หลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีเพื่อยกเลิกสถานะความเป็นพลเมืองโดยการเกิด หรือ Birthright Citizenship ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่อต้านผู้อพยพ การยกเลิกเช่นนี้จะส่งผลให้ลูกหลานผู้อพยพที่เกิดในสหรัฐฯ 1.3 ล้านคน อาจจะสูญเสียสิทธิความเป็นพลเมืองจากการเกิดในประเทศได้

ที่มาภาพ: American Immigration Council
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษประธานาธิบดีให้มีการยกเลิก สิทธิสถานะความเป็นพลเมืองโดยการเกิด หรือ Birthright Citizenship ซึ่งเป็น สิทธิที่ได้รับการคุ้มครองในสหรัฐฯ ในการให้สถานะความเป็นพลเมืองโดยอัตโนมัติให้กับเด็กที่ถือกำเนิดบนผืนแผ่นดินสหรัฐฯ แม้ว่าพ่อแม่จะเป็นผู้อพยพก็ตาม
องค์กร 'สภาผู้อพยพอเมริกัน' หรือ American Immigration Council ระบุว่าสิทธิความเป็นพลเมืองโดยกำเนิดมี 2 แบบ แบบแรกคือตั้งอยู่บนฐานของบรรพบุรุษ และแบบที่สองคือตั้งอยู่บนฐานของแหล่งกำเนิด สำหรับในสหรัฐฯ นั้น มีทั้งสองแบบโดยจะให้สิทธิแบบตั้งอยู่บนฐานของแหล่งกำเนิดอย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ ส่วนสิทธิบนฐานของบรรพบุรุษนั้นยังคงต้องเป็นไปตามข้อกำหนดบางอย่าง
สิทธิความเป็นพลเมืองโดยกำเนิดได้รับการการันตีในบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 14 ของสหรัฐฯ ซึ่งระบุอย่างเฉพาะเจาะจงว่า "บุคคลทุกคนที่ถือกำเนิดหรือแปลงสัญชาติในสหรัฐฯ และอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจทางกฎหมายของสหรัฐฯ นับเป็นพลเมืองของสหรัฐฯ รวมถึงเป็นพลเมืองของรัฐที่พวกเขาอาศัยอยู่" ซึ่งหลักการนี้ได้รับการยืนยันจากคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อปี 2441 ในคดีที่ชื่อว่า United States v. Wong Kim Ark ซึ่งตัดสินให้เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นผู้อพยพด้วยกันทั้งคู่ ให้นับเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ไม่ว่าสถานะทางสัญชาติของพ่อแม่จะเป็นอย่างไรก็ตาม
ต่อมาในปี 2467 สภาคองเกรส ก็ประกาศให้สถานะพลเมืองอเมริกันแก่ชนพื้นเมืองอเมริกันที่เกิดในสหรัฐฯ
ถึงแม้ว่ากฎหมายนี้จะไดัรับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ทรัมป์ก็อ้างว่าการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายรวมถึงคนที่พ่อแม่ไม่ได้เป็นพลเมืองสหรัฐฯ ด้วย ทำให้มีการออกคำสั่งพิเศษฯ ดังกล่าวซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้
เนื้อหาของคำสั่งพิเศษฯ ของทรัมป์ระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมให้คนที่จะได้รับสถานะพลเมืองสหรัฐฯ เพราะเกิดในประเทศได้นั้น ต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามนี้ด้วย เช่น มีพ่อแม่คนใดคนหนึ่งที่ "อยู่ในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย" แม้ว่าอีกคนจะมีสถานะพลเมืองตามกฎหมายก็ตาม และถ้าหากว่าพ่อแม่คนใดคนหนึ่งอยู่ในประเทศ "แบบถูกกฎหมายแต่โดยชั่วคราว" เช่นเป็นนักท่องเที่ยว, นักเรียน หรือใช้วีซ่าทำงาน พ่อแม่ที่มีสถานะชั่วคราวเช่นนี้จะไม่ส่งผ่านสถานะพลเมืองต่อมายังลูกของพวกเขาด้วย
ทรัมป์อ้างว่า "มันน่าตลก พวกเราเป็นประเทศเดียวที่ทำแบบนี้" ซึ่งเขาหมายถึงการให้สัญชาติตามถิ่นกำเนิด
แต่เรื่องที่ทรัมป์อ้างก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่แค่สหรัฐฯ เท่านั้นที่ให้สิทธิสถานะพลเมืองโดยการเกิด จากข้อมูลสถิติประชากรโลก World Population Review ระบุว่าในปี 2567 มีอย่างน้อย 33 ประเทศที่ให้สิทธิความเป็นพลเมืองในประเทศที่เกิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศแถบอเมริกาเหนือและลาตินอเมริกัน รวมถึง เม็กซิโก ด้วย
คำสั่งของทรัมป์ส่งผลถึงใครบ้าง รวมวีซ่า H-1B ด้วยไหม?
ศูนย์วิจัย Pew ระบุว่าในปี 2565 มีประชากร 1.3 ล้านราย ที่เกิดในสหรัฐฯ แต่มีพ่อแม่ที่เกิดจากผู้อพยพที่ไม่มีใบรับรองสถานะสัญชาติ ประชากรกลุ่มนี้เสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากคำสั่งพิเศษของทรัมป์
ขณะเดียวกันสถิติของศูนย์วิจัย Pew ก็ระบุว่า ในสหรัฐฯ ปี 2565 มีประชากรที่เป็นแรงงานข้ามชาติมากกว่า 30 ล้านราย มีอยู่ 22.2 ล้านรายที่เป็นแรงงานที่มีวีซ่าทำงานในสหรัฐฯ ส่วนอีก 8.3 ล้านรายเป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารรับรองสถานะ ซึ่งสหรัฐฯ มีวีซ่าทำงานอยู่หลายรูปแบบ และทุกรูปแบบจะได้รับผลกระทบจากคำสั่งพิเศษของทรัมป์ทั้งสิ้น รวมถึง H-1B ที่เป้นวีซ่าสำหรับคนทำงานผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษด้วย ทำให้ลูกหลานของผู้ถือวีซ่า H-1B ก็จะไม่สามารถได้รับสัญชาติจากการถือกำเนิดในสหรัฐฯ เช่นกัน
คำสั่งพิเศษของทรัมป์เผชิญกระแสต่อต้านจากอัยการสูงสุดของรัฐต่างๆ 22 รัฐ ที่มีผู้นำเป็นพรรคเดโมแครต อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องร้องเพื่อต่อต้านคำสั่งพิเศษนี้บนฐานที่ว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ระบุให้สิทธิสภานะความเป็นพลเมืองโดยการเกิด ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิตามรัฐธรรมนูญทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เรียบเรียงจาก
Trump ‘scraps’ birthright citizenship: Who will it affect?, Aljazeera,
What is Birthright Citizenship?, American Immigration Council,
