Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

(ต่อ) อย่างไรก็ตาม “หนึ่งร้อยสำนักนักคิด” ก็ไม่ได้มีเพียงแค่สำนักของโม่จื่อเท่านั้น ในสำนักของขงจื่อ (“หรูเจีย” rujia 儒家) มีนักปราชญ์ท่านหนึ่งนามว่า “เมิ่งจื่อ (Mengzi 孟子)” ผู้มีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การมีลูก” โดยเฉพาะ “การเลี้ยงดูเด็ก” ทั้งนี้เมิ่งจื่อเห็นต่างจากโม่จื่อเพราะเขาไม่ได้เห็นว่า “การมีลูก” เป็นสิ่งที่ต้องกระทำในหลักการจริยศาสตร์ของเขา แต่ในทางกลับกัน เขาเห็นว่า “การเลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม” ต่างหากเป็นสิ่งที่ควรกระทำ

เมิ่งจื่อเห็นถึงความสำคัญของขั้นตอนการดูแลบ่มเพาะคน ๆ หนึ่งให้เป็น “มนุษย์ที่มีคุณภาพ” เขามีความเห็นไปในทางเดียวกันกับขงจื่อผู้ซึ่งเมิ่งจื่อให้ความเคารพเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าทั้งคู่ไม่ได้ร่วมยุคสมัยเดียวกัน แต่นักปราชญ์ทั้งสองต่างเห็นถึงความสำคัญของ “การศึกษา” ไม่ใช่แค่ในด้านวิชาการเท่านั้นแต่รวมถึงการขัดเกลาทางจริยธรรมด้วย มนุษย์แต่ละคนมีศักยภาพที่สามารถเจริญงอกงามทั้งภายในและภายนอกโดยผ่านการใคร่ครวญ การขัดเกลาทางจริยธรรมและวัฒนธรรมที่เหมาะสมและสม่ำเสมอนี่เอง

ขณะที่ขงจื่อไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมอย่างชัดเจนถึงศักยภาพที่ว่านี้ เมิ่งจื่อกลับอธิบายอย่างชัดเจนว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมามีศักยภาพทางศีลธรรมนี้มาตั้งแต่เกิด เขาเรียกศักยภาพนี้ว่า “ซื่อตวน (siduan 四端)” หรือ “the four sprouts” “สี่ต้นกล้าแห่งคุณธรรม” สำหรับเมิ่งจื่อ เราสามารถบ่มเพาะคุณธรรมทั้งสี่นี้ให้เจริญงอกงามเหมือนต้นกล้าที่ได้รับการดูแลจากเกษตรกรและเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงได้ ในทางเดียวกันเด็กก็ต้องได้รับความรักและความดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ตั้งแต่เกิดเพราะสถาบันครอบครัวเป็นที่ที่แรกที่มนุษย์คนหนึ่งได้รับการอบรมทางจริยธรรมไม่ใช่เพียงแต่ความต้องการพื้นฐานด้านร่างกาย เช่น อาหาร น้ำ และการนอนหลับ เป็นต้น

เรื่องเล่าเกี่ยวกับเมิ่งจื่อในวัยเยาว์นั้นสะท้อนแนวคิดทางจริยศาสตร์ดังกล่าวของเขาได้ดี ว่ากันว่าหลังจากที่บิดาของเมิ่งจื่อสิ้นชีพ มารดาของเขานั้นย้ายที่อยู่ถึงสามครั้ง ครั้งแรก เมิ่งจื่อและมารดาของเขานั้นอาศัยอยู่ใกล้ๆ หลุมศพของบิดาเพื่อแสดงความไว้ทุกข์ อยู่ไปอยู่มาเมิ่งจื่อในวัยเยาว์นั้นเริ่มลอกเลียนแบบเจ้าพิธีกรรมงานศพ มารดาเห็นว่าไม่เหมาะสม เธอจึงย้ายไปอยู่ใกล้ตลาด แต่อยู่ไปอยู่มาเมิ่งจื่อก็ลอกเลียนแบบการค้าขายจากพ่อค้า มารดาเห็นว่าไม่เห็นสม สุดท้ายมารดาจึงย้ายไปอยู่ใกล้โรงเรียน การย้ายครั้งนี้เป็นที่น่าพอใจแก่มารดาของเขาเป็นอย่างมากเพราะเมิ่งจื่อเลียนแบบการสอนแบบครู เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของมารดาของเมิ่งจื่อที่มีต่อการเรียนรู้ของเขา จนได้กลายมาเป็นสุภาษิตจีนว่า “เมิ่งหมู่ซานเฉียน (mengmu san qian 孟母三遷)” แปลตรง ๆ เป็นภาษาไทยว่า “มารดาของเมิ่งจื่อย้ายถิ่นฐานสามครั้ง” อันหมายความถึงความสำคัญของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้และการเติบโตของเด็ก

แนวคิดทางจริยศาสตร์ของเมิ่งจื่อดังกล่าวข้างต้นสามารถนำเสนอมุมมองของนักปราชญ์จีนที่แตกต่างจากโม่จื่อต่อคำถามที่ว่า “นักปราชญ์จีนโบราณจะคิดอย่างไรกับการที่คนรุ่นใหม่ไม่นิยมมีลูก?” ได้ ผู้เขียนตีความว่า เมิ่งจื่อสามารถ “ยอมรับ” การไม่นิยมมีลูกของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันได้ อย่างไรก็ตาม เราต้องพิจารณาถึงเสียก่อนว่าเหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงไม่นิยมมีลูก เช่น กลุ่มคนไทยรุ่นใหม่ เป็นต้น

เฉกเช่นเดียวกันกับคนรุ่นใหม่ในหลาย ๆ ประเทศ คนไทยรุ่นใหม่เองก็มีความเห็นว่า “พวกเราไม่อยากมีลูก” พวกเขาหลายคนมีความไม่พร้อมทางการเงิน ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยสนับสนุนความพร้อมทางการเงินด้วยระบบสวัสดิการก็ตาม (ปัจจุบันรัฐบาลไทยสนับสนุนให้คนไทยมีลูกโดยการเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 800 บาท ไปเป็น 1000 บาทต่อเดือน อัตราใหม่นี้จะเริ่มจ่ายในเดือนมกราคมปี 2568) แต่ยังมีปัจจัยทางสังคมทุกมิติที่ทำให้พวกเขามีความกังวลต่อสภาพทางสังคมที่ไม่เอื้อต่อการมีลูก เช่น สถิติอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้น หรือ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทย เป็นต้น สถานการณ์เหล่านี้นี่เองที่คนไทยรุ่นใหม่ส่วนมากเห็นว่า “สังคมไม่น่าอยู่” พอสำหรับลูก ๆ ของพวกเขา

ถึงแม้ว่า “การเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม” นั้นต้องเริ่มจากการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวเป็นอันดับแรกก็จริง แต่สิ่งแวดล้อมและปัจจัยภายนอกก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน อีกนัยหนึ่ง สำหรับเมิ่งจื่อ ขั้นตอนการขัดเกลาศักยภาพทางจริยธรรมจะสมบูรณ์แบบได้นั้นเขาเห็นว่าผู้ปกครองต้องสนับสนุนปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่เหมาะสมแก่ “การเลี้ยงดูเด็ก” ให้แก่ประชาชน  คัมภีร์เมิ่งจื่อกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวไว้ดังนี้

ภูเขานามว่า “หนิวชาน” นั้นครั้งหนึ่งเคยงามมาก่อน แต่เนื่องจากภูเขาลูกนี้อยู่ติดกับรัฐใหญ่ ต้นไม้บนภูเลยโดนตัดทั้งวันทั้งคืน เมื่อเว้นว่างจากการโดนตัด  แม้ว่าภูเขาลูกนี้ได้รับความชื้นจากน้ำฝนและน้ำค้างอยู่ก็ตาม ต้นกล้าไม่อาจโตเป็นไม้ใหญ่ได้เพราะมีวัวและแกะคอยเล็มหน่ออ่อนจนเหี้ยนเตียนเสียหมด เมื่อเป็นเช่นนั้นจะให้ภูเขาลูกนี้คงความเขียวขจีอยู่ได้อย่างไร ฉะนั้น เมื่อใครมาเห็นภูเขาลูกนี้ก็ทึกทักว่าผืนดินบนภูนี้ช่างไร้ค่า เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปหลายชั่วคนผู้คนจึงพากันคิดว่า “หนิวชาน” นี้ไม่เคยมีต้นไม้ต้นใหญ่เติบโตมาก่อนเลย แต่นี่คือธรรมชาติที่แท้จริงของภูเขาลูกนี้หรอกหรือ

