Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนชุด “ไทยในห่วงโซ่ค้าวัวข้ามแดน” ตอนแรก เมื่อไทยเร่งกลับสู่วงจรค้าวัวกับจีนและประเทศเพื่อนบ้าน หลังโรคระบาดลัมปิสกินเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากไทยยังคงเดินซ้ำรอยเดิม ด้วยการปล่อยปละละเลยให้เกิดการลักลอบนำเข้าและส่งออกวัว และขาดมาตรการควบคุมโรคที่รัดกุมดีพอ ไทยอาจต้องแลกกับสุขภาพของคนและสัตว์ และสถานะการเป็นห้องครัวของโลก

2 ธ.ค. 2567 ไทยตั้งอยู่บนใจกลางเส้นทางค้าวัวมีชีวิตของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยมีประเทศต้นทางการค้าคือเมียนมาหรือพม่า และปลายทางคือจีนตอนใต้และเวียดนาม

ไทยยังทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่การค้าข้ามพรมแดนนี้ โดยเป็นทั้งทางผ่านนำส่งสัตว์ไปสู่จุดหมายปลายทาง และมีเกษตรกรที่ทำหน้าที่ขุนวัวเพื่อเพิ่มมูลค่า

การค้าวัวนี้มีมาหลายทศวรรษ ทั้งในลักษณะทางการและไม่ทางการ อย่างหลังถือว่าผิดกฎหมาย เพราะเกี่ยวพันกับการลักลอบนำเข้าและส่งออกวัว ก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคระบาดจากสัตว์สู่สัตว์ และจากสัตว์สู่คน สร้างผลกระทบต่อการค้า การสาธารณสุข และความมั่นคงทางอาหาร

วัวข้ามแดน

ที่มา: ณัฐกิตติ์ มีสกุล

 

ผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นให้เห็นเป็นประจักษ์ในปี 2564  เมื่อโรคลัมปิสกิน (Lumpy Skin Disease  หรือ LSD) ระบาดทั่วภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โรคชนิดนี้เกิดจากเชื้อไวรัสและถือเป็นโรคอุบัติใหม่ ติดต่อได้ง่ายผ่านแมลงดูดเลือดและการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ

แม้ไม่ติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่สร้างความเสียหายต่อการค้าวัวมหาศาล เพราะวัวที่เป็นโรคจะไม่สามารถนำมาซื้อขายต่อ ทั้งยังมีภาวะเป็นหมันหรือแท้งลูก และมีปริมาณนมลดลง

การเคลื่อนย้ายวัวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โรคแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าวัวมีชีวิตรายใหญ่ของโลก สั่งห้ามนำเข้าวัวจากไทยในเดือน เม.ย. ปี 2564 ตามด้วยการสั่งห้ามนำเข้าจากกัมพูชาในเดือน มิ.ย. และจากลาวในเดือนถัดมา

แม้จีนกลับมาเริ่มนำเข้าวัวหลังโรคระบาดคลี่คลายในช่วงปลายปีเดียวกัน แต่ก็จำกัดการนำเข้าเฉพาะเมืองในเมียนมาและลาวที่ใกล้กับชายแดนจีน ไทยจึงหลุดจากวงจรการค้าทันที แม้มีศักยภาพในการผลิตและขุนวัวก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ

สาเหตุหลักเกิดจากข้อกังวลของจีนต่อการควบคุมโรคระบาด โดยเฉพาะเมื่อการลักลอบนำเข้าและส่งออกวัวระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ละเลยมาตรการควบคุมโรคสำคัญอย่างการฉีดวัคซีน และการกักกันวัวที่คอกตามแนวชายแดน

อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยกำลังพยายามนำวัวไทยกลับเข้าสู่ห่วงโซ่การค้านี้ โดยมีการเจรจากับจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมโรคและโควต้าการส่งออกวัวสู่จีน

แม้จะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มาโนช โพธาภรณ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ศึกษาการค้าวัวมีชีวิตในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ระบุว่า หากไทยยังคงเดินซ้ำรอยเดิม ด้วยการปล่อยปละละเลยให้เกิดการลักลอบนำเข้าและส่งออกวัว

“ไทยอาจต้องแลกกับสุขภาพของคนและสัตว์ และสถานะการเป็นห้องครัวของโลก”

กักวัวไม่ครบกำหนด เสี่ยงแพร่กระจายโรค

ในปี 2566 ความต้องการบริโภคเนื้อวัวของประเทศจีนอยู่ที่เกือบ 11 ล้านตัน ผลิตได้เอง 7.5 ล้านตัน จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าวัวอย่างเป็นทางการจากประเทศผู้ผลิตวัวหลักอย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และอุรุกวัย 

 

 

 แม้ข้อมูลการนำเข้าวัวของจีนจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง แต่ผู้ค้าวัวหลายคนให้ข้อมูลตรงกันว่าวัวส่วนหนึ่งนำเข้าจากภูมิภาคผ่านมลฑลทางตอนใต้ของจีนอย่างยูนนาน ซึ่งมีชายแดนติดกับเมียนมาและลาว และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงติดกับเวียดนาม โดยการนำเข้าส่วนมากเกิดขึ้นอย่างผิดกฎหมาย

ขณะเดียวกัน เวียดนามกลายเป็นคู่ค้าวัวสำคัญของไทยในระยะหลัง แม้เวียดนามบริโภคเนื้อวัวในปริมาณรวมที่น้อยกว่าจีน แต่กลับมีปริมาณบริโภควัวต่อคนสูงกว่าจีน 2 เท่า และสูงกว่าไทย 6 เท่า อยู่ที่ 8.5 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในปี 2565

การศึกษาการค้าวัวระหว่างเมียนมาและจีน ระบุว่ามีการลักลอบนำวัวจากเมียนมาเข้าสู่จีนประมาณ 4,000 ตัวต่อวันในปี 2560 ซึ่งเป็นห้วงเวลาก่อนที่จีนจะใช้มาตรการเข้มงวดปิดชายแดนเพราะการระบาดของโรคโควิด-19 และโรคลัมปีสกิน ขณะที่การนำเข้าวัวอย่างถูกกฎหมายอยู่ที่เพียง 1,000 ตัวต่อวันเท่านั้น

การศึกษาอีกชิ้นโดยนักวิจัยชาวจีนและออสเตรเลียในปี 2561 ระบุว่า จีนนำเข้าวัวจากเมียนมามากกว่า 150,000 ตัว โดยใช้เส้นทางการขนส่งผ่านประเทศไทย ลาว และเวียดนาม

สถิติจากด่านศุลกากรแม่สอด จ.ตาก ชี้ว่า ในปี 2565 มีการนำเข้าวัวและกระบือมีชีวิตจากเมียนมาสูงถึง 97,324 ตัว มูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท การนำเข้าบางปีก่อนหน้านั้นสูงถึง 100,000 ตัว

สัตว์ที่นำเข้าโดยถูกกฎหมายต้องรับวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยและลัมปิสกินแล้ว จะต้องถูกกักในคอกจนกว่าจะแน่ใจว่าพ้นระยะแพร่เชื้อ

ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังจังหวัดที่มีหญ้าสดอุดมสมบูรณ์ เช่น สุโขทัย กำแพงเพชร อยุธยา และบางจังหวัดในภาคอีสาน เพื่อขุนให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด ก่อนจำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปยังจีนตอนใต้ผ่านลาวและเวียดนาม

“เรื่องกักวัวไม่ครบตามกำหนดมีมาตลอด ตามกฎหมายต้องกัก 30 วัน เราขอว่าอย่างน้อยที่สุดไม่ควรต่ำกว่า 21 วัน เพราะหากมีโรคมันจะแสดงอาการภายในเวลานี้” เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในอำเภอหนึ่งบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาร์กล่าวโดยขอไม่ระบุชื่อและสถานที่ทำงานของตน

“แต่คอกใหญ่หลายคอก กักแค่ 10 วันก็ส่งขาย ฉวยโอกาสที่เจ้าหน้าที่เรามีน้อย หลบเลี่ยงหรือบางทีก็เสนอผลประโยชน์ให้”

เขายังเล่าอีกว่า ในกรณีของสำนักงานที่เขาดูแล มีเจ้าหน้าที่เพียง 7 คนเฝ้าระวังโรคระบาดจากสัตว์ตามแนวชายแดนกว่า 30 กิโลเมตร 

วัวข้ามแดน ที่มา: ณัฐกิตติ์ มีสกุล 

 โรควัวบางชนิดสามารถติดต่อสู่คน เช่นในกรณีของโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ซึ่งมีรายงานผู้ติดเชื้อมากถึง 121 คน ในแขวงจำปาศักดิ์และแขวงสาละวันเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุมาจากการบริโภคเนื้อวัวที่ติดเชื้อ

รายงานการเกิดโรคดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลไทยและเวียดนาม ซึ่งมีชายแดนติดกับพื้นที่พบโรค ประกาศมาตรการห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ที่มีชีวิตจากลาวเข้าสู่เขตแดนของตน

นอกจากนี้ ไทยยังมีรายงานพบโรคบรูเซลโลซิสในวัวทุกปี โดยโรคจากเชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อสู่คน และก่อให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัด ทั้งยังพบเชื้อวัณโรคในเนื้อวัว

แม้ยังไม่มีรายงานการส่งต่อโรคสู่คนอย่างเป็นทางการ แต่งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การศึกษาโรคที่เกิดขึ้นอย่างจำกัดจำเขี่ย ทำให้การตรวจหาโรคจากวัวสู่คนยังเกิดขึ้นน้อย

 

ลักลอบนำเข้าวัวเถื่อน ทำราคาผลผลิตตกต่ำ

ในเดือน มี.ค. ปี 2566 ประเทศไทยประกาศชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านวัวและกระบือจากเมียนมา เพราะเกิดโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot-and-mouth disease ) ระบาด ต่อเนื่องจากการระบาดของโรคลัมปีสกินสองปีก่อนหน้านั้น

กรมปศุสัตว์ให้เหตุผลว่าเมียนมาไม่สามารถรายงานการปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยต่อองค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health - WOAH)ตามภาระผูกพันในฐานะประเทศสมาชิกได้

นอกจากนี้ ไทยยังห้ามนำเข้าวัวและกระบือจากกัมพูชา ซึ่งมีรายงานการระบาดของโรคลัมปิสกิน เช่นเดียวกับที่เคยห้ามนำเข้าจากมาเลเซียด้วยเหตุผลเดียวกัน

การประกาศนี้ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายปศุสัตว์และเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในไทย ที่เคยสะท้อนความกังวลต่อการลักลอบนำวัวสู่ประเทศไทยผิดกฎหมาย เพราะนอกจากจะเสี่ยงเกิดโรคลุกลามแล้ว ยังเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดวัวภายในประเทศ

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ ระบุว่าไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวเนื้อมากถึง 1.4 ล้านราย มีวัวเนื้อรวมมากกว่า 9.9 ล้านตัว

จำนวนวัวที่ขยายตัวนี้ เกิดขึ้นจากการส่งเสริมการเลี้ยงวัวหลายระลอก ตั้งแต่โครงการอีสานเขียวระหว่างปี 2533-2535 โครงการโคล้านตัวซึ่งดำเนินการโดยธนาคารส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ในปี 2548 โครงการโคบาลบูรพาในปี 2559 โครงการโคเนื้อสร้างอาชีพในปี 2562 และล่าสุดคือโครงการโคเงินล้านในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

สิทธิพร บูรณณัฐ ผู้จัดการสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในไทย ระบุว่าการนำเข้าวัวจากพม่าทำให้เกิดอุปทานมากขึ้น ส่งผลให้ราคาวัวร่วงลงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จากกิโลกรัมละ 93 บาทในปี 2563 เป็นกิโลกรัมละ 78 บาทในเดือน มี.ค. และ 55-70 บาท ในเดือน ก.ย.ปีนี้ 

 วัวข้ามแดนที่มา: ณัฐกิตติ์ มีสกุล 

“เรามีวัวในประเทศกว่า 9 ล้านตัว จะเอาเข้ามาทำไม คนเกี่ยวข้องกับการนำเข้ามีแค่หลักสิบ เกษตรกรที่เดือดร้อนเพราะราคาวัวในประเทศตกต่ำมีเรือนล้าน คุณจะช่วยใคร?” สิทธิพรตัดพ้อรัฐบาล

นอกจากนี้  อีกปัจจัยที่ทำให้ราคาวัวตกต่ำคือ การที่ไทยอนุญาตให้นำเข้าเนื้อชำแหละ หรือที่เรียกว่า”เนื้อกล่อง” จากต่างประเทศ ด้วยมาตรการนำเข้าปลอดภาษีภายใต้การเปิดเสรีการค้าเนื้อวัวตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา

ไทยนำเข้าเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์รวม 49,253 ตัน มูลค่า 7,700 ล้านบาท ในปี 2566 ประเทศที่มีการนำเข้าสูงสุดคือออสเตรเลีย 21,449 ตัน มูลค่า 5,400 ล้านบาท ,ญี่ปุ่น 21,450 ตัน มูลค่า 783 ล้านบาท และนิวซีแลนด์ 4,719 ตัน มูลค่า 740 ล้านบาท

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โชค  มิเกล็ด ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวบาล ระบุว่าแม้เนื้อนำเข้าส่วนใหญ่เป็นเนื้อวัวขุน ราคาสูงกว่าเนื้อชำแหละในตลาดสดไทยอย่างน้อยเท่าตัว แต่ก็สามารถทดแทนด้วยวัวไทยเกือบ 500,000 ตัวต่อปี

“เนื้อนำเข้ามีอัตราส่วนสูงถึง 1 ใน 5 ของเนื้อที่คนไทยกินในแต่ละปี ขณะที่ภาครัฐก็ยังเดินหน้าสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงวัวเพิ่มต่อเนื่องภายใต้โครงการมากมาย วัวเพิ่มปริมาณขึ้นเกือบเท่าตัวในทศวรรษที่ผ่านมา จนถึงทุกวันนี้ก็ยังสนับสนุนให้เลี้ยงเพิ่ม ขณะที่ไม่มีตลาดรองรับ แล้วการนำเข้าเนื้อก็ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอ”  

วัว

รายงาน “ปศุสัตว์ทำลายเนื้อกระบือเถื่อน 1 แสนกิโลกรัม” เมื่อ 26 มิ.ย. 2566 ที่มา: Thai PBS.

แม้การตรวจสอบฐานข้อมูลของกรมศุลกากรไม่พบการนำเข้าเนื้อชำแหละจากอินเดีย แต่ก็มีการจำหน่ายเนื้อชำแหละจากอินเดียในไทยอย่างกว้างขวาง ในราคาเพียงกิโลกรัมละ 160 บาท ส่วนมากเป็นเนื้อกระบือนำเข้าโดยสำแดงเป็นสินค้าประมง และถูกกรมปศุสัตว์ตรวจยึดจำนวนหลายร้อยตันในปีที่ผ่านมา

เสียงแตก เมื่อไทยเตรียมนำเข้าวัวจากพม่า

แม้ประกาศชะลอการนำเข้าวัวจากเมียนมาได้รับการสนับสนุน แต่ก็มีผู้นำเข้าวัวประท้วงมาตรการนี้เช่นกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดให้นำเข้าอีกครั้ง ล่าสุดผลบังคับสิ้นสุด 24 พ.ค. ที่ผ่านมา แม้ไม่มีประกาศขยายเวลาเพิ่ม แต่ก็ไม่มีคำสั่งอนุมัติให้นำเข้าเช่นกัน

ขณะที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า Beef Board ได้ประชุมในวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่าเป็นประธาน เสนอให้เตรียมกำหนดเงื่อนไขและมาตรการ เพื่อเตรียมอนุญาตนำเข้าวัวจากเมียนมาอีกครั้ง

แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวนี้ นำไปสู่การคัดค้านจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งจัดการการประชุมในภาคเหนือเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา พร้อมข้อสรุปว่า “เราไม่ยอม” และ”หากไม่สนใจความเดือดร้อนของเรา เจอกันหน้าทำเนียบ”  เพื่อคัดค้านการนำเข้าวัวจากเมียนมา

ขณะที่กรมปศุสัตว์ยืนยันว่า หากจะนำเข้าวัว ต้องกักกันและตรวจโรคครบทุกตัว โดยใช้ผลตรวจโรคจากห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ของกรมเท่านั้น

อุทัย ตันกูล นักธุรกิจนำเข้าส่งออกวัวมีชีวิต เชื่อว่าการอนุมัติให้นำเข้าอีกครั้งจะช่วยให้เกษตรกรจำนวนมากได้เห็นแสงสว่าง หลังจากที่ขาดรายได้จากการนำเข้ามากว่าปี

“เกษตรกรลูกคอก ที่รับวัวไปเลี้ยงต่อเพื่อให้ได้น้ำหนักสำหรับส่งออก มีหลายพันครอบครัว กลุ่มปลูกหญ้าขายเป็นอาหารสัตว์ กลุ่มขนส่ง เขาขาดรายได้มาปีครึ่งโดยไม่มีใครช่วยเหลือ และหาทางออกไม่ได้” เขาให้ความเห็น

“เราดำเนินการตามมาตรฐานสากลครบถ้วน กรมปศุสัตว์กำหนดให้กักกันวัวหน้าด่าน คือเมื่อข้ามพรมแดนมาแล้ว ให้ครบ 30 วัน แต่เรากักในเขตเมียนมาเรียบร้อยแล้ว 15 วัน ข้ามมาถึงเขตไทยเรากักต่ออีก 15-20 วัน

เราฉีดวัคซีนทั้งก่อนและหลังข้ามพรมแดน ก่อนการเคลื่อนย้ายวัวเราขออนุญาตและตรวจโรคจนได้รับการยืนยันว่าปลอดโรคก่อนจึงเคลื่อนย้าย “

อย่างไรก็ตาม การประชุม Beef Board ที่กำหนดไว้ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ต้องเลื่อนออกไป โดยแหล่งข่าวให้ข้อมูลว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นสั่งให้ทบทวนแนวคิดนี้ เพราะอาจมีผลต่อการค้าและผลิตวัวในประเทศ ประกอบกับเกิดปัญหาราคาวัวตกต่ำ

“ถ้าวัวเป็นโรคล้มตายคนขาดทุนคือเราเอง แล้วใครจะปล่อยให้ติดโรคง่ายๆ” อุทัยกล่าว ขณะที่ยังรอการอนุญาตให้นำเข้าวัวจากเมียนมาอีกครั้ง

 

รายงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่างประชาไท กับ Mekong Eye ภายใต้การสนับสนุนจาก Internews' Earth Journalism Network 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง