ข้อกำหนดทางจริยธรรมใหม่ของผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกายาว 14 หน้า ที่เริ่มใช้เมื่อพฤศจิกายน 2023 ได้รับเสียงวิจารณ์ว่าหละหลวม และไม่มีกลไกการบังคับใช้ตามกฎหมาย นิวยอร์กไทมส์เปิดประเด็นที่มาที่ไปของการร่างข้อกำหนดใหม่นี้
นิวยอร์กไทมส์เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 ว่า ภายใต้กระบวนการจัดทำหลักจริยธรรมในหมู่ผู้พิพากษาศาลสูงสุด มีผู้พิพากษาคนไหนบ้างที่พยายามทำให้หลักจริยธรรมนี้ไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย ด้วยการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งคนในและคนนอกศาล ฝั่งเสรีนิยมและอนุรักษนิยม ซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยชื่อเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการและแนวคิดของผู้พิพากษา
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับผู้พิพากษาศาลสูงสุดหลายครั้ง โดยเฉพาะการรับของกำนัลและการเดินทางฟรี และเมื่อปีที่แล้วสื่อมวลชนเปิดเผยว่า ผู้พิพากษาแคลเรนซ์ โทมัส (Clarence Thomas) เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวและเรือยอร์ชที่ได้รับจากฮาร์ลัน โครว์ ผู้บริจาคที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยม รวมถึงค่าเทอมโรงเรียนประจำของหลานชายของเขา มามากกว่าที่แคลเรนซ์เปิดเผยเอง อีกทั้งภรรยาก็เกี่ยวข้องกับทรัมป์ที่พยายามพลิกผลการเลือกตั้งในปี 2020 เหตุการณ์นี้ทำให้สมาชิกรัฐสภาเปิดการสอบสวนและเสนอให้เข้มงวดเรื่องจริยธรรมของศาลมากขึ้น
จนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2023 จอห์น จี โรเบิร์ตส จูเนียร์ (John G. Roberts Jr.) ประธานศาลสูงสุดประกาศต่อสาธารณะว่า จะดำเนินการให้มีมาตรฐานจริยธรรมสูงสุด สามเดือนต่อมาก็มีการร่างหลักจริยธรรม ซึ่งเตรียมโดย ผู้พิพากษาโรเบิร์ต เอ็ม ดาว จูเนียร์ (Judge Robert M. Dow Jr.) เป็นผู้ให้คำแนะนำต่อประธานศาลว่าจะให้หลักของข้อกำหนดด้านจริยธรรมของศาลสูงสุดใช้แบบเดียวกับของผู้พิพากษาในศาลชั้นอื่นของรัฐบาลกลาง แต่หลังจากผู้พิพากษาศาลสูงสุดก็เริ่มพูดคุยในห้องประชุมส่วนตัวและผ่านบันทึก
ระหว่างบรรดาผู้พิพากษาของศาลสูงสุดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในช่วงฤดูร้อนปี 2023 ประธานศาลประกาศว่าจะให้ความสำคัญกับการยกระดับข้อกำหนดจริยธรรมของศาลสูงสุด แต่การถกเถียงของศาลกลับถูกไว้เป็นความลับมาก การส่งอีเมลปรึกษากันตามปกติกลับมาใช้วิธีส่งเป็นเอกสารกระดาษบรรจุซองส่งถึงกันแทน
อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดใหม่ที่ออกมาใช้กับผู้พิพากษาศาลสูงสุดกลับไม่มีกลไกบังคับ แล้วผู้พิพากษาทั้ง 9 คนก็ลงนามในปรับปรุงใหม่นี้ ในข้อกำหนดทางจริยธรรมนี้มีนโยบายการถอนตัวเองจากการพิจารณาคดีหรือมีส่วนร่วมการตัดสินใจในกรณีที่ตนเองเกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นกลางและปราศจากอคติ (recusal) แต่ข้อกำหนดที่ออกมาก็เข้มงวดน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับที่ใช้กับผู้พิพากษาในศาลที่มีลำดับชั้นที่ต่ำกว่า แต่ผู้พิพากษาศาลสูงสุดก็ไม่อธิบายเหตุผลเรื่องนี้
เจ้าหน้าที่ของศาลให้ข้อมูลกับนิวยอร์กไทมส์ว่า การหารือเรื่องนี้ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด เพราะเป็นประเด็นอ่อนไหว และการถกเถียงกันของผู้พิพากษาแทนที่จะเน้นเรื่องประเด็นทางกฎหมาย กลับโต้เถียงกันเรื่องเงินและของกำนัลที่ได้รับจากเพื่อน และกฎพื้นฐานบางอย่างในสถาบันของตัวเองมากกว่า
ประธานศาลสูงสุดโรเบิร์ตเป็นคนที่ต่อต้านความพยายามที่จะให้ผู้พิพากษาศาลสูงสุดใช้หลักจริยธรรมเดียวกันกับผู้พิพากษารัฐบาลกลางทั้งหมด แม้ว่าหลักที่ใช้กับผู้พิพากษาของศาลรัฐบาลกลางจะมีระบบร้องเรียนทางจริยธรรม และมีกระบวนการตรวจสอบโดยผู้พิพากษาอื่นๆ มีบทลงโทษตั้งแต่ใบแจ้งเตือนไปจนถึงการพักงาน แต่ของผู้พิพากษาศาลสูงสุดไม่มีระบบนี้ แสดงให้เห็นถึงอำนาจเด็ดขาดของศาลสูงสุดที่ผ่านการออกแบบระบบมาและปลอดพ้นจากการถูกถอดถอนด้วย แม้ว่าผู้พิพากษาศาลสูงจะสามารถขอคำแนะนำทางจริยธรรมจากสำนักงานกฎหมายภายในของศาลเองได้ แต่คำแนะนำของสำนักงานกฎหมายก็ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และไม่ใช่ผู้พิพากษาทุกคนจะมาขอแบบนี้
แต่ข้อกำหนดทางจริยธรรมของศาลสูงที่ออกมาผ่านออกมา พวกเขากลับไม่ได้วางข้อห้ามกับตัวเองเรื่องการไม่รับของขวัญหรืออสังหาริมทรัพย์ใดๆ แล้วให้ใช้แนวปฏิบัติที่มีอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยในกรณีที่เป็นการรับรองส่วนตัว (personal hospitality) ซึ่งประเด็นการรับของขวัญและทริปท่องเที่ยวต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ผู้พิพากษาโทมัสถูกวิจารณ์ในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ผู้พิพากษาศาลสูงยังพยายามเปิดช่องสำหรับข้อเสนอเกี่ยวกับการออกหนังสือ ซึ่งเป็นช่องทางที่พวกเขาจะมีรายได้จากภายนอกได้ และไม่มีข้อห้ามในการใช้เจ้าหน้าที่หรือทรัพยากรของสำนักงานศาลทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับที่ผู้พิพากษาโซโตเมเยอร์ให้เจ้าหน้าที่ศาลช่วยจัดงานเปิดตัวหนังสือของตัวเองเมื่อปี 2009
ผู้พิพากษานีล กอร์ซัช (Neil Gorsuch) เกรงว่ากลไกการบังคับทางกฎหมายอาจจะทำลายศาลสูงสุด โดยเขาเขียนบันทึกยาว 10 หน้า ตั้งคำถามและคำเตือนถึงการใช้แนวทางนี้ ส่วนผู้พิพากษาอีกสองคน แคลเรนซ์ โทมัส (Clarence Thomas) และซามูเอล อาลิโต (Samuel Alito) เขียนข้อวิจารณ์ในการสื่อสารแบบส่วนตัวทันทีว่า การใช้กลไกทางกฎหมายมาจากแรงจูงใจทางการเมืองและไม่อาจยอมรับได้
ขณะที่ผู้พิพากษาสามคนฝั่งเสรีนิยมได้แก่ ซอนย่า โซโตเมเยอร์ (Sonia Sotomayor) เอเรนา เคแกน (Elena Kagan) และ เคตันจิ บราวน์ แจ็คสัน (Ketanji Brown Jackson) สนับสนุนให้เกิดกลไกบังคับทางกฎหมายด้วย แต่นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่าความคิดเห็นจากผู้พิพากษาทั้งสามคนนี้ไม่ได้รับความสนใจ
ประธานศูนย์เบรนแนนเพื่อความยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์กแสดงความเห็นว่า หลังจากที่เห็นหลักจริยธรรมที่ลงนามโดยผู้พิพากศาลสูงสุดทุกคนเมื่อปีที่แล้วว่า หลักจริยธรรมที่ออกมานี้มีช่องว่างมากกว่ากฎหมายเสียอีก
วอลเลซ บี เจฟเฟอร์สัน (Wallace B. Jefferson) อดีตประธานผู้พิพากษาศาลสูงสุดของรัฐเท็กซัส ที่ได้รับเลือกจากการเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน มองว่าความพยายามควบคุมศาลสูงสุดเป็นภาวะอิหลักอิเหลื่อ แม้ว่าเขาสนับสนุนให้เกิดการบังคับโดยกฎหมาย แต่มีคำถามว่า “เราจะบังคับใช้สิ่งนี้(ข้อกำหนดทางจริยธรรม) ภายใต้สภาพแวดล้อมทางการเมืองแบบนี้ได้อย่างไร เมื่อบอกว่า บังคับใช้กฎหมาย ใครจะเป็นคนบังคับใช้กฎหมาย และจะทำอย่างไรให้เป็นธรรม”
เรียงเรียงข้อมูลจาก