ต้นไม้ใหญ่บนภูเขาลูกนั้นที่โดนตัดทั้งวันทั้งคืน จะให้มันคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ได้อย่างไรเล่า ฉันใดฉันนั้น เมื่อเราพิจารณาใคร่ครวญถึงสิ่งที่มนุษย์กระทำ นี่เป็นเพราะมนุษย์ไม่ได้เกิดมามีศักยภาพที่ดีหรอกหรือ เมื่อเราเห็นมนุษย์คนหนึ่งมีพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์แล้วทึกทักว่ามนุษย์ปราศจากศักยภาพที่ดีนั้นถูกต้องแล้วหรอกหรือ นี่คือสิ่งที่มนุษย์เกิดมาเป็นจริง ๆ หรือ (คัมภีร์เมิ่งจื่อ 6A8: ผู้เขียนแปล)

ข้อความดังกล่าวนี้ระบุถึงความสำคัญของ “สิ่งแวดล้อม” ต่อการขัดเกลาศักยภาพที่ดีที่เรามีมาตั้งแต่เกิด ถึงแม้ว่ามนุษย์จะเกิดมามีศักยภาพทางศีลธรรม แต่หาก “เกิดผิดที่ผิดทาง” ในที่นี้คือเกิดในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่แต่เดิมแล้วล่ะก็ ศักยภาพที่ว่านี้ก็โดนทำลายได้เช่นเดียวกัน เหมือนกับต้นกล้าบนเขา “หนิวชาน” นั่นเองนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมในสังคมมนุษย์ยังมีฆาตกรใจโหดเหี้ยมอยู่ ก็เพราะ “สิ่งแวดล้อมที่เลว” ต่างหาก หาใช่ความผิดของ “ศักยภาพทางศีลธรรมที่เรามีมาตั้งแต่เกิด” ไม่ เหมือนกับที่ไม่ใช่ความผิดของผืนดินบนเขา “หนิวชาน” หากแต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมของภูเขา “หนิวชาน” ต่างหาก

หากเราพิจารณากันดี ๆ “สิ่งแวดล้อมที่ดี” ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพทางจริยธรรมนี้ต้องมาจาก “รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ” เท่านั้น ไม่สามารถเป็นอื่นได้ เพราะถ้ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนก็จะอยู่ดีกินดี มีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน มีความชอบธรรม มีระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมอย่างมีประสิทธิภาพ มีกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย มีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ สภาพการณ์เหล่านี้คือสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการมีครอบครัวอย่างไม่ต้องสงสัย คงไม่มีใครประสงค์ที่จะสร้างครอบครัวในประเทศที่มีแต่สงครามหรือความไม่สงบทางการเมือง เช่น ประเทศอิสราเอลและปาเลสไตน์ เป็นต้น

ไม่ใช่แค่นั้นเมิ่งจื่อยังเห็นว่าการพบกับ “ครูที่ดี” ก็มีส่วนที่ช่วยให้ศักยภาพทางจริยธรรมพัฒนาได้อย่างเต็มที่ “ครูที่ดี” นั้นก็ต้องมาจาก “รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ” ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาอย่างจริงจังและจริงใจเท่านั้น รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและหลักสูตรทางการศึกษาที่สามารถยกระดับความรู้ของคนในชาติอย่างเหมาะสม นโยบายของรัฐบาลจึงผลิตบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพออกมาได้นั่นเอง อย่างเช่น ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ประเทศสิงคโปร์ที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในทวีปเอเชีย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประเทศสิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่เหมาะสมสำหรับมีลูกที่สุดในโลก

