ฮิวแมนไรท์วอทช์ชี้อิสราเอลจงใจทำลายแหล่งน้ำกาซา ทำชาวปาเลสไตน์มีน้ำใช้ต่ำกว่าเกณฑ์มนุษยธรรมเผยชาวกาซามีน้ำใช้เพียง 2-9 ลิตรต่อวัน ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ WHO ที่ระบุ 15 ลิตร ชี้เป็นการจงใจทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและสุขาภิบาล ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิต พร้อมเรียกร้องนานาชาติกดดันอิสราเอลยุติการปิดกั้นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ภาพประกอบปัญหารุนแรงเกี่ยวกับการจัดหาน้ำในเขตเวสต์แบงก์และกาซา เมื่อเดือน 2014 "หมู่บ้านอัล-ดูไกกะห์ในเขตเนินเขาเฮบรอนใต้ ไม่มีการเชื่อมต่อกับระบบประปา ชาวบ้านต้องซื้อน้ำจากรถบรรทุกน้ำ โดยจ่ายค่าน้ำแพงกว่าอัตราค่าน้ำเฉลี่ยสำหรับการใช้น้ำส่วนบุคคลในอิสราเอลถึง 4 เท่า | Nasser Nawaj'ah/B’Tselem/Wikipedia
รายงานฉบับใหม่ของฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า การที่อิสราเอลจงใจปิดกั้นไม่ให้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซ่าสามารถเข้าถึงน้ำได้นั้น เทียบได้กับเป็น "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ทางฮิวแมนไรท์วอทช์รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกว่า ในช่วงเวลาปกติคนเรานั้นต้องการใช้น้ำเพื่อที่จะ "ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน" อย่างน้อย 50-100 ลิตรต่อวัน ในช่วงเวลาคับขันนั้นผู้คนต้องการใช้น้ำอย่างน้อย 15 ลิตรต่อวัน เอาไว้ใช้ดื่มและใช้ชำระล้าง
แต่ทว่าในช่วงระหว่างเดือน ต.ค. 2566 ถึง ก.ย. 2567 ทางการอิสราเอลก็ได้กระทำในสิ่งที่เป็นการปิดกั้นไม่ให้ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 2 ล้านคนในกาซาเข้าถึงน้ำได้แม้กระทั่งในระดับความต้องการพื้นฐาน จนก่อให้เกิดโรคระบาดหนักและการสูญเสียชีวิต
การขาดน้ำจืดทำให้ผู้อาศัยในกาซ่าจำนวนมากต้องหันไปบริโภคน้ำทะเลแทน ซึ่งเป็นน้ำที่ไม่เหมาะแก่การดื่ม มีผู้พลัดถิ่นรายหนึ่งบอกว่า "หลายครั้งมากที่ผมจำเป็นต้องดื่มน้ำทะเล คุณไม่เข้าใจหรอกว่าพวกเราทุกข์ยากขนาดไหน"
ฮิวแมนไรท์วอทช์ประเมินว่าก่อนหน้าที่เกิดความขัดแย้งรอบล่าสุดนั้น ผู้คนในกาซ่าใช้น้ำโดยเฉลี่ยวันละ 83 ลิตรต่อคนต่อวัน แต่หลังจากเกิดความขัดแย้งตั้งแต่ ตุลาคม 2566 เป็นต้นมา ผู้คนในกาซ่าก็มีน้ำใช้โดยเฉลี่ยเพียง 2-9 ลิตรต่อคนต่อวัน เท่านั้น โดยมีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวนี้ทั้งจากการประปาอิสราเอลและจากสหประชาชาติ
ในวันหนึ่งๆ ผู้คนต้องใช้น้ำเพื่อดื่มอย่างน้อย 3 ลิตร ใช้ในการหุงหาอาหาร 4.5 ลิตร การล้างมือครั้งหนึ่งเป็นเวลา 30 วินาทีใช้น้ำ 3.8 ลิตร การล้างจานโดยปิดก๊อกน้ำจะใช้น้ำ 19 ลิตร การอาบน้ำด้วยฝักบัวเป็นเวลา 5 นาทีจะใช้น้ำราว 60 ลิตร การกดชักโครก 2 ครั้งใช้น้ำราว 24.6 ลิตร
ฮิวแมนไรท์วอทช์ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของการประปาเทศบาลชายฝั่งของกาซ่า CMWU กับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข 31 ราย กับ คณะทำงานของสหประชาชาติอีก 15 ราย และกับองค์กรให้ความช่วยเหลือจากนานาชาติ ต่างก็บอกว่าการกระทำของกองทัพอิสราเอลเป็นการทำให้ชาวปาเลสไตน์ในกาซ่าขาดน้ำ รวมถึงส่งผลกระทบอย่างเลวร้ายต่อสุขภาพและทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต
รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์นำเสนอข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและภาพถ่ายกับวิดีโอที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการทำลายล้างและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการประปาและสุขาภิบาล เช่น การที่กองกำลังภาคพื้นดินของอิสราเอลจงใจโจมตีแผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้กับโรงงานบำบัดน้ำเสีย อีกทั้งยังมีวิดีโอที่ทหารอิสราเอลถ่ายตัวเองเอาไว้ตอนที่กำลังทำลายอ่างเก็บน้ำที่สำคัญ
เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในกาซ่า เช่นกรณีของวัยรุ่นอายุ 14 ปี ที่สมองพิการชื่อ กาซัล แม่ของเธอบอกว่าการเข้าถึงสุขาภิบาลและการซักล้างทำได้ลำบากมากจากที่เดิมที่กาซัลต้องการความช่วยเหลือเรื่องการใช้ห้องน้ำและการอาบน้ำอยู่แล้ว พวกเขาไม่มีเงินมากพอจะซื้อน้ำขวด ทำให้จำเป็นต้องดื่มน้ำที่เป็นพิษ ปนเปื้อนสิ่งสกปรก ทำให้กาซัลมีอาการปวดท้องไม่หยุด
ในกาซ่ายังมีการสูญเสียชีวิตเนื่องจากการขาดน้ำ จากโรคที่มาจากน้ำไม่สะอาด และจากเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการที่แหล่งน้ำสะอาดและสุขาภิบาลถูกทำลายด้วย การที่ระบบสาธารณสุขในกาซาถูกโจมตียังส่งผลให้เรื่องเหล่านี้ตกสำรวจอีกด้วย เพราะไม่สามารถติดตามโรคและสาเหตุของการเสียชีวิตได้อย่างเป็นระบบ
ฮิวแมนไรท์วอทช์ : อิสราเอลจงใจทำลายโครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำในกาซา
ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า ทางการอิสราเอลได้แสดงเจตนาอย่างชัดเจนในการทำให้ผู้คนในกาซ่าไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้ โดยตั้งข้อสังเกตจากคำแถลงของ โยอาฟ กัลแลนต์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2566 ซึ่งบอกให้มีการ "ปิดล้อมโดยสิ้นเชิง" ต่อกาซา รวมถึงกำชับให้ "อย่าให้มีไฟฟ้า, อาหาร, น้ำ, เชื้อเพลิง ทุกอย่างต้องหยุดทำการ"
ต่อมาในวันที่ 11 ต.ค. 2566 อิสราเอล แค๊ตซ์ ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานในตอนนั้นซึ่งในปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ได้พูดแบบเดียวกันในเรื่องให้มีการตัดน้ำ ไฟ เชื้อเพลิง ในกาซ่า และอีกวันถัดจากนั้นก็เรียกร้องให้มีการตัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วย
หลังจากคำแถลงเหล่านี้ อิสราเอลก็ปฏิบัติตามที่พวกเขาประกาศ ทั้งการโจมตีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ส่งผลถึงปั้มน้ำกับโรงบำบัดน้ำ รวมถึงปิดกั้นเชื้อเพลิงที่จะทำให้คนในกาซ่าใช้แทนพลังงานไฟฟ้า เป็นเหตุให้ "โครงสร้างพื้นฐานด้านการประปาและสุขาภิบาลแทบทั้งหมดใช้การไม่ได" นอกจากนี้ยังปิดกั้นหน่วยงานของสหประชาชาติและองค์การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่างๆ ไม่ให้นำวัตถุดิบที่เกี่ยวกับน้ำ การประปา รวมถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่นๆ ให้เข้าถึงกาซ่าได้
ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่าการจงใจทำลายสิ่งที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของพลเรือน ที่เรียกว่า OIS เช่นนี้ นับเป็น "อาชญากรรมสงคราม" ในแง่ที่อิสราเอลจงใจใช้วิธีการ "ทำให้อดอยาก" ซึ่งรวมถึงการทำให้อดน้ำเป็นเครื่องมือในการสงคราม
ในแถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า "การกระทำของทางการอิสราเอลและกองทัพอิสราเอลที่จงใจทำลายและทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการประปาที่มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของพลเรือนในกาซ่าใช้การไม่ได้นั้น นับเป็นวิธีการทำให้อดอยากในการสงครามโดยจงใจทำลายหรือทำให้ OIS ใช้การไม่ได้ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงคราม"
นอกจากข้อหาอาชญากรรมสงครามแล้ว ฮิวแมนไรท์วอทช์ยังกล่าวหาว่าสิ่งที่ทางการอิสราเอลกระทำนับเป็น "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ตามนิยามของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและการลงโทษอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปี 2491 อีกด้วย
ฮิวแมนไรท์วอทช์สรุปว่า "ในช่วงปีที่ผ่านมาทางการอิสราเอลจงใจสร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของประชากรชาวปาเลสไตน์โดยคำนวนเอาไว้ให้เกิดความเสียหายทางกายภาพไม่ว่าจะโดยทั้งหมดหรือโดยบางส่วน ... นโยบายแบบนี้มีการก่อความเสียหายในฐานะส่วนหนึ่งของการสังหารหมู่พลเรือนชาวปาเลสไตน์ในกาซ่า หมายความว่าทางการอิสราเอลได้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในเชิงการขจัดให้สิ้น ซึ่งยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ... อีกทั้งนโยบายนี้ยังนับเป็น 'การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' ภายใต้อนุสัญญาป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 2491 ด้วย"
ฮิวแมนไรท์วอทช์เรียกร้องให้องค์กรนานาชาติและรัฐบาลประเทศต่างๆ ให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ด้วยการคว่ำบาตรอิสราเอล ยกเลิกการสนับสนุนทางการทหาร พิจารณาปรับข้อตกลงเรื่องการค้าและการเมือง ทำการกดดันอย่างหนักแน่นต่อรัฐบาลอิสราเอลให้มีการปฏิบัติตามมาตรการเฉพาะกาลของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ICJ และข้อผูกมัดอื่นภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล
เรียบเรียงจาก
Israel’s Obstruction of Water in Gaza Amounts to ‘Genocide’ – Human Rights Watch, Palestine Chronicle, 19-12-2024
Quick Takes: Israel/Gaza; Myanmar; Germany, Human Rights Watch, 19-12-2024
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://x.com/NikuJafarnia/status/1869759272588079333
