “ยุคชุนชิว (Chunqiu shidai 春秋時代” หรือ “วสันตสารท” ประมาณ 770 ปีก่อนคริสตกาล ยุคชุนฉิวนี้เป็นหนึ่งในยุคสมัยจีนโบราณ ในยุคสมัยจีนโบราณนี้นี่เอง ดั่งที่เคยกล่าวไว้ในบทความของผู้เขียนก่อนหน้านี้ (“ชวนคิดเรื่อง ‘ความกตัญญูแบบจีน’: จุดเริ่มต้นที่ ‘หลานม่า’ ไปสู่เสียงสะท้อนของปัญหา ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ในไทย” เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567) มีความเชื่อว่า การมีลูกเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำและความเชื่อนี้มีมานานในสังคมจีนโบราณก่อนยุคชุนชิวเสียอีก ในสังคมจีนโบราณการมีลูกถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ โดยเฉพาะความจำเป็นที่ต้องมีลูกชายเพื่อช่วยบิดาทำงานหรือสืบสกุล ดูแลบิดามารดาเมื่อยามบิดามารดาแก่เฒ่าและเป็นผู้ดูแลพิธีกรรมบูชาบรรพบุรุษของตระกูล

ฉะนั้น “ความไม่นิยมมีลูก” ของคนรุ่นใหม่ดูเหมือนจะขัดแย้งกับ “การมีลูกซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ” ของคนจีนโบราณ นักปราชญ์จีนที่ดำรงอยู่ในยุคชุนชิวจึงไม่น่าจะเห็นด้วยกับ “ความไม่นิยมมีลูก” ของคนรุ่นใหม่อย่างมาก แต่เราสามารถยอมรับข้อสรุปนี้ได้โดยง่ายเช่นนี้จริงๆ หรือ

ปรัชญาจีนก่อนราชวงศ์ฉินมีสำนักแนวคิดมากมาย คัมภีร์จวงจื่อซึ่งเป็นหนึ่งในคัมภีร์หลักของปรัชญาเต๋าได้เอ่ยถึงความหลากหลายของแนวคิดในยุคนั้นว่า “หนึ่งร้อยสำนักนักคิด (baijia zhi xue 百家之學)” ในหนึ่งร้อยสำนักเหล่านี้นี่เอง แนวคิดของนักปราชญ์ที่มีนามว่า “โม่จื่อ (Mozi 墨子)” ผู้ซึ่งเป็นเจ้าสำนักโม่จื่อ (Mojia 墨家) ได้นำเสนอจริยศาสตร์แบบ “ประโยชน์นิยม (utilitarianism)” ในลักษณะที่ไม่ซับซ้อนซึ่งแนะนำให้มนุษย์มุ่งแสวงหาและเพิ่มประโยชน์สูงสุดของสาธารณชนให้ได้มากที่สุด จริยศาสตร์แบบประโยชน์นิยมนี้ได้ให้กำเนิดหลักการทางจริยศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของสำนักโม่จื่อนามว่า “เจียนอ้าย (jianai 兼愛)” หรือ “ความรักสากล (universal love)” หลักการนี้ชี้นำให้มนุษย์ทุกคนแสดงความรักความเมตตาให้แก่มนุษย์คนอื่นอย่างเท่าเทียมกัน เช่น เราควรรักพ่อของเพื่อนบ้านของเราเท่าๆ กับที่เรารักพ่อของเราเอง เป็นต้น ซึ่งนักปราชญ์ในสำนักของขงจื่อโต้แย้งหลักการ “เจียนอ้าย” นี้เป็นอย่างมาก นอกจากนั้น โม่จื่อเห็นว่ามาตรวัดประโยชน์สูงสุดของสาธารณชนมาจากการทำนุบำรุงรัฐ การเพิ่มจำนวนประชากร และการทำให้รัฐมีระเบียบเรียบร้อย นี่หมายความว่า “การมีลูก” เป็นสิ่งที่ต้องทำเพราะ “การมีลูก” คือวิธี “การเพิ่มจำนวนประชากร” เป็นหนึ่งในหนทางที่นำประโยชน์สูงสุดมาสู่สังคมมนุษย์ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของจริยศาสตร์แบบโม่จื่อนั่นเอง

ดังนั้น คนรุ่นใหม่ยิ่งต้องมีลูกเพราะการมีลูกสามารถแก้ไขวิกฤตอัตราการเกิดใหม่ของโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่องได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง “การมีลูก” ตอนนี้เป็นการกระทำที่ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่มนุษย์ส่วนมากในอนาคต (ตรงนี้ผู้เขียนมีคำถามต่อโม่จื่อว่า ในยุคที่มีวิกฤตประชากรล้นโลก จริยศาสตร์ของโม่จื่อมีปัญหาใช่หรือไม่? ผู้อ่านโปรดอย่าลืมว่านี่คือบทสนทนาเชิงปรัชญาเรามีสิทธิโต้แย้งนักปรัชญาด้วยเหตุผลถ้าเราเห็นว่าแนวคิดของเขาไม่สมเหตุสมผล) ดังนั้น ถ้าดูจากมุมมองของโม่จื่อเพียงถ่ายเดียว “ความไม่นิยมมีลูก” ของคนรุ่นใหม่จึงเป็นที่ยอมรับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม นักปราชญ์จีนยุคชุนชิวไม่ได้มีท่านเดียว ในตอนที่ 2 เราจะมาวิเคราะห์แนวคิดของนักปราชญ์ที่สำคัญในสำนักของขงจื่อท่านหนึ่ง นั่นก็คือ “เมิ่งจื่อ” ดูเหมือนว่า แนวคิดทางจริยศาสตร์ของเมิ่งจื่อจะยอมรับ “ความไม่นิยมมีลูก” ของคนรุ่นใหม่ได้

 

 

อ้างอิง

หนังสือ

  • Lai, K. (2017). An introduction to Chinese philosophy. Cambridge University Press.

เว็บไซต์

 

 

ที่มาภาพ: https://chinaspring.org/article/dea13dc1-49c9-46c7-9bda-f7c1b71c1cbf

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง