สหรัฐอเมริกาส่งโบราณวัตถุบ้านเชียง 4 ชิ้น คืนประเทศไทย

ตัวแทนรัฐบาลไทย สถานทูตสหรัฐ และ UNESCO ถ่ายภาพกับตู้จัดแสดงโบราณวัตถุจากบ้านเชียงระหว่างพิธีส่งมอบโบราณวัตถุคืนประเทศไทย
15 พ.ย. 2567 วานนี้ (14 พ.ย.) สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยนำโบราณวัตถุจากแห่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี อายุเก่าแก่กว่า 3,500 ปี คืนรัฐบาลไทยในพิธีส่งคืนโบราณวัตถุบ้านเชียง ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร
โบราณวัตถุที่ถูกส่งคืนมีทั้งหมด 4 ชิ้น ประกอบไปด้วยหม้อดินเผา กำไล และลูกกลิ้งทรงกระบอก โดยโบราณวัตถุเหล่านี้มีลวดลายเขียนสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ซึ่งเป็นที่ตั้งรกรากและสถานที่ฝังศพของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุกว่า 3,500 ปีในจังหวัดอุดรธานีและเป็นแหล่งโบราณคดีที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก
โบราณวัตถุชุดนี้ถูกมอบให้นายทหารอเมริกันรายหนึ่งที่มาประจำการอยู่ที่ฐานบินอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ช่วงพ.ศ. 2513 – 2522 และหลังจากนั้นถูกเก็บรักษาไว้ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สถานทูตได้ติดต่อกรมศิลปากรเพื่อขอความร่วมมือตรวจพิสูจน์โบราณวัตถุดังกล่าว และเมื่อพบว่าเป็นโบราณวัตถุจากบ้านเชียงจึงขอส่งคืนให้ประเทศไทย โดยร่วมมือกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และองค์กร UNESCO ในการส่งมอบโบราณวัตถุ โดยมีการจัดพิธีส่งมอบพร้อมกับงานเสวนาเนื่องในโอกาสวันสากลเพื่อการต่อต้านการลักลอบค้าทรัพย์สินทางวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา

โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยกล่าวระหว่างพิธีส่งมอบว่าสถานทูตมีความยินดีที่จะประกาศการส่งคืนโบราณวัตถุชุดนี้คืนประเทศไทย ถึงแม้ว่าสถานทูตจะเก็บรักษาโบราณวัตถุเหล่านี้ไว้อย่างดี แต่ถึงเวลาแล้วที่สิ่งของเหล่านี้จะถูกส่งคืนสู่บ้านเกิดที่แท้จริง โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลสหรัฐได้ดำเนินการส่งทรัพย์สินทางวัฒนธรรมจากทั่วโลกคืนเจ้าของที่แท้จริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“เราหวังว่าสิ่งของเหล่านี้จะมีส่วนช่วยการศึกษาวิจัยและทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับหนึ่งในสังคมยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โกเดคกล่าว
โกเดคกล่าวว่าสถานทูตฯ จะยังคงสนับสนุนการส่งคืนโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ทางการสหรัฐฯได้ส่งมอบประติมากรรมสำริดรูปพระศิวะหรือ โกลเด้นบอย และประติมากรรมรูปสตรีพนมมือจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทันในนิวยอร์กคืนประเทศไทย ขณะนี้ทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ด้าน พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ระบุว่าหลังการส่งมอบ โกลเด้นบอย คืนประเทศไทย มีผู้มาเยี่ยมชมประติมากรรมชิ้นนี้แล้วเป็นจำนวนมาก และขณะนี้กรมศิลปากรได้มีการจัดทำบันทึกข้อความเข้าใจร่วมกันกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และให้ยืมโบราณวัตถุ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการทำวิจัยและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสองประเทศ

Golden Boy ประติมากรรมสำริดอายุราว 900 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นประติมากรรมรูปพระศิวะ หรือเป็นรูปเคารพแทนตัวกษัตริย์
พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน สหรัฐอเมริกา ส่งมอบประติมากรรม Golden Boy คืนให้ประเทศไทยพร้อมรูปประติมากรรมสตรีพนมมือ (Kneeling Female) หลังตรวจพบว่าโบราณวัตถุสองชิ้นนี้ถูกนำออกจากประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย โดยขณะนี้ทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ประติมากรรมสตรีพนมมือ (Kneeling Female) ประติมากรรมสำริดอายุราว 900 ปี สันนิษฐานว่าเป็นรูปสตรีชั้นสูงพนมมือสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ
พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน สหรัฐอเมริกา ส่งมอบประติมากรรมสตรีพนมมือคืนให้ประเทศไทยพร้อม Golden Boy หลังตรวจพบว่าโบราณวัตถุสองชิ้นนี้ถูกนำออกจากประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย โดยขณะนี้ทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พนมบุตรกล่าวว่า ถึงแม้ว่าโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมจะถือเป็นสมบัติของมนุษยชาติ แต่จะดีที่สุดถ้าโบราณวัตถุเหล่านี้ได้กลับคืนสู่แผ่นดินแม่ อธิบดีกรมศิลปากรยังกล่าวอีกว่ามีโบราณวัตถุจำนวนมากถูกนำออกจากประเทศไทยไปในอดีต ยิ่งเวลาไปผ่านไปการติดตามโบราณวัตถุกลับคืนมาก็จะยิ่งยากขึ้น และประเทศไทยก็ไม่สามารถติดตามสิ่งของเหล่านี้กลับคืนได้โดนลำพัง ขอขอบคุณทางสหรัฐฯ ที่แจ้งให้รัฐบาลไทยทราบถึงการมีอยู่ของโบราณวัตถุและได้ส่งมอบสิ่งเหล่านี้คืนให้ประเทศไทย
สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่าประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนาน และการส่งคืนโบราณวัตถุให้กรมศิลปากรในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงการให้ความสำคัญต่อแหล่งที่มาของโบราณวัตถุแล้วยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังหวังว่าการเสวนาที่จัดขึ้นในช่วงบ่ายหลังพิธีส่งมอบจะช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายเพื่อป้องกันการลักลอบค้าทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในอนาคต
ซูฮยอน คิม ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกระดับภูมิภาค ณ กรุงเทพมหานคร กล่าวชื่นชมความร่วมมือระหว่างสถานทูตสหรัฐและกรมศิลปากรที่ร่วมกันตรวจพิสูจน์โบราณวัตถุเหล่านี้ โดยระบุว่าหาได้ยากที่จะพบเครื่องปั้นดินเผาเก่าแก่เช่นนี้ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
“โบราณวัตถุเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากอดีต แต่ยังเป็นสะพานถึงมรดกที่เรามีร่วมกัน” คิมกล่าว “ในห้วงเวลาที่คนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการแตกแยกที่เพิ่มมากขึ้นทุกที โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเรื่องราวที่มนุษย์เรามีร่วมกันข้ามพรมแดนและชั่วอายุคน โบราณวัตถุเหล่านี้ย้ำเตือนเราถึงคุณค่าของการร่วมมือกันและความรับผิดชอบร่วมกัน”
คิมระบุว่ายูเนสโกหวังว่าการคืนโบราณวัตถุครั้งนี้จะปูทางสู่การคืนโบราณวัตถุชิ้นอื่นอีกมากมายในอนาคต โดยหนึ่งในวิธีการที่ยูเนสโกสนับสนุนนานาประเทศในการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมคือการดำเนินงานผ่านอนุสัญญายูเนสโก ปี ค.ศ. 1970 ว่าด้วยวิธีการห้ามและป้องกันการลักลอบนำเข้าส่งออกและการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางวัฒนธรรม โดยหวังว่ากลไกภายใต้อนุสัญญานี้จะช่วยในการคืนโบราณวัตถุและช่วยป้องกันการสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในอนาคต
