จากยุคที่คนรุ่นใหม่ในจีนใฝ่ฝันจะเป็น CEO บริษัทยักษ์ใหญ่ สู่วันที่บัณฑิตจบใหม่ต้องยอมรับความจริงที่ว่าปริญญาไม่ใช่ใบเบิกทางสู่ความสำเร็จอีกต่อไป ท่ามกลางวิกฤตการว่างงานที่พุ่งสูงในกลุ่มคนหนุ่มสาว จนหลายคนต้องยอมทำงานต่ำกว่าวุฒิ ไม่ว่าจะเป็นดุษฎีบัณฑิตที่ต้องสมัครเป็นตำรวจสายตรวจ มหาบัณฑิตฟิสิกส์ที่กลายเป็นช่างซ่อมบำรุง บัณฑิตการเงินที่ต้องมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ หรือแม้แต่ผู้จบวิศวกรไอทีที่หันมาเป็นตัวประกอบในกองถ่ายหนัง สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดแรงงานจีน
เมื่อปริญญาไม่การันตีอนาคต
ณ เวลานี้ในจีน ปรากฏการณ์บัณฑิตจบใหม่ต้องทำงานต่ำกว่าวุฒิกำลังกลายเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างชิงหัว (Tsinghua University) ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตากรรมนี้ได้ จากรายงานพิเศษของสื่อ BBC เมื่อช่วง ม.ค. 2025 สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการว่างงานครั้งใหญ่ของคนรุ่นใหม่ในประเทศที่กำลังเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ
"สถานการณ์การจ้างงานในจีนแผ่นดินใหญ่ยากลำบากจริงๆ ดังนั้นผมคิดว่าคนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องปรับความคาดหวังกันใหม่" ศาสตราจารย์จาง จวิน (Zhang Jun) จาก City University of Hong Kong กล่าวกับ BBC เธอยังชี้ว่านักศึกษาจำนวนมากพยายามเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นเพื่อหวังโอกาสที่ดีกว่า แต่แล้วก็ต้องเผชิญกับความเป็นจริงของสภาพแวดล้อมในการจ้างงาน
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Reuters และ VOA ก็เคยนำเสนอรายงานพิเศษเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้เช่นกันในช่วงปี 2024
"ผมคิดว่าการทำงานในธนาคารเป็นความฝันของผม" ซุน จาน (Sun Zhan) วัย 25 ปี เล่าไว้ในรายงานข่าวของ Reuters เมื่อ ส.ค. 2024 ขณะเตรียมตัวเข้ากะทำงานที่ร้านหม้อไฟในเมืองหนานจิง (Nanjing) "แต่หลังส่งใบสมัครไปมากมาย ก็ไม่มีผลลัพธ์ที่ดี" เขากล่าวเสริม
บัณฑิตปริญญาโทด้านการเงินที่กลายมาเป็นพนักงานเสิร์ฟอย่างซุน จาน ไม่ใช่กรณีที่แปลกในปัจจุบัน เพราะจีนกำลังเผชิญกับวิกฤตการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุ 16-24 ปี โดยในเดือน มิ.ย. 2024 อัตราการว่างงานพุ่งสูงถึง 21.3% สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นที่รัฐบาลต้องระงับการเปิดเผยตัวเลขเพื่อทบทวนวิธีการคำนวณใหม่
"สถานการณ์การจ้างงานในจีนแผ่นดินใหญ่ยากลำบากมาก" หลี่ เชียง (Li Qiang) ผู้อำนวยการ China Labor Watch ให้สัมภาษณ์กับ VOA News เมื่อ ธ.ค. 2024 "บริษัทจีนจำนวนมากต้องการให้พนักงานทำงาน 12-16 ชั่วโมงต่อวัน และคาดหวังให้ทำงาน 6-7 วันต่อสัปดาห์"
กรณีของ อมาดา เฉิน (Amada Chen) บัณฑิตจบใหม่จาก Hubei University of Chinese Medicine ยิ่งสะท้อนความเลวร้ายของสภาพการจ้างงาน เธอลาออกจากงานขายในรัฐวิสาหกิจหลังทำงานเพียงหนึ่งเดือน ด้วยค่าจ้างเพียงวันละ 60 หยวน (ประมาณ 8.40 ดอลลาร์) แม้ต้องทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน
"ฉันร้องไห้ทุกวันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์" เฉินเล่าให้ Reuters ฟัง หลังจากส่งจดหมายสมัครงานกว่า 130 ฉบับ เธอได้รับการเสนองานแต่เพียงตำแหน่งขายและอีคอมเมิร์ซ ทั้งที่จบการศึกษาด้านการแพทย์แผนจีนและหวังจะได้ทำงานเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพหรือนักวิจัย
จากห้องเรียนด้านไอทีสู่กองถ่ายหนัง

บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากเดินทางมายังเมืองเหิงเตี้ยน (Hengdian) เพื่อทำงานเป็นตัวประกอบในการถ่ายทำภาพยนตร์ของสตูดิโอต่างๆ | ที่มาภาพ: Wikipedia
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บัณฑิตปริญญาตรี แม้แต่ผู้จบการศึกษาระดับสูงก็ประสบชะตากรรมเดียวกันตามรายงานของ BBC มีกรณีของช่างซ่อมบำรุงโรงเรียนที่จบปริญญาโทฟิสิกส์ พนักงานทำความสะอาดที่จบด้านการวางแผนสิ่งแวดล้อม และคนขับรถส่งของที่จบปริญญาด้านปรัชญา รวมถึงดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) ที่ต้องสมัครงานเป็นตำรวจสายตรวจ
อุตสาหกรรมภาพยนตร์กลายเป็นที่พึ่งชั่วคราวของบัณฑิตว่างงาน หวู่ ซิงไห่ (Wu Xinghai) วัย 26 ปี จบวิศวกรรมข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เล่าให้ BBC ฟังว่า เขาทำงานเป็นตัวประกอบในเมืองเหิงเตี้ยน (Hengdian) เมืองแห่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเซี่ยงไฮ้ "ผมแค่ยืนข้างๆ นักแสดงนำเป็นฉากประกอบ ไม่มีบทพูดใดๆ" เขากล่าว
"นี่คือสถานการณ์ในจีน ใช่ไหม? พอเรียนจบก็ตกงานทันที" หลี่ (Li) บัณฑิตสาขาการกำกับภาพยนตร์และการเขียนบทที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อจริง บอกกับ BBC ว่า "ผมมาที่นี่เพื่อหางานทำในตอนที่ยังหนุ่ม เมื่อแก่ตัวกว่านี้ค่อยหางานที่มั่นคง"
ดาลี่ หยาง (Dali Yang) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจีนจาก University of Chicago ให้สัมภาษณ์กับ VOA ว่า "มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่ควรจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ และเมื่อมีบัณฑิตรุ่นใหม่จบออกมาทุกปี ก็ยิ่งทำให้ตลาดแรงงานยากลำบากสำหรับผู้จบการศึกษา"
เมื่อต้องออกนอกเส้นทางที่ฝัน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตนี้ คนรุ่นใหม่บางคนพยายามมองหาโอกาสใหม่ๆ ซุน จาน เล่าให้ Reuters ฟังว่า เขาวางแผนจะใช้เวลาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟเพื่อเรียนรู้ธุรกิจร้านอาหาร หวังว่าสักวันจะได้เปิดร้านเป็นของตัวเอง ขณะที่ หวู่ ตัน (Wu Dan) วัย 29 ปี อดีตพนักงานบริษัทเทรดดิ้งที่จบการเงินจาก Hong Kong University of Science and Technology กลับค้นพบความชอบในการนวดบำบัดและวางแผนจะเปิดคลินิกของตัวเอง
เย่ หลิว (Ye Liu) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจาก King's College London ให้ความเห็นกับ VOA ว่า แนวโน้มในอนาคตจะเห็นคนรุ่นใหม่ในจีน "เพิ่มความหลากหลายในรูปแบบการทำงาน" ทั้งการรับงานอิสระ งานพาร์ทไทม์ และการทำงานหลายอาชีพมากขึ้น
ปัญหาการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในจีนยังคงเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข แม้จะมีมาตรการต่างๆ เช่น การจัดกิจกรรมรับสมัครงานในมหาวิทยาลัยและการเพิ่มอัตราการจ้างงานสำหรับเยาวชนที่ว่างงาน แต่ตามรายงานของ VOA หากไม่มีการปรับปรุงสภาพการทำงานและเสริมสร้างการคุ้มครองสวัสดิการของแรงงานอย่างจริงจัง ปัญหาการว่างงานของเยาวชนจีนคงไม่มีทางดีขึ้นภายในอีก 5 ปีข้างหน้า
เมื่อวิกฤตการว่างงานอาจกลายเป็นประเด็นอ่อนไหว
ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือการเซ็นเซอร์การพูดคุญถึงปัญหานี้ในสังคมจีน VOA รายงานว่าเมื่อช่วงเดือน ธ.ค. 2024 บทวิเคราะห์เกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคที่ชะลอตัว การว่างงาน และ "ความท้อแท้" ของคนหนุ่มสาวโดย เกา ซานเหวิน (Gao Shanwen) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ SDIC Securities บริษัทหลักทรัพย์ของรัฐ ถูกลบออกโดยผู้ตรวจสอบอินเทอร์เน็ตของจีน นอกจากนี้ บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของ ฟู่ เผิง (Fu Peng) นักเศรษฐศาสตร์ชาวจีน ก็ถูกระงับการเข้าถึงหลังจากที่เขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงของจีนในการประชุมเมื่อ ก.ย. 2024
ขณะที่ People's Daily Online สื่อของรัฐรายงานว่า นายจ้างกว่า 1,000 รายจากทั่วประเทศ "คาดว่าจะเสนอตำแหน่งงานด้านการศึกษามากกว่า 30,000 ตำแหน่ง" แต่บัณฑิตจบใหม่กลับมองว่าไม่ตรงกับความต้องการ เช่นกรณีของ โชว เชน (Shou Chen) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จาก Beijing University of Posts and Telecommunications สาขาปัญญาประดิษฐ์ ที่เล่าให้ Reuters ฟังว่า เธอยังไม่ได้ฝึกงานแม้จะสมัครไปแล้วกว่าสิบที่ และยังรู้สึกไม่มั่นใจกับตลาดงาน "มันอาจจะแย่ลงกว่านี้" เธอกล่าว "ท้ายที่สุดแล้ว จะมีคนในสายงานนี้มากขึ้นเรื่อยๆ"
ตามการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน China Higher Education Research วารสารภายใต้กระทรวงศึกษาธิการจีน จำนวนบัณฑิตระดับอุดมศึกษาจะเกินความต้องการของตลาดตั้งแต่ปี 2024 ไปจนถึงปี 2037 หลังจากนั้นผลกระทบจากอัตราการเกิดที่ลดลงจะเริ่มส่งผลให้ช่องว่างแคบลง โดยคาดว่าจำนวนบัณฑิตจบใหม่จะพุ่งสูงสุดที่ราว 18 ล้านคนในปี 2034
เมื่อหนุ่มสาวจีนต้องเลือกระหว่างฝันกับความเป็นจริง

กระแส "นอนราบ" ( 躺平 "ถ่างผิง" หรือ lying flat) หรือปฏิเสธการแข่งขันในสังคม เป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่ในจีน | ที่มาภาพ: tsingyangroup.com
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน หวู่ ตัน เล่าให้ BBC ฟังว่า แม้แต่เพื่อนที่มีงานทำก็ยังรู้สึกหลงทาง "พวกเขาสับสนและรู้สึกว่าอนาคตไม่ชัดเจน คนที่มีงานทำก็ไม่พอใจกับงานที่ทำ พวกเขาไม่รู้ว่าจะรักษาตำแหน่งงานเหล่านี้ได้นานแค่ไหน และถ้าเสียงานปัจจุบันไป พวกเขาจะทำอะไรได้อีก?"
เรื่องราวของบัณฑิตจีนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปริญญาอาจไม่ใช่ใบเบิกทางสู่ความสำเร็จอีกต่อไป การปรับตัว ค้นหาโอกาสใหม่ และกล้าที่จะออกนอกกรอบความคาดหวังของสังคม อาจเป็นทางรอดสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคที่ความมั่นคงทางอาชีพกลายเป็นสิ่งที่หายากยิ่งกว่าปริญญา
แม้สถานการณ์จะดูมืดมน แต่ยังมีคนรุ่นใหม่บางส่วนที่เลือกจะ "นอนราบ" ( 躺平 "ถ่างผิง" หรือ lying flat) หรือปฏิเสธการแข่งขันในสังคม โดย BBC รายงานว่า มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกที่จะ "เกษียณ" ไปอยู่ในพื้นที่ชนบทที่มีค่าครองชีพต่ำกว่าเพื่อรับมือกับความท้าทายจากการว่างงาน บางคนหันไปทำอีคอมเมิร์ซเป็นแหล่งรายได้
อย่างเช่น วิคเตอร์ หวัง (Victor Wang) อดีตวิศวกรวัย 26 ปี จากเมืองเจ้อเจียง (Zhejiang) ที่บอกกับ VOA ว่า "หลังจากลาออกโดยไม่มีแผนสำรอง ผมในที่สุดก็มีโอกาสได้ดูแลสุขภาพกายและใจ และรู้สึกว่าได้ควบคุมชีวิตตัวเองเสียที"
ที่มา:
China's young workers - overqualified and in low-paying jobs (Stephen McDonell, BBC, 4 January 2025)
Unemployment continues to plague China’s youth in 2024 (William Yang, VOA, 9 December 2024)
China's rising youth unemployment breeds new working class: 'Rotten-tail kids' (Ryan Woo and Ethan Wang, Reuters, 21 August 2024)
