Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

จีนระดมขุดแร่แรร์เอิร์ธในพม่าอย่างหนักโดยเฉพาะในรัฐกะฉิ่น การสำรวจผลกระทบโดยองค์กรโกลบอลวิตเนสพบจีนทำการขุดเจาะอย่างหนักด้วยเคมีทำให้พื้นที่เต็มไปด้วยสารพิษปนเปื้อน ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่ามีการนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 70 หรือประมาณ 34,241 ตัน อะไรทำให้จีนเร่งกักตุนแร่แรร์เอิร์ธจำนวนมากเกินกว่าความต้องการในประเทศเช่นนี้ การกักตุนแร่ของจีนส่งผลสะเทือนในระดับโลกอย่างไร

 

11 ม.ค. 2568 รัฐกะฉิ่นของพม่ากำลังประสบปัญหาหายนะทางสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัดเจน จากการที่จีนเข้าไประดมขุดแร่แรร์เอิร์ธด้วยวิธีการใช้สารเคมี จนเกิดมลพิษปนเปื้อนพื้นที่ ทั้งแหล่งน้ำและผืนดิน ทำให้ปลูกพืชไม่ขึ้น มีการประเมินว่า ที่จีนทำเช่นนี้น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่คำนวนเอาไว้แล้วในการสร้างอิทธิพลต่อห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธโดยอาศัยพม่าที่ถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองมาเป็นโล่กำบัง

จากข้อมูลล่าสุดของศุลกากรจีนระบุว่า มีการนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธเข้าสู่จีนเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจถึงร้อยละ 70 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 อยู่ที่ 34,241 เมทริกตัน (ราว 34 ล้านกก.) เรื่องนี้ส่งสัญญาณให้เห็นว่าจีนกำลังกักตุนแร่แรร์เอิร์ธอย่างหนักโดยการนำเข้าเกินความต้องการไปมาก ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าจีนอาจจะกำลังกักตุนแรร์เอิร์ธ เผื่อไว้สำหรับการถูกคว่ำบาตรที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

โฆษณา - Advertising

ทางการจีนอาศัยวิธีการใช้เส้นสายกับตัวแทนในพม่าและการเป็นหุ้นส่วนแบบลับๆ เพื่อทำการขยายปฏิบัติการขุดเจาะแร่แรร์เอิร์ธร้อยละ 40 ทั่วภูมิภาค ทำให้พม่ากลายเป็นแหล่งใหญ่ในการจัดหาแร่แรร์เอิร์ธชนิดหนักให้กับจีนอย่างแร่ ดิสโปรเซียม, อิตเตรียม และเทอเบียม มีการนำเข้าจากพม่าคิดเป็นร้อยละ 40 ของทั้งหมด

ขณะเดียวกัน การที่จีนขุดเจาะแร่แรร์เอิร์ธอย่างหนักก็สร้างหายนะทางสิ่งแวดล้อมให้กับพื้นที่ต่างๆ ในรัฐกะฉิ่น ไม่ว่าจะเป็นผืนป่าที่แต่เดิมอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ตอนนี้มีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อจากการขุดเจาะแร่

องค์กรโกลบอลวิตเนส ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้ทำการสืบสวนพบว่ามีการทำลายระบบนิเวศน์ในวงกว้าง เช่น การใช้สารเคมีเป็นพิษในการถลุงแร่ทำให้เกิดการปนเปื้อนแหล่งน้ำและพื้นที่การเกษตร นอกจากนี้ยังส่งกระทบต่อสุขภาพของผู้คนในท้องถิ่นด้วย ทำให้คนในพื้นที่เป็นโรคผิวหนัง, โรคทางเดินหายใจ และเกิดความเสียหายต่ออวัยวะภายในของพวกเขา

นอกจากนี้ยังส่งผลต่อชุมชนชาติพันธุ์ในกะฉิ่น โดยบีบให้ชาวกะฉิ่นต้องพลัดถิ่นออกจากบ้านเกิดและพื้นที่ทำการเกษตรของตัวเองเนื่องจากกลายเป็นพื้นที่ขุดเจาะแร่ที่สร้างมลพิษ ศูนย์ทรัพยากรด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีการละเมิดสิทธิจำนวนมากเกิดขึ้นกับชุมชนชาติพันธุ์กะฉิ่นในพื้นที่ทำเหมืองแรร์เอิร์ธ โดยมีการบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน, การละเมิดสิทธิแรงงาน และการทำลายสถานที่มรดกทางวัฒนธรรม การที่พม่าถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติ ทำให้การละเมิดสิทธิเหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่ประชาคมโลกไม่ได้รับรู้

 

ทำไมจีนถึงต้องกักตุนแรร์เอิร์

ทางการจีนไม่ได้สนใจปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ และยังคงมุ่งหน้าขุดแร่แรร์เอิร์ธต่อไปโดยมีกองทัพเผด็จการพม่าคอยคุ้มครอง ซึ่งทางกองทัพเผด็จการพม่าเองก็ต้องพึ่งพาจีนเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ทั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่าจีนกำลังสวนกระแสโลกเรื่องการพยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยด้านสิ่งแวดล้อม แล้วผันตัวมาเป็นผู้ขุดเจาะแร่แรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเป็นผู้ที่ขุดเจาะแร่แรร์เอิร์ธร้อยละ 90 เทียบกับทั้งโลก ซึ่งแทบจะกลายเป็นการผูกขาด

อันกิต เค. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยราชตรียา รักชา ประเทศอินเดีย มองว่าสิ่งที่จีนทำไม่ใช่แค่เรื่องการผูกขาดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องในเชิงยุทธศาสตร์ด้วย หลังจากที่ชาติตะวันตกบอยคอตต์รัฐบาลเผด็จการทหารของพม่าก็ทำให้บริษัทตะวันตกย้ายฐานออกไปหมด ทำให้บริษัทจีนเข้าไปดำเนินกิจการได้โดยไม่มีอะไรมาขวางและไม่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานการค้าโลกหรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมใดๆ อีกทั้งการกักตุนแร่แรร์เอิร์ธยังจะถูกนำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อโจมตีเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีของชาติตะวันตกได้ด้วย

การกักตุนแร่แรร์เอิร์ธโดยจีนจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ในช่วงเดียวกับที่ประเทศต่างๆ กำลังพยายามพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ในบ้านตัวเอง ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้กับชิพอุปกรณ์ไอที อีกทั้งยังพยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การกักตุนแร่แรร์เอิร์ธโดยจีนเป็นการสร้างเงื่อนไขบีบรัดทางเศรษฐกิจ บีบให้ประเทศต่างๆ ต้องขอนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธจากจีน กลายเป็นอาวุธต่อรองทางภูมิศาสตร์การเมืองที่ทรงพลังสำหรับจีน

เรื่องดังกล่าวนี้เคยมีสถานการณ์เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2553 ที่จีนคว่ำบาตรไม่ยอมส่งออกแร่แรร์เอิร์ธให้ญี่ปุ่น เพื่อโต้ตอบกรณีที่ญี่ปุ่นจับเรือหาปลาของจีน ซึ่งจากการสำรวจโดยสภาคองเกรสสหรัฐฯ ก็พบว่าจีนส่งออกแร่แรร์เอิร์ธให้ญี่ปุ่นลดลงอย่างมากในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 อย่างไรก็ตามการที่จีนกักตุนแรร์เอิร์ธอย่างมหาศาลในช่วงที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าพวกเขาอาจจะเตรียมตัวกับการเผชิญหน้าที่ใหญ่กว่านั้น

อันกิต เค. มองว่า การที่จีนกักตุนเช่นนี้ยังเป็นการสร้างกำแพงปิดกั้นศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศอื่นๆ ด้วย อีกทั้งยังสร้างเงื่อนไขให้ทำลายการผูกขาดได้ยาก เค. จึงเสนอว่านานาชาติควรจะมีการแทรกแซงอย่างเร่งด่วนในเรื่องนี้ ควรมีการออกมาตรการใหม่เพื่อห้ามไม่ให้มีการกักตุนแร่ที่มีความสำคัญ ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  เช่น การคว่ำบาตรบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำลายสิ่งแวดล้อมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

 

เรียบเรียงจาก

China’s Plunder of Myanmar’s Rare Earth Wealth Threatens Global Security, The Irrawaddy, 28-12-2024

https://www.irrawaddy.com/opinion/guest-column/chinas-plunder-of-myanmars-rare-earth-wealth-threatens-global-security.html

Revisiting the China–Japan Rare Earths dispute of 2010, CEPR, 19-07-2023

https://cepr.org/voxeu/columns/revisiting-china-japan-rare-earths-dispute-2010

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising