Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'พริษฐ์' เผยหลังหารือประธานศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่เป็นทางการ ทำประชามติ 2 ครั้งพอ จ่อคุยประธานรัฐสภาภายใน 27 พ.ย. 67 ไม่ขอคอมเมนต์ปม 'ชูศักดิ์' เสนอตีความกฎหมายประชามติเป็นร่างการเงิน เพราะไม่ทราบรายละเอียด

 

21 พ.ย. 2567 เพจเฟซบุ๊ก The Reporters และ The Standard รายงานตรงกันวันนี้ (21 พ.ย. 2567) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมแบบไม่เป็นทางการ ความเห็นที่ออกมาจึงไม่ใช่ความเห็นที่เป็นทางการของศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ได้พบกับตุลาการทั้งคณะ พบเพียงประธานศาลรัฐธรรมนูญ และผู้เข้าร่วมประชุม สิ่งที่พูดคุยกัน จึงเป็นความเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม จึงไม่ใช่ความเห็นของทั้งองค์คณะ

พริษฐ์ กล่าวต่อว่า จากการหารือพบว่าได้มีการทบทวนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ซึ่งระบุไว้ชัดไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่ามีการพูดถึงประชามติ 2 ครั้ง คือ 1 ครั้งก่อน และ 1 ครั้งหลัง จึงหารือว่าความหมายดังกล่าวไม่ได้มีการแสดงความเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง

ส่วนการทำประชามติทั้งก่อนและหลัง ขั้นตอนจะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่รัฐสภาต้องตัดสินใจร่วมกัน ข้อเสนอที่พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย เคยพูดมาก่อนหน้านี้คือให้ทำประชามติ 2 ครั้ง โดยใช้วิธีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าไป หากผ่าน 3 วาระของรัฐสภาแล้ว จะต้องทำประชามติครั้งแรก เพื่อถามว่าประชาชนเห็นชอบกับแนวทางดังกล่าวหรือไม่ก่อนจะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วจึงทำประชามติครั้งที่ 2 เพื่อถามว่า ประชาชนจะเห็นชอบกับเนื้อหาที่ถูกจัดทำมาในฉบับใหม่หรือไม่

จากการหารือเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ดังนั้น ก็จะนำแนวทางนี้ไปหารือกันประธานรัฐสภาในวันที่ 27 พ.ย. 2567 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยหวังว่าประธานรัฐสภาจะทบทวนและบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเพิ่มหมวด 15/1 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้มีการพิจารณามุมมองต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และถ้าหากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามาได้ จะมีการจัดทำประชามติหลังจากที่ผ่านวาระ 3

สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า การหารือไม่มีใครแสดงความคิดเห็นว่าจำเป็นต้องทำประชามติ 3 ครั้ง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 พูดถึงการทำประชามติแค่ 2 ครั้ง แต่ 2 ครั้งจะเกิดขึ้นตอนไหน พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เสนอไปสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงคิดว่าผลของการหารือดังกล่าวจะนำไปสู่การพูดคุยกับสภาฯ ให้ทบทวนและบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคิดว่ารัฐสภาจะเดินหน้าพิจารณาได้ แต่แน่นอนว่าเป็นสิทธิบางกลุ่มอาจจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะไปคาดการณ์ 100% คำวินิจฉัยที่จะออกมาคงไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่าผลที่ออกมาจะยืนยันว่าสิ่งที่เราเสนอนั้นไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564

สำหรับความเป็นไปได้ที่สภาฯ จะเสนอให้มีการตีความว่ากฎหมายประชามติ เข้าข่ายเป็นกฎหมายการเงินเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรอ 180 วัน ตามที่ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอนั้น คงต้องไปดูในรายละเอียด ตนเองยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชูศักดิ์ เสนอ จึงขอไม่ให้ความเห็น แต่ถ้ามีการเสนอพรรคประชาชน ในฐานะพรรคการเมืองในสภาฯ ก็ต้องมีความเห็นในเรื่องนี้อยู่แล้ว ขณะนี้หลายคนกังวลใจว่า เมื่อข้อสรุปของคณะกรรมาธิการร่วมเห็นชอบร่างของ สว. เมื่อส่งกลับมาที่ สส. สภาฯ อาจยืนยันในหลักการเดิมคือ ใช้เสียงข้างมากหนึ่งชั้น ถ้าหากเป็นเช่นนั้นร่าง พ.ร.บ.ประชามติจะต้องถูกชะลอไป 180 วัน ซึ่งถ้าจะยึดตามแผนเดิมให้มีประชามติ 3 ครั้ง และจะไม่จัดครั้งแรก จนกว่า พ.ร.บ.ประชามติจะแก้ไขเสร็จสิ้น คาดว่าจะกระทบต่อกรอบเวลา

สส.พรรคประชาชน ระบุว่า ถ้าผลสรุปที่ได้จากวันนี้สามารถทำให้เราโน้มน้าวทุกฝ่าย หันมาใช้โรดแมปในการทำประชามติ 2 ครั้ง ต่อให้ พ.ร.บ.ประชามติจะล่าช้า และคงไม่กระทบต่อไทม์ไลน์ดังกล่าว เพราะถ้าเราทำประชามติ 2 ครั้ง ขั้นตอนแรกไม่ใช่การจัดทำประชามติเลย แต่เป็นการรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับ ส.ส.ร. และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใน 3 วาระของรัฐสภา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในระดับหนึ่ง แต่หากเราดำเนินการตามขั้นตอนเช่นนี้ 6 เดือนที่ชะลอไปก็คงจะไม่กระทบไทม์ไลน์ ถ้าเราไม่อยากให้ความล่าช้าของ พ.ร.บ.ประชามติ เป็นปัญหาก็หันมาใช้กลไกหรือโรดแมปประชามติ 2 ครั้งก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี

เว็บไซต์ The Active รายงานในวันเดียวกันว่า ด้าน อนุทิน​ ชาญวีรกูล​ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ​(ภท.) กล่าวถึงกรณี ชูศักดิ์​ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ หากสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ตามคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ รัฐสภา​ ทำให้ต้องยืดระยะเวลา 180 วัน และอาจเข้าเกณฑ์กฎหมายการเงินที่ต้องพักไว้​ 10 วัน​ และจะขอหารือหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลในประเด็นนี้ว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตีความ​ แต่ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยได้แสดงจุดยืน ว่าควรจะเป็นการทำประชามติ 2 ชั้น​ (Double majority) ซึ่งจุดยืนตรงนี้เราก็เห็นความจำเป็นอยู่ เพราะพอมีประเด็นเรื่องเกาะกูด และ การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ต่างๆ เราจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการแก้ไขกฎหมาย​ให้รอบคอบ เนื่องจากหากมีการลงมติไปแล้วจะได้ไม่มีใครพูดว่าผิดพลาดในภายหลัง หรือว่าเราทำไม่รอบคอบ​

พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบ ผลออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องเคารพ และย้ำว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้ง ทุกคนมีสิทธิ์มีความเห็นที่ไม่สอดคล้องกันได้ ใช้หลักการประชาธิปไตยในการตัดสิน ส่วนคำถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเสร็จภายในรัฐบาลนี้ตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ อนุทิน​ กล่าวว่า ทุกอย่างมีเงื่อนเวลา มีขั้นตอน ถ้าแก้ได้ก็แก้ ถ้าแก้ไม่ทันก็ต้องรอสภาชุดหน้า

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง