ศาลแพ่งมีคำสั่งงดสืบพยานคดี ครอบครัว ‘บิลลี่’ พอละจี ฟ้องกรมอุทยานฯ จากกรณี จนท.ในสังกัดจำเลยละเมิดต่อชีวิต ‘บิลลี่’ และให้จำหน่ายคดีออกจากระบบชั่วคราว จนกว่าคดีอาญาจะสิ้นสุด แม้ว่าทีมทนายโจทก์พยายามขอให้ผู้พิพากษาดำเนินการสืบพยานผู้เชี่ยวชาญด้านการบังคับสูญหายจากต่างประเทศ 1 ปาก แต่ศาลพิเคราะห์ยืนตามเดิม โดยให้เหตุผลว่าพยานไม่ได้เป็นประเด็นต่อคดีโดยตรง ไม่จำเป็นต้องสืบทันที จึงปฏิเสธคำขอของทนายความของโจทก์
21 ก.พ. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (21 ก.พ.) ที่ศาลแพ่ง รัชดาภิเษก ห้องบัลลังก์ที่ 602 เวลาประมาณ 9.30 น. เป็นต้นไป มีการสืบพยานโจทก์ในคดีของศาลแพ่ง หมายเลขดำที่ พ1459/2567 ซึ่งเป็นคดีที่ครอบครัวรักจงเจริญ รวม 7 คน เป็นโจทก์ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นจำเลย ในความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยเรียกค่าสินไหมทดแทน อาทิ ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเรียกร้องความเป็นธรรม ค่าเสียหายต่อสิทธิ เสรีภาพและชีวิต ค่าเสียหายต่อจิตใจ ค่าขาดแรงงานในครัวเรือน และค่าขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงินต้นกว่า 26 ล้านบาท จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย กระทำละเมิดต่อ ‘บิลลี่’ พอละจี รักจงเจริญ เมื่อปี 2557
อย่างไรก็ดี ศาลพิเคราะห์คำร้องจากทนายความของจำเลย หรือก็คือ ‘กรมอุทยานฯ’ ขอให้จำหน่ายคดีออกชั่วคราว จนกว่าคดีอาญาที่ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่ตกเป็นจำเลยคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมอำพราง ‘บิลลี’ พอละจี รักจงเจริญ นักกิจกรรมชาวปกาเกอะญอ ‘บางกลอย-ใจแผ่นดิน’ จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเสียก่อน แล้วจึงนำคดีแพ่งขึ้นมาสืบพยานอีกครั้ง
ด้านทนายโจทก์ ได้แถลงขอหารือให้ผู้พิพากษาอนุญาตสืบพยานที่เดินทางไกลมาจากต่างประเทศ 1 ปาก โดยเป็นผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบังคับสูญหาย
ทนายโจทก์ยกข้อพิจารณาว่า เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ศาลแพ่งประสานงานในระยะเวลาที่กระชั้นชิด หรือเพียง 10 วันก่อนวันนัดสืบพยาน ทำให้มีการส่งหมายเรียกพยาน และจองตั๋วค่าเครื่องบินให้กับพยานไว้แล้ว ไม่สามารถยกเลิกได้ทัน ซึ่งศาลเองก็ยอมรับในความผิดพลาดดังกล่าว
ทีมทนายโจทก์ยังชี้ด้วยว่า การสืบพยานคดีแพ่งสามารถเดินหน้าสืบพยานไปก่อน แล้วสามารถจำหน่ายคดีออกจากระบบชั่วคราวทีหลังได้ และหลังจากคดีอาญามีคำตัดสินถึงที่สุด ศาลแพ่งก็สามารถยกคดีแพ่งตัดสินได้เลย ซึ่งจะทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่ล่าช้า
ขณะที่ 'มึนอ' พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี ได้แถลงต่อศาล ขอความกรุณาให้ผู้พิพากษาดำเนินการสืบพยานที่มาจากต่างประเทศด้วยเช่นกัน
ขณะที่ฝั่งอัยการ ซึ่งเป็นทนายความของกรมอุทยานฯ ได้เห็นแย้งว่า พยานปากดังกล่าวไม่ได้เป็นประเด็นโดยตรงต่อคดี แต่เป็นพยานให้ความเห็นเท่านั้น จึงยืนยันให้มีการจำหน่ายคดีออกจากระบบชั่วคราว
หลังจากนั้น ทางผู้พิพากษาได้ปรึกษากับผู้บริหารศาล ก่อนพิเคราะห์ยืนยันว่า ให้งดสืบพยาน เนื่องจากพยานที่ทนายโจทก์จะขอให้เบิกความวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีความโดยตรง จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานในวันนี้ (28 ก.พ.) แต่ยืนยันว่าจะไม่ตัดพยานคนดังกล่าวออกจากบัญชีพยาน
ประเด็นต่อมา เรื่องค่าเดินทางของพยานจากต่างประเทศ ผู้พิพากษาเห็นว่า สามารถลงในค่าใช้จ่ายการดำเนินคดีแพ่งไว้ได้ และเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุด สามารถให้ฝ่ายแพ้คดีต้องชดใช้ในส่วนดังกล่าว
เตรียมทำคำร้องคัดค้าน หลังผู้พิพากษาสั่งงดสืบพยานปาก 'สำคัญ'
ที่หน้าศาลแพ่ง รัชดาฯ ทีมทนายความของโจทก์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังผู้พิพากษายืนยันงดสืบพยาน และจำหน่ายคดีออกชั่วคราว ให้ความเห็นเคารพคำสั่งที่เด็ดขาดของศาล แต่จะทำคำแถลงคัดค้านในประเด็นที่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่ศาลสั่งงดสืบพยานจากต่างประเทศ เนื่องจากศาลมองว่าเป็นพยานที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีความโดยตรง แต่ทางทีมทนายโจทก์ยืนยันว่าเป็นพยานปากสำคัญที่จะให้ความเห็นเรื่องการบังคับสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเกี่ยวพันกับคดีความของบิลลี
ปรีดา นาคผิว ทนายความผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า หากศาลมองว่าพยานคนดังกล่าวไม่เป็นประเด็นสำคัญ ก็ควรจะตัดพยานออกจากบัญชี แต่นี่ศาลออกหมายเรียก จนทางทีมทนายส่งหมายเรียกให้กับพยาน และเสียค่าเดินทางให้เรียบร้อยแล้ว แต่มาบอกทีหลังในเวลากระชั้นว่าทนายโจทก์ไม่ต้องนำพยานมาสืบวันนี้ แต่ค่าใช้จ่ายออกไปหมดแล้ว นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคู่ความไม่ว่าฝ่ายโจทก์ หรือจำเลย
ปรีดา นาคผิว (ซ้าย)
ปรีดา ระบุด้วยว่า การงดสืบพยานวันนี้ยังขัดกับหลักสำคัญในกระบวนการยุติธรรม โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่ระบุไว้ชัดว่ากระบวนการยุติธรรมต้องมีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินสมควร แต่ผู้เชี่ยวชาญเดินทางมาจากต่างประเทศแล้ว และเขาเป็นพยานปากสำคัญ ศาลเองก็ไม่ได้ตัดพยานปากนี้ออกจากบัญชีพยาน แสดงว่าสามารถนำพยานมาสืบได้อีกครั้งในอนาคต ดังนั้น เมื่อไม่ได้ตัดออก และพยานอุตส่าห์เสียค่าใช้จ่ายและเดินทางมาจากต่างประเทศแล้ว ศาลควรคำนึงในส่วนนี้ เราจึงไม่เห็นด้วยกับการงดสืบพยานล่วงหน้าวันนี้
ปรีดา ยังชี้ด้วยว่า แม้ว่ากฎหมายวิธีพิจารณาคดีความทางแพ่งระบุว่า ถ้ามีคดีความอาญาอยู่ก็ให้รอฟังข้อเท็จจริงจากคดีอาญา แต่กระบวนการยุติธรรมสามารถสืบพยานไว้ก่อนได้ เพราะเคยมีกรณีก่อนหน้านี้ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้สืบพยานคดีล่วงหน้า และเมื่อคดีอาญาสิ้นสุด ก็สามารถนำหลักฐานจากคดีอาญาและคดีแพ่งที่สืบไว้แล้วมาพิจารณาประกอบกัน ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่ล่าช้า ไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินสมควร
ปรีดา มองด้วยว่า ไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดทำไมอัยการ ซึ่งเป็นทนายความของกรมอุทยานฯ ถึงทำเรื่องขอจำหน่ายคดีออกจากระบบในเวลากระชั้นขนาดนี้ เพราะว่าทนายความของโจทก์มีการประสานเตรียมพยานไว้ทั้งหมดแล้ว และจริงๆ การสืบพยานวันนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมใดๆ อีกทั้งทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายให้กับทุกฝ่ายด้วย ซึ่งหลังจากนี้เขาจะระบุในการทำคำแถลงคัดค้านไว้ด้วย
ปรีดา กล่าวว่า เรื่องการทำคำแถลงคัดค้านเป็นกระบวนการปกติ คู่ความไม่ว่าฝ่ายโจทก์ หรือจำเลย โดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สามารถทำคำแถลงคัดค้านได้ ซึ่งกรณีนี้เราอยากให้ศาลจดบันทึกกระบวนการพิจารณาโดยละเอียด หลายศาลก็ทำกัน ฝ่ายโจทก์ว่าอย่างไร จำเลยว่าอย่างไร และศาลมีความเห็นอย่างไร แต่ศาลใช้อำนาจโดยเด็ดขาดว่าจะไม่จดโดยละเอียด ให้ทำคำแถลงมา ดังนั้น ถ้าศาลจะไม่จดโดยละเอียด เราก็เลยจะทำคำแถลงคัดค้าน
ปรีดา กล่าวต่อว่า อยากฝากให้เชิงบริหารระบบกระบวนการยุติธรรมพิจารณากรณีแบบนี้ไว้ด้วย แม้ว่าคดียังไม่ถึงที่สุด แต่พยานมาแล้วและจะให้การเป็นประโยชน์ต่อคดีความ ก็สืบพยานล่วงหน้าไว้ได้
ฝ่ายบริหารสามารถเยียวยาเหยื่อถูกละเมิดสิทธิได้เลย
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความผสานวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันเหยื่อบังคับสูญหายแทบไม่มีช่องทางในการได้รับการเยียวยา ตอนนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ร่างระเบียบการเยียวยาผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (พ.ร.บ.อุ้มหาย) ร่างตั้งแต่ปีที่แล้ว (2567) แต่ยังไม่ได้อนุมัติ โดยมีข้ออ้างว่ากระทรวงการคลังยังไม่อนุมัติตามข้อเสนอของคณะกรรมการแห่งชาติเรื่อง พ.ร.บ.อุ้มหาย
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ
ดังนั้น เหยื่อแทบไม่มีช่องทางเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง มีเพียงแต่การร้องศาลแพ่ง ถ้ากระบวนการตุลาการยังไม่เดินหน้า ฝ่ายบริหารก็ยังมีหน้าที่ในการเยียวยาความเสียหายให้กับเหยื่อถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งฝ่ายบริหารเคยเยียวยาในกรณี 3 จังหวัดชายแดนใต้ไว้ โดยให้เงินเยียวยา หรือกำหนดกรอบและรูปแบบการเยียวยาแบบอื่นๆ ซึ่งฝ่ายบริหารสามารถทำได้
พรเพ็ญ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ไม่ทราบว่าคำร้องขอจำหน่ายคดีของจำเลยเขียนเมื่อไร อย่างไร แต่มองว่าทนายความของจำเลย ซึ่งเป็นอัยการ ดูเหมือนจะมีความพร้อมอยู่แล้ว เพราะว่ามีคำเบิกความพยานทั้ง 4 ปากมาด้วย แต่คำสั่งศาลวันนี้ทำให้ผิดหวัง และคิดว่าศาลแพ่งน่าจะมีดุลยพินิจดำเนินการสืบพยานต่อ
ขณะที่มึนอ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม เพราะว่าการเลื่อนนัดสืบพยานสามารถทำได้ตั้งนานแล้ว แต่กลับมาบอกตอนนี้ พวกเธอต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง มาบอกไม่กี่วันนี้มันก็สายไปแล้ว และอยากจะฝากถึงหน่วยงานของคนที่ทำให้บิลลี่หายตัวไปด้วย ที่อัยการพูดเมื่อเช้านี้บอกว่าบิลลียังมีชีวิตอยู่ ถ้าจะยืนยันว่าบิลลี่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้ส่งตัวบิลลี่กลับมาหาครอบครัวสิ จะเอาไปซุกซ่อนทำไม ไม่ต้องมาพูดลอยๆ แบบนี้
สำหรับคดีของพอละจี เริ่มขึ้นเมื่อ 17 เม.ย. 2557 โดยเขาถูกหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่นกระจาน จ.เพชรบุรี ขณะนั้นกับพวกควบคุมตัว โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าบิลลี มีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบรอง แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครทราบชะตากรรม หรือข่าวคราวของบิลลี อีกเลย
ข่าวคราวของบิลลี ห่างหายไปจนกระทั่งปี 2562 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI สืบสวนจนพบชิ้นส่วนกระดูกพิสูจน์ได้ว่ามีไมโทรคอนเดียตรงกับแม่ของบิลลี ต่อมา พนักงานอัยการมีคำสั่ง ‘สั่งฟ้อง’ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้น กับพวก รวมทั้งหมด 4 คน เป็นจำเลย ในหมายเลขคดีดำที่ อท 166/65 ข้อหาร่วมกันฆาตกรรมอำพรางโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
ต่อมา เมื่อ 28 ก.ย. 2566 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นเวลา 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา ในข้อหาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการควบคุมตัวบิลลี่ ส่วนข้อหาร่วมกันฆาตกรรมอำพราง ศาลยกฟ้อง ปัจจุบัน คดียังอยู่ในชั้นอุทธรณ์
