Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'ฮิวแมนไรท์วอทช์' วิจารณ์รายงานสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ว่าละเว้นข้อมูลสำคัญ บิดเบือนการละเมิดสิทธิของรัฐบาลพันธมิตร และใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เสี่ยงบั่นทอนความน่าเชื่อถือสหรัฐฯ และเพิ่มอันตรายต่อผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ลดการคุ้มครองผู้ขอลี้ภัย และบั่นทอนการต่อสู้กับลัทธิเผด็จการทั่วโลก


ที่มาภาพ: U.S. Department of State

17 สิงหาคม สิงหาคม 2025 เว็บไซต์ Human Rights Watch รายงานว่า การที่รัฐบาลสหรัฐอเมริก ภายใต้การนำของประธานาธิบดีดดนัลด์ ทรัมป์ละเว้นส่วนสำคัญและบิดเบือนกรณีการละเมิดสิทธิของบางประเทศ ทำให้รายงานสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประจำปี 2025 เสื่อมความน่าเชื่อถือและกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง การทำลายความน่าเชื่อถือของรายงานนี้ ทำให้ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนตกอยู่ในความเสี่ยง ลดการคุ้มครองผู้ขอลี้ภัย และบั่นทอนการต่อสู้กับลัทธิเผด็จการทั่วโลก

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2025 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่ “รายงานสิทธิมนุษยชนตามประเทศ”  ซึ่งครอบคลุมปี 2024 รายงานนี้ละเว้นหลายหมวดหมู่การละเมิดสิทธิที่เคยมีในฉบับก่อน เช่น สิทธิสตรี ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้พิการ การทุจริตในรัฐบาล และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ นอกจากนี้รัฐบาลยังบิดเบือนบันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลที่มีความสัมพันธ์หรือกำลังสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรกับสหรัฐฯ อย่างร้ายแรง

“รายงานสิทธิมนุษยชนฉบับใหม่ของกระทรวงการต่างประเทศเป็นการล้างภาพและบิดเบือนในหลายส่วน” ซาราห์ เยเกอร์ ผู้อำนวยการสำนักวอชิงตันของฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว “หมวดการละเมิดทั้งหมวดถูกลบออก ในขณะที่การละเมิดสิทธิร้ายแรงโดยรัฐบาลพันธมิตรกลับถูกปกปิด”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องส่งรายงานประจำปีให้สภาคองเกรสเกี่ยวกับ “สภาพสิทธิมนุษยชน” ของประเทศและดินแดนต่างๆ ทั่วโลก รายงานสิทธิมนุษยชนฉบับนี้อาจยังรักษามาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมาย แต่ไม่สะท้อนความจริงของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนทั้งกลุ่มในหลายพื้นที่

ผลคือ สภาคองเกรสขาดเครื่องมือที่ได้รับความเชื่อถือจากรัฐบาลตนเองในการกำกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และจัดสรรทรัพยากร ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า หมวดและการละเมิดสิทธิที่ถูกละเว้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจแนวโน้มและสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก

เกี่ยวกับอิสราเอล กระทรวงการต่างประเทศไม่กล่าวถึงการบังคับย้ายถิ่นฐานชาวปาเลสไตน์ในกาซ่า การใช้ความอดอยากเป็นอาวุธสงคราม และการจงใจตัดแหล่งน้ำ ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ และสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิต ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อีกทั้งยังละเว้นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รวมถึงบ้าน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลในกาซ่าส่วนใหญ่

รายงานยังบิดเบือนการละเมิดสิทธิในประเทศที่สหรัฐฯ ส่งผู้ถูกเนรเทศไป โดยระบุว่า “ไม่มีรายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง” ในเอลซัลวาดอร์ ทั้งที่มี “รายงาน” เกี่ยวกับการประหารชีวิตนอกกระบวนการกฎหมาย การบังคับบุคคลสูญหาย และการทารุณโดยตำรวจ ทั้งยังมีการส่งตัวผู้ถูกเนรเทศไปยังเรือนจำของเอลซัลวาดอร์ แม้จะมีหลักฐานการทรมานและการละเมิดอื่นๆ

กระทรวงการต่างประเทศยังมองข้ามความพยายามของรัฐบาลฮังการีในการบ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม รวมถึงการจำกัดสิทธิพลเมืองและสื่ออิสระอย่างรุนแรง และการละเมิดต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศและผู้อพยพ อีกทั้งยังไม่กล่าวถึงการที่รัสเซียใช้การจำคุกทางการเมืองอย่างกว้างขวางเพื่อปราบปรามความเห็นต่าง และการดำเนินคดีในข้อหา “ลัทธิสุดโต่ง” ต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการ LGBT

แม้บางส่วนของรายงานจะมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการโจมตีสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยอ้างอิงจากการรายงานของสหประชาชาติ กลุ่มภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญสิทธิมนุษยชน แต่หลายๆ นโยบายของรัฐบาลทรัมป์กลับขัดแย้งกับสิ่งที่รายงานระบุ เช่น รายงานยอมรับว่ามีการละเมิดร้ายแรงในซูดานใต้และรวันดา แต่รัฐบาลทรัมป์กลับส่งผู้ลี้ภัยไปซูดานใต้ และเพิ่งตกลงส่งอีก 250 คนไปรวันดา

รายงานระบุว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเฮติและเวเนซุเอลาเลวร้ายกว่าปีก่อนมาก ในประเทศเหล่านี้ รวมถึงฮอนดูรัส เนปาล นิคารากัว และอัฟกานิสถาน มีรายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ เช่น การจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการ การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย การประหารชีวิตนอกกระบวนการ และการบังคับบุคคลสูญหาย เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลทรัมป์กลับยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราว (TPS) สำหรับชาวอัฟกัน เวเนซุเอลา นิการากัว ฮอนดูรัส เนปาล และเฮติ

รายงานสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศมีมาตั้งแต่ปี 1974 ภายใต้พระราชบัญญัติความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อให้แน่ใจว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลที่มี “รูปแบบการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอย่างต่อเนื่อง” ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา กระทรวงการต่างประเทศเริ่มบันทึกการละเมิดในวงกว้าง เช่น การทรมาน การกดขี่ทางการเมือง และการจำกัดเสรีภาพสื่อ แทบทุกประเทศในโลก ยกเว้นสหรัฐฯ เอง

รายงานนี้เคยเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐฯ และถูกใช้หรืออ้างอิงโดยนักวิชาการ สมาชิกสภา และเจ้าหน้าที่พิจารณาคำร้องขอลี้ภัยทั้งในและนอกสหรัฐฯ แม้รายงานจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่เคยเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการประเมินว่าสหรัฐฯ ควรให้ความช่วยเหลือ ขายอาวุธ หรือทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศใด เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมและมาตรฐานกฎหมายของสหรัฐฯ เช่น กฎหมายความช่วยเหลือต่างประเทศ

รายงานนี้ยังช่วยผู้กำหนดนโยบายตัดสินใจว่าจะลงโทษรัฐบาลต่างประเทศอย่างไร และสนับสนุนประชากรที่เสี่ยงภัย

สำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในประเทศปิด รายงานของรัฐบาลสหรัฐฯ เคยเพิ่มความน่าเชื่อถือและให้การปกป้องในระดับหนึ่ง ในอดีตรายงานนี้ไม่เพียงเคารพเหยื่อและแจ้งข้อมูลแก่ผู้กำหนดนโยบาย แต่ยังสนับสนุนการทูตในนโยบายต่างประเทศ

รายงานนี้เคยถูกใช้ในศาลลี้ภัยของสหรัฐฯ เพื่อแสดงว่าผู้ขอลี้ภัยไม่สามารถถูกส่งกลับไปประเทศที่มีการกดขี่ผู้คนในลักษณะเดียวกันได้ เครื่องมือสำคัญที่เคยช่วยรักษาความปลอดภัยนี้ บัดนี้ไม่เพียงขาดความน่าเชื่อถือหรือประโยชน์ แต่บางกรณีอาจทำให้คนตกอยู่ในความเสี่ยงโดยการปฏิเสธการละเมิดในประเทศที่สหรัฐฯ หรือประเทศอื่นตั้งใจจะส่งผู้ลี้ภัยและผู้อพยพกลับไป

“รายงานสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศเคยเป็นพื้นฐานสำคัญ แม้มักถูกเพิกเฉย สำหรับการสนับสนุนขบวนการสิทธิมนุษยชนทั่วโลก” เยเกอร์กล่าว “แต่รัฐบาลทรัมป์กลับทำให้รายงานส่วนใหญ่กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้นำเผด็จการดูดีขึ้น และลดทอนความร้ายแรงของการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในที่เหล่านั้น”

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง