Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กรุงเทพกำลังเผชิญกับคุณภาพอากาศย่ำแย่ ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานติดต่อกันมาหลายวัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนกว่า 67 เขต ก่อนฝุ่น PM2.5 จะย้ายจากกรุงเทพมาปกคลุมท้องฟ้าเชียงใหม่และภาคเหนือในช่วงปลายเดือนหน้าอย่างเป็นเรื่องที่คาดหมายได้  ประชาไทชวน นพ.รังสฤษฎ์ หรือ “หมอหม่อง” แพทย์ผู้เชียวชาญด้านโรคหัวใจ หนึ่งในผู้ที่ร่วมฟ้องคดีฝุ่นภาคเหนือ มองสถานการณ์ฝุ่นพิษที่กำลังจะมา และราคาสุขภาพที่ประชาชนต้องจ่าย 

24 ม.ค. 2568 กรุงเทพกำลังเผชิญกับคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานติดต่อกันมาหลายวัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทั่วกรุงเทพกว่า 67 เขต หลายพื้นที่มีค่าฝุ่นสูงกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าเฉลี่ยฝุ่นของกรุงเทพวันนี้ (24 ม.ค. 2568) อยู่ที่ 88.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาโดยให้ประชาชน work from home และประกาศให้ประชาชนใช้รถไฟฟ้า-รถเมล์ ฟรีในช่วง 7 วัน ใช้งบกลางก่า 140 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ให้กับคนกรุงเทพ

ก่อนฝุ่น PM2.5 จะย้ายจากกรุงเทพมาปกคลุมท้องฟ้าเชียงใหม่และภาคเหนือในช่วงปลายเดือนหน้าอย่างเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ ประชาไทชวน นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ “หมอหม่อง” แพทย์ผู้เชียวชาญด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และหนึ่งในประชาชนที่ร่วมฟ้องคดีฝุ่นภาคเหนือ พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพของประชาชนในเมืองฝุ่น

โฆษณา - Advertising

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเวลาที่ฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือมามันหนักแค่ไหน คุณหมอพอจะประเมินให้ฟังได้ไหม

หมอหม่อง : ก็อยากจะขอชี้แจงก่อนว่า หลายคนก็อาจจะพยายามนึกภาพว่ามีคุณหมอออกมาเตือนถึงพิษภัยของฝุ่นกับสุขภาพ ช่วงที่ฝุ่นเยอะโรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนป่วย ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียวมันคล้ายกับการที่เราสูบบุหรี่วันนี้เป็นซอง เราก็ไม่ได้ป่วยทันที ไม่ได้เข้าโรงพยาบาลทันที อาจจะมีไอเจ็บคอบ้าง แต่พิษภัยของบุหรี่การเป็นมะเร็งปอด, โรคหัวใจ, โรคทางหลอดลม หรืออัมพฤกษ์อัมพาต มาจากการสูบบุหรี่แบบเรื้อรังไม่ใช่การเจ็บป่วยแบบทันทีทันใด

“ฉะนั้นถามผมว่าช่วงที่ฝุ่นเยอะ แล้วคนป่วยเยอะไหม มันไม่ได้เห็นแบบทันทีทันใดแบบนั้น เราอาจจะเห็นคนป่วยเล็กน้อย พวกตาแดง คนที่โรคทางหลอดลมอยู่แล้วก็จะกำเริบขึ้นมา คนที่มีโรคหัวใจอยู่แล้วก็อาจจะกำเริบขึ้นมา การเพิ่มขึ้นของอัตราการตายถ้าเทียบต่อ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรของ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้น การตายจะเพิ่มขึ้น 1 – 2 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ฝุ่นมันเพิ่ม ฟังดูมันจะไม่ค่อยเยอะ 1 เปอร์เซ็นต์มันก็นิดเดียว แต่ผมอยากจะสื่อให้คนเข้าใจว่าผลกระทบของ PM2.5 มันคือการสะสมพิษเรื้อรังเหมือนเราสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องกันหลายๆ ปี ดังนั้นไม่ได้แปลว่าเราจะมาป่วยเอาตอนฝุ่นเยอะ เราป่วยตอนไหนก็ได้เพราะได้รับฝุ่นสะสมมาอย่างต่อเนื่อง” หมอหม่อง กล่าว

ประเทศไทยคนตายจาก 3 สาเหตุมากที่สุด อุบัติเหตุ โรคหัวใจ และมะเร็ง น่าสังเกตว่า โรคหัวใจจากที่คนตายประมาณ 40,000 คนต่อปี ตอนนี้อัตราการตายจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อเนื่อง อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น คนเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น ความดันมากขึ้น หรืออายุมากขึ้น แต่ส่วนหนึ่งก็คือฝุ่น PM2.5 มลพิษทางอากาศที่เพิ่มมากขึ้นในเมืองใหญ่ รวมถึงในชนบทด้วย และทำให้คนเป็นโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น โดยที่ความเจ็บป่วยนี้อาจจะไม่ได้มากระจุกอยู่แค่ช่วงที่ฝุ่นเยอะ PM2.5 เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยง ตัว PM2.5 อาจจะไม่ได้ทำให้ใครตายทันที แต่พิษของฝุ่นควันไปร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดโรคตามมา แม้ไม่ใช่ช่วงที่ฝุ่น PM2.5 เยอะ

“PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนตายจากโรคหัวใจ โรคมะเร็งปอดในคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ เรามีอัตราคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดในคนที่ไม่สูบบุหรี่สูงมาก โดยเฉพาะในภาคเหนือของเราเป็นต้น และเราเห็นจำนวนคนที่เป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นทุกปี ใน 100 คน จะมี 25 คนที่ตายจากโรคหัวใจเป็นผลมาจากฝุ่นละออง PM2.5 ทั้งโลกมีการคำนวณมาแล้วว่ามีคนที่ตายจากฝุ่นในทุกโรคปีละ 7 ล้านคน WHO ก็จัดว่าฝุ่นเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่ 3-4 ที่ทำให้คนตาย มันใหญ่โตมากและปัญหาของมันคือมันโดนทุกคน เพราะคุณหายใจ” หมอหม่อง กล่าว

โฆษณา - Advertising

หมอหม่องอยากให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจระบาดวิทยาของโรคที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 ก่อนว่าไม่ใช่เมื่อเป็นฤดูกาลที่ฝุ่นมา แล้วคนจะป่วยเยอะ พิษของฝุ่น PM2.5 ก่อให้เกิดโรคเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงตายในระยะยาวได้ ส่งผลกระทบต่อร่างกายคนทุกคนได้อย่างรุนแรง ทั้งโรคหัวใจ มะเร็งปอด หลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจวาย สมองอัมพฤกษ์อัมพาต สมองเด็กและการเจริญเติบโตที่ต้องมาโดนพิษของฝุ่น

นพ. รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ “หมอหม่อง”

นพ. รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ “หมอหม่อง”

มาตรการเชิงรุกที่ทางการแพทย์ทางสาธารณสุขที่รัฐออกมาเพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 ตอนนี้ เพียงพอหรือไม่

หมอหม่อง : ผมคิดว่าตอนนี้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ “ความตระหนัก” ที่ยังไม่ถึงจุด การที่เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมได้เราจะต้องตระหนักรู้ให้ถึงจุดนั้นก่อน จนเกิดแรงผลักในหลายๆ เรื่อง ในไทยจะเห็นว่ากฎหมายอากาศสะอาดก็ยังไม่ออก กลายเป็นเหมือนไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ยกตัวอย่างที่อังกฤษตอนปี 1953 เกิด The Great Smog of London (หมอกปนควันครั้งใหญ่ของลอนดอน) มีคนตายจำนวนมาก คนตายมากกว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษก็มีกฎหมายอากาศสะอาดออกมาทันที เป็นการแก้ปัญหาตรงจุดของประเทศที่เจริญแล้ว ขณะที่ประเทศเราความตระหนักรู้ยังไม่มีและความเข้าใจเรื่องของระบาดวิทยาก็ยังไม่เข้าใจกันเลย

ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขบางคนยังออกมาพูดทำนองว่า ตัวเลขผู้ป่วยไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงมากในช่วงฝุ่น แต่ทั้งโลกเขาทำวิจัยออกมาแล้วถึงอันตรายของฝุ่นพิษ

โฆษณา - Advertising

“ผมคิดว่าความตระหนักรู้มันไปไม่ถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชุมชน อันนี้เป็นความเหลื่อมล้ำ ชุมชนรอบนอกเขาอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดของควันและขาดความรู้ในการป้องกัน พฤติกรรมที่เคยดำเนินชีวิตในอดีตก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม ผมคิดว่าการตระหนักรู้เนี่ยมันน้อย กระทรวงสาธารณสุขเองต้องมีน้ำเสียงที่เข้มแข็งกว่านี้ในการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ เราไม่ต้องการความตื่นตระหนก แต่แต่ความตระหนักรู้อย่างมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อันนี้ต้องมี” หมอหม่อง กล่าว

หากขาดความตระหนักรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ ปัจจัยอื่นๆ ในมิติทางสังคม กฎหมายก็ตามมาไม่ได้ หมอหม่องยกตัวอย่างการฟ้องคดีเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ที่ผ่านมาในอดีต หลายคดีถูกปัดตกไปเกือบทั้งหมด เนื่องจากมีความสงสัยจากทางฝั่งตุลาการถึงผลกระทบว่ามีจริงหรือไม่ กระทั่งปีที่แล้วประชาชนภาคเหนือรวมถึงตัวหมอหม่องเองด้วยได้ยื่นฟ้องคดีฝุ่น PM2.5 ต่อศาล มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ไปชี้แจง “อันนี้เป็นครั้งแรกที่ฝ่ายผู้พิพากษายอมรับผลกระทบว่ามีอยู่จริงๆ”

หมอหม่องมองว่า เรื่องการตระหนักรู้ในสังคมไทยยังน้อยกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถกระทำได้อีกมากในการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนในเมืองไปถึงระดับชุมชน รัฐมีกลไก อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ที่สามารถเข้าถึงชุมชนได้อยู่แล้ว อาจจะมีการสร้างหมู่บ้านปลอดการเผาขึ้นมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ให้ชุมชนมีส่วนดูแลปัญหากันเอง “จะมานั่งสั่งการหรือใช้กฎหมายจัดการทั้งหมด ไม่ได้หรอก ไม่รู้จะเอาคุกที่ไหนขังและจะเกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคมมากมาย เพราะฉะนั้นการใช้อุปกรณ์ทางสังคมช่วยกันดูแล ระบบชุมชนผมคิดว่าอันนี้ต้องส่งเสริมให้มาก”

“การป้องกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทางกระทรวงอยากทำห้องปอดฝุ่นอะไรต่างๆ ผมว่าเอาจริงๆ มันยาก เพราะว่ามันไม่ค่อยตอบโจทย์กับวิถีชีวิต ใครจะมานั่งกลางวันอยู่ในห้องทั้งวัน เขาก็ต้องใช้ชีวิต ประชาชนที่อยู่รอบนอกเขาก็ต้องใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นหลักเลยในการทำมาหากิน เขาไม่ได้มีห้องติดแอร์ระบบปิดมีเครื่องกรองอากาศ มันเป็นเรื่องยากมาก เราไม่มีทางอื่นเลยต้องแก้ที่ต้นเหตุ” หมอหม่อง กล่าว

โฆษณา - Advertising

หมอหม่องเสนอว่า รัฐบาลควรจะไปจัดการที่ต้นตอของปัญหา ยังมีปัจจัยในเชิงเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนต้องไปเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ในการทำการเกษตร รัฐบาลหรือหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบต. จะหาทางช่วยเกษตรกรเพื่อลดการเผาได้หรือไม่ หรือสังคมควรต้องมาร่วมแบกรับราคาการผลิตพืชผักตรงนี้ด้วยที่ดูเหมือนราคาถูกในระยะสั้น แต่ถ้าดูห่วงโซอุปทานและผลกระทบทางสังคมจะเห็นว่าราคาไม่ถูกเลย “เราไม่ได้ทำบัญชีให้ถูกต้อง ราคาที่เราต้องจ่ายคือราคาสุขภาพของสังคม มันแพง”

“เรายังมีปัญหาเรื่องการดำเนินธุรกิจที่ขาดธรรมาภิบาลหรือการตรวจสอบที่ถูกต้องเกี่ยวกับที่มาของวัตถุดิบว่ามีกระบวนการที่สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ผมคิดว่ารัฐบาลยังแตะน้อย มีบริษัทใหญ่ๆ มากมายที่ยังมีการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ข้าวโพดต่างๆ ไม่ใช่ในประเทศไทยอย่างเดียว ประเทศไทยอาจจะมีการควบคุมระดับหนึ่ง ก็ไปเปิดในพื้นที่ในประเทศเพื่อนบ้าน เราไม่ได้สนใจว่าเขาจะผลิตอย่างไร ถึงเขาจะยืนยันว่าเขาซื้อมาจากแหล่งที่ไม่มีการเผา แล้วเราติดตามได้หรือเปล่า รัฐก็จะต้องเข้าไปดูนโยบายของตัวเอง บริษัทเหล่านี้มีความรับผิดชอบต่อสังคมเพียงพอแล้วหรือไม่ หรือว่าเขาได้ผลประโยชน์มากมาย แต่อยู่บนความเสียหายทางสุขภาพและเศรษฐกิจของสังคมในมิติอื่นๆ” หมอหม่อง กล่าว

 

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมฟ้องคดีฝุ่นคุณหมอมีความคิดเห็นอย่างไรที่ตอนนี้ยังไม่มีแผนฉุกเฉินป้องกันออกมาตามคำสั่งศาล ในขณะที่ฝุ่น PM2.5 กำลังจะมาแล้ว

หมอหม่อง : มันก็เป็นปีแล้วที่พวกเราฟ้องนายกรัฐมนตรีในยุคสมัยนั้น และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ศาลก็ตัดสินว่าทางฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

โฆษณา - Advertising

“ทางผู้พิพากษาศาลปกครองก็ได้มีคำสั่งให้ทางรัฐทำแผนฉุกเฉินออกมานานแล้ว ทางนู้นก็พยายามอุทธรณ์ ซึ่งผมก็รู้สึกว่าปวดหัวใจมากนะ คุณจะอุทธรณ์อะไร เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของประชาชน ความเจ็บป่วยสุขภาพของประชาชน คุณจะอุทธรณ์อะไรอีก คุณอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนเหรอ ผมก็ยังงงตรงนี้ มันไม่ได้เป็นเรื่องจับคุณเข้าคุก แค่บอกให้คุณทำงานอย่างที่คุณจะต้องทำ ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรคำสั่งศาลที่ออกมาเหมือนกระดาษใบหนึ่ง ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เลย ในการที่จะทำให้มีแผนฉุกเฉินออกมาหรืออะไรที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น” หมอหม่อง กล่าว

หมอหม่องระบุว่า แนวทางที่หน่วยงานรัฐพยายามแก้ปัญหาฝุ่นออกมา ยังไม่ตอบสนองต่อคำสั่งศาลให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน แม้ประเด็นฝุ่น PM2.5 จะถูกกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่การให้น้ำหนักในการแก้ปัญหาดูเหมือนยังไม่มากพอ ทั้งในการดูแล การส่งทรัพยากร หรืองบประมาณลงมาแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มากกว่าที่เป็นอยู่ อย่างปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นเราก็ยังเห็นมีชาวบบ้านมีอาสาสมัครออกไปดับไฟป่ากันเอง รัฐน่าจะมีกำลังในการดูแลปัญหามากกว่านี้ไหม เราดูแล้วเราก็รู้สึกว่ารัฐต้องทำได้ดีกว่านี้แน่ๆ เราอยากเห็นแผนระยะกลางระยะยาวในการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่การที่ประชาชนออกมาโวยวายทีรัฐก็จัดการที การมาฝุ่น PM2.5 เป็นเรื่องที่คาดหมายได้ทุกปี แผนป้องกันและแก้ปัญหาก็ควรมีเตรียมไว้ได้อยู่แล้ว

 

คุณหมอเป็นประชาชนคนหนึ่งในเมืองฝุ่นอย่างเชียงใหม่ คาดหวังการจัดการปัญหาตรงนี้จากทางท้องถิ่นอย่างไรบ้าง ที่มากกว่าการฉีดน้ำหรือแจกหน้ากากที่ทำทุกปี

หมอหม่อง : การแจกหน้ากากไม่ได้ช่วยปกป้องกัน การฉีดน้ำก็ไม่ได้ช่วย อย่าทำเลยมันน่าอาย สิ่งสำคัญมากกว่าอาจจะเป็นเรื่องการกระจายอำนาจและงบประมาณมายังท้องถิ่นและชุมชนในการจัดการปัญหาฝุ่นด้วยตนเอง ทางรัฐก็มอนิเตอร์ติดตามการติดตามการทำงานของท้องถิ่น

“ผมอยากให้ชุมชนมีความสามารถ มีเครื่องไม้เครื่องมือในการจัดการ อย่างที่บอกถ้าชุมชนดูแลกันเองจัดการกันเองน่าจะเป็นทางออก ให้เขาตระหนักรู้จริงๆ ว่า การเผาเป็นเรื่องที่ร้ายแรงต่อสุขภาพระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้นอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ไม่มีใครอยากเห็นลูกหลานตนเองเจ็บป่วยหรือสุขภาพย่ำแย่” หมอหม่อง กล่าว

 

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising