การประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวโดย ประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล แห่งเกาหลีใต้ เมื่อ 3 ธ.ค. 2567 จนตัวเองถูกถอดถอนนั้น ข้อมูลล่าสุดจากสำนวนการสอบสวนของตำรวจ ชี้ว่ายุน ซอก-ยอลตรียมประกาศกฎอัยการศึกอย่างเป็นระบบ
กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ออกจากตำแหน่งดำเนินมาตั้งแต่ 14 ม.ค. 2568 ในระหว่างการให้การครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2568 ยุนอ้างว่า ตนเองไม่ได้เตรียมการใดๆ มาก่อนในการประกาศกฎอัยการศึก เขากล่าวว่าแผนเกี่ยวกับกฎอัยการศึก เป็นเพียงแค่มาตรการเตือนภัยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผลการสอบสวนของอัยการและตำรวจแสดงให้เห็นว่า มีการเตรียมการมาล่วงหน้ามาอย่างเป็นระบบ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คิม ยอง-ฮยอน เริ่มต้นร่างคำประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยยุนหยิบยกหัวข้อเกี่ยวกับการใช้อำนาจฉุกเฉิน กฎอัยการศึกและมาตรการฉุกเฉินขึ้นมาพูดกับคิมไม่ต่ำกว่า 7 ครั้ง จนคิมเริ่มวางแผนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ คิมเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดียุนตั้งแต่พฤษภาคม 2565 ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2567
ยุนมักแสดงความเชื่อของตนเองว่า ”เกาหลีใต้ไร้อนาคต หากไม่กำจัดกลุ่มที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ และกลุ่มต่อต้านรัฐที่ปฏิบัติการอยู่ในสังคม“ เขามองว่าเป็นหน้าที่ของเขาในการกำจัดกลุ่มต่อต้านรัฐและปกป้องระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย
อัยการระบุว่า ยุนมีความคิดจะใช้กฎอัยการศึกตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2567
ย้อนไปประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายนในการประชุมลับที่เซฟเฮาส์ของประธานาธิบดี ยุนกล่าวกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงคนสำคัญรวมถึงชิน วอน-ซิต ที่ต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โช แท-ยอง หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ โยว อิน-ฮยุงผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองของทหาร และ คิม ยอง ฮยอน ที่ขณะนั้นเป็นหัวหน้ารักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดี ยุนกล่าวในที่ประชุมว่า “ทางเดียวที่ทำได้คือ กระทำผ่านการใช้อำนาจฉุกเฉิน และกองทัพต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง”
ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ท่าทีของยุนแข็งกร้าวมากขึ้น ระหว่างการรับประทานอาหารเย็นกับคิม และโยว ยุน ยุนพูดถึงบุคคลทางการเมือง รวมถึงสมาพันธ์แรงงานเกาหลี (Korean Confederation of Trade Unions: KCTU) ว่า ”ภายใต้ระบบกฎหมายปัจจุบัน ไม่มีทางที่จะจัดการคนพวกนี้ได้ เราต้องใช้มาตรการฉุกเฉิน“
1 สัปดาห์ก่อนที่จะประกาศกฎอัยการศึก คิมเตรียมแผนประกาศกฎอัยการศึกหลังจากประชุมกับยุน ในวันที่ 24 พ.ย. 2567 ในบ้านพักประธานาธิบดียุนพูดถึงสภานิติบัญญัติของเกาหลีใต้ว่ากำลังบ่อนทำลายชาติ เราต้องมีมาตรการเร่งด่วน เขาพูดคล้ายๆ กันนี้มาแล้ว 6 ครั้ง คิมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า จะต้องมีการประกาศกฎอัยการศึกแน่นอน เขาจึงร่างประกาศกฎอัยการศึก การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
โดยในวันที่ 30 พ.ย. 2567 ระหว่างการพูดคุยกับ Yeo ที่บ้านพักของรัฐมนตรีกลาโหม คิมยืนยันกับ Yeo ว่า “เพื่อฟื้นฟูความเป็นระเบียบเรียบร้อย ประธานาธิบดีไม่มีทางเลือก นอกจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก ในฐานะผู้บัญชาการ เขามีอำนาจและไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด”
วันเดียวกันนี้เอง คิมเริ่มประชุมประจำวันกับ โน ซัง-วอน อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทหาร แม้ว่าโน จะเป็นพลเรือนในตอนนั้น คิมสั่งให้เขาเตรียมกองกำลังหน่วยข่าวกรองทหารเพื่อควบคุมคณะกรรมการเลือกตั้ง ซึ่ง Noh ได้รับหน้าที่ให้สอบสวนในประเด็นที่มีข้อกล่าวหาว่าการเลือกตั้งผิดปกติติ
ระหว่างการไต่สวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดี ยุนยอมรับว่าสั่งให้ทหารแทรกแซงคณะกรรมการเลือกตั้ง เพื่อตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์
สองวันก่อนจะมีการประกาศกฎอัยการศึกษา ยุนเรียกคิมเข้าพบและระบายความโกรธว่า “พวกเขาพยายามจะถอดถอนเจ้าหน้าที่คนสำคัญของรัฐบาล ต้องการถอดถอนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และอัยการ 3 คน นี่ไม่ใช่แค่ระบบยุติธรรม แต่เป็นการโจมตีการบริหารงานเต็มรูปแบบ ถ้าเราไม่หยุตตอนนี้ ประเทศจะไม่มีอนาคต” จากนั้นถามว่า “ถ้าเราประกาศกฎอัยการศึกตอนนี้ เราจะเคลื่อนกำลังทหารได้อย่างไร เราต้องทำยังไงให้มันเกิดขึ้นได้” คิมจึงเสนอรายงานที่มีรายละเอียดของจำนวนทหารและตำรวจ และเอกสารร่างกฎอัยการศึกที่เตรียมไว้แล้ว ยุนตรวจสอบและอนุมัติร่างสุดท้ายในวันต่อมา
วันที่ 3 ธ.ค.ที่มีการประกาศกฎอัยการศึก คิมปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ ช่วงเช้าเขาพบกับ Noh เพื่อสรุปรายละเอียดครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับคำสั่งสืบสวนที่ทำงานร่วมกันระหว่างทหารและตำรวจ หลังการประชุมสภาพความมั่นคงแห่งชาติตอน 10.30 น. คิมเรียกอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย Lee Sang-min เข้าพบ และบอกว่า ประธานาธิบดีต้องการพบที่ทำเนียบก่อนสามทุ่ม ช่วงบ่ายคิมเริ่มติดต่อเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง ตอน 18.40 น. คิมกลับมาที่ทำเนียบประธานาธิบดีและพายุนไปยังเซฟเฮาส์ที่ซัมชอง-ดอง เพื่อพบกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจกรุงโซล พร้อมมอบเอกสารที่เกี่ยวแนวทางการปฏิบัติสำหรับกฎอัยการศึก ที่มีการปิดอาคารรัฐสภาด้วย
ตอน 20.00 น.ยุนเรียกรัฐมนตรีต่างๆ เข้าพบ ซึ่งมีรัฐมนตรี 6 คนพูดกับยุนว่า “70 ปีของประชาธิปไตยจะถูกลบออกไป” แต่ยุนตอบว่า “ผมเข้าใจผลกระทบทางต่างประเทศ และเศรษฐกิจ ผมคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แม้กระทั่งภรรยาของผม เจ้าหน้าที่ของผม กระทั่งเลขานุการอาวุโส ภรรยาของผมคงโกรธ ถ้ารู้เรื่องนี้” รัฐมนตรีจำนวนหนึ่งพยายามระงับแผนของยุน แต่ไม่ได้ผล เมื่อเวลา 22.17 น. มีรัฐมนตรีมาเพิ่มจนได้ 11 คนที่มากพอสำหรับประชุมรัฐมนตรี ยุนแจ้งต่อคณะรัฐมนตรี และออกจากห้องไป จากนั้น 22.23 ประกาศใช้กฎอัยการศึก
หลังประกาศกฎอัยการศึก ยุนออกคำสั่งว่า “จับพวกเขาให้หมด” กลุ่มเป้าหมายที่ว่านี้รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยปัจจุบันและสมัยก่อนหน้า รวมทั้งผู้นำ KCTU ด้วย
ยุนไม่พอใจกระบวนการไต่สวนทางกฎหมาย โดยมองว่าเป็นการอธิบายที่ผิดๆ เกี่ยวกับการประกาศกฎอัยการศึกของเขา สมาชิกพรรคพลังประชาชน (PPP) ที่ได้เข้าเยี่ยมยุนเผยว่า ประธานาธิบดีกล่าวหาว่า ฝ่ายตรงข้ามที่เขาเรียกว่า “พวกฝ่ายซ้าย” รวมตัวกันหาทางถอดถอนเขาและอ้างว่ากระบวนการถอดถอนของศาลรัฐธรรมนูญถูกบิดเบือน โดยเฉพาะการสอบสวนพยานสำคัญต่างๆ ทั้งอดีตผู้บัญชากรทหาร ผู้ช่วยผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรอง
คาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หากยุนถูกถอดถอนจะต้องมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ภายใน 60 วัน
เรียบเรียงข้อมูลจาก
https://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2025/02/356_391772.html
Arrested president blames 'left-wing cartel' amid impeachment push