ดังนั้น ถ้าหากมองจากมุมมองของเมิ่งจื่อ ถึงแม้ว่าคนรุ่นใหม่มีความพร้อมที่จะเลี้ยงดูอบรมลูกของตนเองทั้งทางกายภาพและจริยธรรม แต่หากพวกเขากังวลว่า “สังคมไม่น่าอยู่” โดยประเมินจากสิ่งแวดล้อมในประเทศที่ไม่เอื้อต่อการอบรมสั่งสอนลูกของพวกเขาได้ “การไม่นิยมมีลูก” ของคนรุ่นใหม่น่าจะเป็นที่ “ยอมรับ” ได้ เพราะสำหรับเมิ่งจื่อ ขั้นตอนการขัดเกลาทางจริยศาสตร์จะสมบูรณ์ได้นั้นรัฐจะต้องสนับสนุนวิถีการอบรมเลี้ยงดูบุตรของประชาชนอีกส่วนหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ดี ยังมีกรณีที่เมิ่งจื่อ “ไม่สามารถยอมรับ” ได้จริง ๆ นั้นคือกรณีของบุคคลที่อยากมีลูกแต่ไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูอบรมลูกของตนเองทั้งทางกายภาพและจริยธรรม กรณีนี้ถึงแม้ว่าสิ่งแวดล้อมหรือรัฐบาลจะดีเลิศขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้ามีลูกแล้วพ่อแม่ปล่อยปละละเลยหน้าที่ “พ่อแม่ที่ดี” ต่อลูก ๆ ก็อย่ามีลูกจะดีกว่า ข้อสรุปนี้ได้รับการสนับสนุนโดยแนวคิดของเมิ่งจื่อเองเกี่ยวกับมโนทัศน์ “เสี้ยว (xiao 孝)” หรือ “ความกตัญญู” เขาเห็นว่าความกตัญญูไม่ใช่การตอบแทนบิดามารดาด้วยเหตุเพราะบิดามารดาเลี้ยงดูลูกให้เติบโตด้วยปัจจัยทางกายภาพเป็นสำคัญ แต่ความรู้สึกรักและสำนึกรู้บุญคุณของบิดามารดานั้นต้องมาจากความรู้สึกสำนึกที่บิดามารดาอบรมขัดเกลาลูกให้เป็นคนดีต่างหาก ในทางเดียวกัน บิดามารดาเมื่อมีลูกแล้วก็ต้องมีหน้าที่ช่วยให้ลูกได้ใคร่ครวญและขัดเกลาศักยภาพที่มีมาตั้งแต่เกิดนั้นให้สมบูรณ์ หากละเลยเพิกเฉยต่อหน้าที่นี้พวกเขาก็ไม่ใช่บิดามารดาที่ดีตามที่เมิ่งจื่อหมายความถึง ดังนั้น พวกเขาก็ไม่สมควรที่จะเป็นพ่อคนแม่คน “ความกตัญญู” ของลูกจะสมเหตุสมผลได้ก็ต่อเมื่อมารดาบิดาให้การอบรมทางจริยธรรมต่อลูกและเลี้ยงดูลูกทางกายภาพอย่างเต็มที่ที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่างไรก็ตาม ควรสังเกตว่าการที่นักปราชญ์จีนอย่างเมิ่งจื่อสามารถยอมรับ “การไม่นิยมมีลูก” ของคนรุ่นใหม่ได้นั้น ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเมิ่งจื่อมีความคิดแบบเสรีนิยม (Liberalism) เพราะในยุคสมัยจีนโบราณแนวคิดแบบเสรีนิยมยังไม่ถือกำเนิดเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ และที่สำคัญการตีความของผู้เขียนว่าเมิ่งจื่ออาจจะยอมรับได้นั้นมาจากข้อโต้แย้งทางจริยศาสตร์ของเมิ่งจื่อที่มีลักษณะเข้าใจและนำเสนอ “ชีวิตที่ดี” โดยพื้นฐานมาจากการขัดเกลาตนเองในเชิงจริยธรรมเพื่อให้มี “คุณธรรม (virtue)” หรือ “ลักษณะนิสัยเชิงคุณธรรม (moral characters)” ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มไปทางการกระทำที่ดีต่าง ๆ ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ทฤษฎีทางจริยศาสตร์นี้รู้กันในนามว่า “จริยศาสตร์คุณธรรม (virtue ethics)” ดังนั้น เราสามารถเข้าใจได้ว่าเมิ่งจื่อมีความคิดแบบจริยศาสตร์คุณธรรม ถึงแม้ว่าแนวคิดจริยศาสตร์คุณธรรมจะไม่ปรากฎอยู่ในสมัยจีนโบราณก็ตาม

 

 

อ้างอิง

หนังสือ

  • Mengzi: With Selections from Traditional Commentaries. (2008). United States: Hackett Publishing Company.
  • Van Norden, B. W. (2011). Introduction to Classical Chinese Philosophy. United States: Hackett Publishing Company, Incorporated.

เว็บไซต์

****ภาพเขียนขงจื่อและเมิ่งจื่อ

ที่มาภาพ: https://www.storm.mg/lifestyle/520604

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง