ด้วยเงินลงทุนมหาศาลผ่าน Public Investment Fund (PIF) และบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ Aramco ซาอุดีอาระเบียกำลังทุ่มงบประมาณกว่าพันล้านดอลลาร์ฯ เพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางกีฬาระดับโลก ท่ามกลางคำถามเรื่องการฟอกภาพลักษณ์ผ่านกีฬา การละเมิดสิทธิมนุษยชน และความโปร่งใสในการบริหารจัดการ
- ซาอุดีอาระเบียใช้กองทุน PIF และบริษัท Aramco ทุ่มเงินมหาศาลลงทุนในวงการกีฬาทั่วโลก ทั้งการซื้อสโมสรฟุตบอล การจัดการแข่งขันระดับนานาชาติ และการดึงนักกีฬาชั้นนำ โดยมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ยอมรับว่าเป็นการฟอกภาพลักษณ์เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
- ประเทศมีการรวมศูนย์อำนาจในการบริหารจัดการกีฬา โดยผู้บริหารระดับสูงดำรงตำแหน่งหลายบทบาทพร้อมกัน ทั้งในภาครัฐและองค์กรกีฬา ทำให้เกิดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความเป็นอิสระขององค์กรกีฬา
- ซาอุดีอาระเบียเผชิญการวิพากษ์วิจารณ์ด้านสิทธิมนุษยชนอย่างหนัก ทั้งการปราบปรามเสรีภาพสื่อ การละเมิดสิทธิสตรี การใช้โทษประหารชีวิต และการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติ ซึ่งขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่พยายามสร้างผ่านวงการกีฬา
การก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางกีฬาของซาอุดีอาระเบีย
ในเดือน ก.ย. 2023 มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News อย่างตรงไปตรงมาว่า "ถ้าการฟอกภาพลักษณ์ผ่านกีฬาจะช่วยเพิ่ม GDP ได้ 1% เราก็จะทำต่อไป" คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียในการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ
Public Investment Fund (PIF) เป็นกลไกหลักในการลงทุนด้านกีฬา โดยมีพอร์ตการลงทุนกว่า 346 รายการ ภายใต้การนำของยาซีร์ อัล-รุมัยยาน (Yasir Al-Rumayyan) ผู้ว่าการกองทุน จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการเข้าซื้อสโมสร Newcastle United ในเดือน ต.ค. 2021 แม้ Premier League จะอนุมัติการซื้อหลังได้รับ "การรับประกันที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย" ว่ารัฐบาลซาอุดีอาระเบียจะไม่ควบคุมสโมสร แต่ความจริงแล้ว PIF เป็นแขนขาสำคัญของรัฐที่มีมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เป็นประธาน
ต่อมาในเดือน มิ.ย. 2023 PIF ได้เข้าซื้อสโมสรชั้นนำในลีกซาอุดีอาระเบียอีก 4 ทีม ได้แก่ Al-Ahli, Al-Ittihad, Al-Hilal และ Al-Nassr ขณะที่อีก 4 สโมสรถูกซื้อโดยหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น Royal Commission for Al-Ula, Diriyah Gate Development Authority, NEOM และ Aramco สโมสรเหล่านี้ได้ทุ่มเงินมหาศาลซื้อนักเตะระดับโลกอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้, คาริม เบนเซมา และเนย์มาร์ ด้วยค่าเหนื่อยรวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับนักเตะต่างชาติ 20 คน
นอกจากการลงทุนในฟุตบอล PIF ยังขยายอิทธิพลไปยังกีฬาประเภทอื่นผ่านบริษัทในเครือ อาทิ Saudi Telecom Company ที่ลงทุนในกีฬาการต่อสู้ อีสปอร์ต และการแข่งขันเทนนิส Six Kings Slam ขณะที่ Saudi National Bank สนับสนุนการแข่งขันหลายรายการ รวมถึงสมาพันธ์ฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย การแข่งขันกอล์ฟ PIF Saudi International และ FIFA Series 2024
ตามรายงานของ Human Rights Watch ในปี 2024 เผยว่ามกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้ปรับโครงสร้างการกำกับดูแล PIF ให้สามารถจัดสรรเงินกองทุนไปยังโครงการที่ต้องการได้โดยตรง แทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนซาอุดีอาระเบีย รายงานยังระบุว่าการลงทุนในกีฬาของ PIF เป็น "หัวใจสำคัญของปฏิบัติการสร้างอิทธิพลของซาอุดีอาระเบียในต่างประเทศ" โดยมีขนาดการลงทุนที่ไม่มีข้อจำกัดในความทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านกีฬาระดับโลก
ความทะเยอทะยานในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2034
ซาอุดีอาระเบียได้แสดงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2034 อย่างรวดเร็ว โดยประกาศเจตนารมณ์เพียง 81 นาทีหลังจากที่ FIFA เปิดรับสมัครเจ้าภาพเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2023 โดยจำกัดเฉพาะประเทศในสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียและโอเชียเนีย และให้เวลาเพียง 25 วัน ออสเตรเลียซึ่งเป็นคู่แข่งเพียงรายเดียวได้ถอนตัวไปมุ่งเป้าที่การเป็นเจ้าภาพรายการอื่น
ความสำเร็จนี้มาจากการวางรากฐานอำนาจในวงการฟุตบอลเอเชียอย่างแยบยล โดยในเดือน ก.พ. 2023 ยาสเซอร์ อัล-มิเชาล (Yasser Al-Misehal) ประธานสมาพันธ์ฟุตบอลซาอุดีอาระเบียได้รับเลือกเป็น 1 ใน 7 ตัวแทนของ AFC ในคณะกรรมการบริหาร FIFA พร้อมกับได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพ AFC Asian Cup 2027 นอกจากนี้ในปี 2024 ซาอุดีอาระเบียยังได้แสดงศักยภาพผ่านการเป็นเจ้าภาพรายการสำคัญมากมาย ทั้ง Spanish Super Cup, Italian Super Cup และ CAF Super Cup รวมถึงการที่ Aramco เข้าเป็นพันธมิตรหลักของ FIFA ด้วยมูลค่าสัญญากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
บทบาทของ Aramco ในวงการกีฬา
Aramco เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบียและเป็นผู้สนับสนุนกีฬารายใหญ่อันดับสองของประเทศ โดยมีการสนับสนุน 71 รายการในกีฬาต่างๆ ทั้งฟุตบอล กอล์ฟ และคริกเก็ต ในเดือน เม.ย. 2024 Aramco ได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรหลักของ FIFA ด้วยมูลค่าที่รายงานว่าสูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ครอบคลุมถึงฟุตบอลโลก 2026 และฟุตบอลโลกหญิง 2027
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่าง FIFA และ Aramco ได้เผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ในเดือน ต.ค. 2024 เมื่อนักฟุตบอลหญิงมืออาชีพกว่า 100 คนได้เขียนจดหมายเปิดผนึกประณามความร่วมมือดังกล่าว โดยเรียกร้องให้ FIFA ทบทวนข้อตกลง และวิจารณ์บทบาทของบริษัทน้ำมันต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะต่อสตรีและกลุ่ม LGBTQ+
บทบาทของสายการบินแห่งชาติในการสนับสนุนกีฬา
สายการบินแห่งชาติทั้ง Saudia และ Riyadh Air มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกีฬาของซาอุดีอาระเบีย โดย Riyadh Air ซึ่งเป็นสายการบินที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2023 ภายใต้การควบคุมของ PIF ได้เซ็นสัญญา 9 ปีกับสโมสร Atletico Madrid เพื่อใช้ชื่อสนาม "Riyadh Air Metropolitano" และยังเป็นพันธมิตรกับ Concacaf รวมถึงการแข่งขัน WTA Finals ที่กรุงริยาด
ส่วน Saudia ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1945 ได้สนับสนุนการแข่งขันมวยระดับโลกหลายรายการ รวมถึงเป็นสายการบินอย่างเป็นทางการของ Newcastle United และสนับสนุนกิจกรรมกีฬาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Saudi Cup, Diriyah E-Prix, Formula E และการแข่งขันเทนนิส Six Kings Slam
'Neom' วิสัยทัศน์แห่งอนาคตบนรากฐานที่สั่นคลอน
Neom เป็นโครงการเมืองแห่งอนาคตมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่เป็นส่วนสำคัญของวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์ด้านกีฬาของประเทศ โดยในปี 2024 Neom ได้จัดการแข่งขันกีฬาหลายรายการ รวมถึงได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพเอเชียนเกมส์ฤดูหนาว 2029
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่นี้มีเรื่องราวที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในปี 2022 ศาลอาญาพิเศษของซาอุดีอาระเบียได้ตัดสินประหารชีวิตสมาชิก 3 คนของชนเผ่า Huwaitat ที่ต่อต้านการอพยพจากที่ดินบรรพบุรุษเพื่อสร้างโครงการ Neom ในเดือน มิ.ย. 2024 องค์กร Building and Wood Workers' International (BWI) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) กล่าวหาบริษัทก่อสร้างของซาอุดีอาระเบียที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา Neom ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและยักยอกค่าแรง ส่งผลกระทบต่อคนงานอย่างน้อย 21,000 คน
การควบคุมสื่อและภาพลักษณ์
ซาอุดีอาระเบียมีความพยายามในการควบคุมการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับประเทศอย่างเข้มงวด โดย Reporters without Borders รายงานว่าซาอุดีอาระเบียอยู่ในอันดับที่ 166 จาก 180 ประเทศในดัชนีเสรีภาพสื่อปี 2024 สะท้อนให้เห็นถึงการปราบปรามสื่อมวลชนอย่างรุนแรง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีที่นักข่าวจาก The Telegraph ถูกเพิกถอนใบอนุญาตในการรายงานข่าวการแข่งขันมวยที่ลอนดอน เนื่องจากวิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการแข่งขันระหว่างแอนโธนี โจชัว (Anthony Joshua) และ แดเนียล ดูบอยส์ (Daniel Dubois) ที่สนาม Wembley Arena ซึ่งจัดโดย Riyadh Season ของซาอุดีอาระเบีย นับเป็นครั้งแรกที่มีการบรรเลงเพลงชาติซาอุดีอาระเบียในการแข่งขันมวยบนแผ่นดินอังกฤษ
นอกจากการควบคุมสื่อโดยตรง ซาอุดีอาระเบียยังใช้สัญญาทางธุรกิจเป็นเครื่องมือในการควบคุมการวิพากษ์วิจารณ์ เช่นในสัญญาของลิโอเนล เมสซี่กับการท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบียที่มีข้อห้ามไม่ให้วิจารณ์ประเทศ โดยเขาจะได้รับค่าตอบแทน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลา 3 ปี สำหรับการปรากฏตัวเชิงพาณิชย์ การโพสต์ในโซเชียลมีเดีย และการพาครอบครัวมาพักผ่อนในประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
รูปแบบการควบคุมลักษณะนี้ยังปรากฏในข้อตกลงระหว่าง PGA Tour และ PIF ที่มีข้อความห้ามวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งได้รับการตรวจสอบในระหว่างการไต่สวนโดยคณะอนุกรรมการถาวรด้านการสืบสวนของวุฒิสภาสหรัฐฯ ในเดือน ก.ค. 2023 สะท้อนให้เห็นว่าการควบคุมการวิพากษ์วิจารณ์เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การลงทุนในกีฬาของซาอุดีอาระเบีย
ในประเทศที่ถูกจัดอันดับว่ามีเสรีภาพในการแสดงออกต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้อจำกัดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของซาอุดีอาระเบียในวงการกีฬาโลกอาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกของนักกีฬาและสื่อมวลชน รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นอิสระ
การบริหารจัดการและธรรมาภิบาล
การรวมศูนย์อำนาจในการบริหารจัดการกีฬาของซาอุดีอาระเบียเป็นประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการที่ผู้บริหารระดับสูงดำรงตำแหน่งหลายบทบาทพร้อมกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ยาซีร์ อัล-รุมัยยาน (Yasir Al-Rumayyan) ที่เป็นทั้งผู้ว่าการ PIF ประธาน Aramco ประธาน Saudi Golf Federation ประธาน Golf Saudi และประธานสโมสร Newcastle United การดำรงตำแหน่งที่ทับซ้อนนี้ทำให้เกิดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อ Newcastle United ได้รับการสนับสนุนจากหลายบริษัทของซาอุดีอาระเบีย เช่น Sela, Noon, Saudia และ Saudi Telecom Company
ในด้านกีฬาโอลิมปิก เจ้าชายอับดุลาซิซ บิน ตูรกี อัล-ซาอุด (Prince Abdulaziz bin Turki Al-Saud) รัฐมนตรีกีฬา ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ทั้งประธานคณะกรรมการโอลิมปิกและพาราลิมปิกแห่งชาติ รองประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย และประธานสหพันธ์ฟุตบอลอาหรับ ขณะที่เจ้าหญิงรีมา บินท์ บันดาร์ อัล-ซาอุด (Princess Reema bint Bandar Al-Saud) เอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา ก็เป็นกรรมการ IOC และคณะกรรมการด้านความเท่าเทียมทางเพศ
การรวมศูนย์อำนาจในลักษณะนี้สะท้อนความได้เปรียบของผู้นำกีฬาซาอุดีอาระเบียเหนือผู้นำกีฬาแบบดั้งเดิมที่มักมีอำนาจจำกัดเฉพาะในสหพันธ์หรือองค์กรกีฬา การที่ผู้นำเหล่านี้มีอำนาจทั้งในภาครัฐและภาคกีฬาทำให้พวกเขาสามารถใช้ทรัพยากรของรัฐและเครือข่ายทางการเมืองในการบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการกำกับดูแลกีฬาระดับโลกในอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารองค์กรกีฬานานาชาติของบุคคลเหล่านี้ขัดแย้งกับหลักการความเป็นอิสระของกีฬาที่ระบุไว้ในกฎบัตรโอลิมปิกข้อ 27 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติต้องต่อต้านแรงกดดันทางการเมืองจากภายนอก คำถามสำคัญคือพวกเขาจะสามารถรักษาความเป็นอิสระของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติได้อย่างไร หากเกิดสถานการณ์ที่ผลประโยชน์ของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียและขบวนการโอลิมปิกขัดแย้งกันในทางการเมือง
การวิพากษ์วิจารณ์ด้านสิทธิมนุษยชน
ซาอุดีอาระเบียเผชิญการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการปราบปรามเสรีภาพในการแสดงออกและการคุกคามนักกิจกรรม ตามรายงานของ Reporters without Borders จำนวนนักข่าวและบล็อกเกอร์ที่ถูกจำคุกได้เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่านับตั้งแต่ปี 2017 ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียอยู่ในอันดับที่ 166 จาก 180 ประเทศในดัชนีเสรีภาพสื่อปี 2024
สิทธิสตรียังคงเป็นประเด็นสำคัญ แม้จะมีการปฏิรูปให้ผู้หญิงขับรถและมีส่วนร่วมในชีวิตสาธารณะมากขึ้น แต่ผู้หญิงยังคงเผชิญอุปสรรคทางกฎหมายและสังคม โดยเฉพาะในเรื่องมรดกและการดูแลบุตร ขณะที่ระบบผู้ปกครองชายที่จำกัดความเป็นอิสระของผู้หญิงก็ยังคงอยู่ นักกิจกรรมเพื่อสิทธิสตรีหลายคนถูกจำคุกเป็นเวลานาน เช่น ลูเจน อัลฮัตห์ลูล ที่ถูกตัดสินจำคุกจากการรณรงค์เรื่องสิทธิการขับรถของผู้หญิงและการต่อต้านระบบผู้ปกครองชาย
นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังมีการใช้โทษประหารชีวิตในอัตราที่สูง โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2024 มีการประหารชีวิตอย่างน้อย 200 ราย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด แรงงานข้ามชาติซึ่งเป็นกำลังแรงงานสำคัญของประเทศก็เผชิญกับการละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบ ทั้งการเอารัดเอาเปรียบด้านแรงงาน สภาพการทำงานที่เลวร้าย และสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่เหมาะสมกับมนุษย์
ความท้าทายในอนาคต
การก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านกีฬาของซาอุดีอาระเบียนำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างการพัฒนากีฬากับการเคารพสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และผลกระทบต่อการพัฒนากีฬาอย่างยั่งยืน การใช้ทรัพยากรทางการเงินมหาศาลเพื่อสร้างอิทธิพลในวงการกีฬาโลกอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กรกีฬาและการแข่งขันที่เป็นธรรม
ในขณะเดียวกัน การที่ผู้นำด้านกีฬาของซาอุดีอาระเบียมีอำนาจทั้งในภาครัฐและภาคกีฬา ทำให้พวกเขามีความได้เปรียบเหนือผู้นำกีฬาแบบดั้งเดิมที่มักมีอำนาจจำกัดเฉพาะในสหพันธ์หรือองค์กรกีฬา สิ่งนี้อาจส่งผลต่อการกำกับดูแลกีฬาระดับโลกในอนาคต
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของซาอุดีอาระเบียในการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือเพื่อฟอกภาพลักษณ์และสร้างอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างความทะเยอทะยานทางกีฬากับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมกีฬาโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป.
สกู้ปชิ้นนี้เรียบเรียงขึ้นมาใหม่ โดยนำข้อมูลมาจากรายงาน "Saudi Arabia's grip on world sport" โดยองค์กร Play the Game ซึ่งตีพิมพ์ในเดือน ธ.ค. 2024 ภายใต้การทำวิจัยของ Stanis Elsborg และ Karim Zidan โดยมี Nathalie Zahle และ Lasse Kjær Nielsen เป็นผู้ร่วมวิจัย ซึ่งได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนในวงการกีฬาของซาอุดีอาระเบียอย่างครอบคลุม



