Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

แม้ สว.จะค้านกันเสียงแข็ง กับข้อเสนอแก้ข้อบังคับการประชุมสภาที่เสนอโดย ‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ เปิดทางให้ประชาชนนั่ง กมธ.พิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญในสัดส่วนถึง 1 ใน 3 อ้างเหตุทำสส.-สว.ไม่มีความหมาย และเชื่อว่ามีวาระซ่อนเร้นอยากให้คนโดนตัดสิทธิได้กลับเข้าสภาเป็น กมธ.โหวตแก้รธน. อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม 2 สภาลงมติผ่านฉลุยในวาระ 1 คะแนน 415 : 185

 

15 ม.ค. 2568 วานนี้ (14 ม.ค. 2568) ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของสองสภาเพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นผู้เสนอ

เริ่มแรกของการอภิปรายพริษฐ์ได้มีข้อเสนอ 3 ข้อต่อที่ประชุม

ข้อเสนอที่หนึ่ง น่าจะเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดคือ เสนอให้มีการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภา เพื่อปลดล็อกและเปิดโอกาส ให้สมาชิกรัฐสภาได้เสนอชื่อบุคคลทั่วไป เช่น นักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญและตัวแทนภาคประชาสังคมได้เข้ามาทำงานร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ โดยมีเหตุผลสนับสนุนว่า การเสนอชื่อบุคคลทั่วไปอาจทำให้การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญมีความรอบคอบมากขึ้น ด้วยความเชี่ยวชาญที่อาจมีมากกว่าการจำกัดเพียงสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น

ข้อเสนอที่สอง เสนอให้มีการส่งเอกสารการประชุมรัฐสภาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เหมือนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลดการใช้กระดาษและลดภาระงานของฝ่ายวิชาการ รัฐสภา

ข้อเสนอที่สาม เสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติในข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ไม่ได้มีความจำเป็นอีกต่อไป เช่น การยกเลิกบทบัญญัติที่ว่าด้วยการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี

สำหรับข้อเสนอข้อที่สองและสาม สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้มีข้อข้องใจ แต่ประเด็นที่ติดใจ โดยเฉพาะในกลุ่ม สว.ที่อภิปรายไม่ยอมรับคือ ข้อเสนอที่จะให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดสัดส่วนไว้ถึง 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด

เปรมศักดิ์ เพียยุระ สภาชิกวุฒิสภา อภิปรายโดยอ้างถึงข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 79 ซึ่งในร่างของพริษฐ์ได้ตัดเรื่องกรรมาธิการพ้นจากตำแหน่งในส่วนของ ‘(4) ขาดจากสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก’ โดยตั้งข้อสงสัยว่าข้อเสนอนี้เปิดช่องทางสำหรับการนำผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองกลับมาหรือไม่

“เพราะว่าการขาดสมาชิกภาพแห่งสภานั้น เป็นเรื่องสำคัญ จะให้ยังคงทำหน้าที่กรรมาธิการต่อไปได้อย่างไร ต่อไปการเป็นสมาชิกรัฐสภาก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลย  จริงๆ แล้วการเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลในกรรมาธิการเราสามารถเชิญใครก็ได้ในประเทศไทย แต่การเป็นกรรมาธิการนั้นมีสิทธิ์ลงคะแนน ถ้าคนลงคะแนนไม่ใช่เป็นผู้มีสมาชิกภาพ ไม่ว่าจะเป็น สส.หรือสว.ก็ไม่มีความชอบธรรมเช่นเดียวกัน ผมไม่ทราบว่าตัดออกเพราะอะไร ตัดออกเพราะท่านมีบุคคลในใจไหมว่า ถ้าตัดออกแล้ว ถึงเหตุการณ์ต่อไปจะประสบกับคดีความอย่างไรจนหมดสมาชิกภาพก็ยังจะเป็นกรรมาธิการต่อไปได้” เปรมศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เปรมศักดิ์ก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ข้อบังคับ และเห็นว่าผู้ที่จะอยู่ในกมธ.พิจารณาการแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นสมาชิกรัฐสภาที่ดำรงตำแหน่งเท่านั้น

“เพราะสมาชิกรัฐสภาที่แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น กรรมาธิการใช้เพียง 45 คน เรามีสส. 500 มีสว.200 รวมเป็น 700 จะหาคน 45 คนมาเป็นกรรมาธิการไม่ได้หรืออย่างไร และถ้าได้เป็นแล้วสิ้นสมาชิกภาพเพราะต้องคดีหรือจะด้วยเหตุใดก็ตาม ก็สรรหาคนที่มีสมาชิกภาพขึ้นมาทดแทน ขาดที่สัดส่วนของพรรคการเมืองใดก็ส่งสมาชิกจากพรรคการเมืองนั้นที่เป็นสมาชิกรัฐสภาเข้ามาทดแทน ของสว.ก็สรรหาจากสว.ขึ้นมาทดแทน แต่บอกว่าคนที่ขาดสมาชิกภาพยังเป็นกรรมาธิการได้ ผมว่าจะดูแคลนสภามากไปหน่อยไหม เพราะเราเป็นผู้ทรงความรู้ความสามารถอยู่เป็นจำนวนมากในรัฐสภา” เปรมศักดิ์ กล่าว

เปรมศักดิ์กล่าวด้วยว่า การที่ร่างข้อบังคับนี้ตัดประเด็น (4) เรื่อง ‘ขาดจากสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก’ต้องพ้นจากกรรมาธิการออกไป จะได้เห็นใครกลับเข้ามา ณ ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้หรือเปล่า

“อันนี้ผมหลับตาดู ผมคิดว่าท่านคงหลับตามองว่าเห็นใครที่เป็นคนขาดสมาชิกภาพในอนาคตหรือเปล่า กรรมาธิการเป็นบทบาทสำคัญ ถ้าการพ้นจากตำแหน่งตัดเรื่องขาดสมาชิกภาพไป เราจะเห็นใครเข้ามาในกรรมาธิการ โดยเฉพาะขั้นตอนของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมไม่อยากจะบอกว่าอ้าปากก็เห็นไปถึงริดสีดวงทวาร” เปรมศักดิ์ กล่าว

รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภากล่าวว่า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะเชิญนักวิชาการหรือภาคประชาสังคมเข้ามาให้ความเห็นในฐานะที่ปรึกษา และการให้ความเห็นในส่วนที่เชี่ยวชาญ แต่เนื่องจากนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านั้นอาจจะไม่ต้องรับผิดโดยตรงต่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจึงไม่ควรเป็นกรรมาธิการ ส่วนการจะให้ประชาชนได้เข้ามามีบทบาทกับการเมืองได้นั้น มีอีกหลายทางที่สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นวิธีนี้

ส่วนฝ่ายที่เห็นชอบอย่างนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภาได้ตอบโต้ว่า ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาก็คือข้อบังคับให้ตัวแทนของประชาชนได้เข้าไปใช้เสียงที่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน และมองข้อบังคับการประชุมนี้ว่ามีพัฒนาการ พัฒนาการข้อแรกก็คือการประชุมในวาระนี้คือการพัฒนาการประชุมให้ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นสมัยใหม่ รวดเร็วและต้องปรับตัว ลดการใช้กระดาษซึ่งค่อนข้างล้าสมัย ส่วนพัฒนาการในข้อที่สอง  การเปิดพื้นที่ให้กับประชาชนที่สมาชิกรัฐสภาบางท่านมองว่าเป็น ‘คนนอก’ ได้เข้ามามีส่วนร่วม และขอยืนยันหลักการว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง หรือ people supremacy

ท้ายที่สุด ที่ประชุมมีการลงมติในวาระ 1 ผลปรากฏว่า มีผู้ลงมติจำนวน 603 คน เห็นด้วย 415 คน ไม่เห็นด้วย 185 คนและงดออกเสียง 3 คน เป็นอันว่าที่ประชุมรัฐสภารับหลักการนี้ หลังจากนี้จะมีการจัดตั้งกรรมาธิการ โดยแบ่งสัดส่วนเป็น สว.4 คน สส.พรรคประชาชน 4 คน สส.พรรคเพื่อไทย 4 คน สส.พรรคภูมิใจไทย 2 คน สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ 1 คน สส.พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน และสส.พรรคกล้าธรรม 1 คน 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง