Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มีการประเมินว่ารัสเซียอาจจะรุกรานยุโรปภายในระยะเวลา 10 ปีนี้ ช่วงเดียวกับที่รัฐบาลทรัมป์ของสหรัฐฯ กำลังละทิ้งให้ทั้งยูเครนและยุโรปต้องหันมาป้องกันตนเอง นักวิเคราะห์ประเมินว่ายุโรปอาจต้องใช้กำลังทหารเพิ่มอีก 300,000 นาย โดยอาศัย “ระบบเกณฑ์ทหาร” ควบคู่ไปกับการพัฒนา "กำลังสำรองขนาดใหญ่ที่ผ่านการฝึกฝน" คล้ายกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสหรัฐฯ รวมทั้งต้องมีการตั้งกองบัญชาการทหารร่วมภาคพื้นยุโรป เพื่อรับมือในเรื่องนี้

 

5 มี.ค. 2568 รายงานจากองค์กรคลังสมองบูรเกล และสถาบันคีล เตือนว่ามีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะทำการรุกรานยุโรปภายในช่วง 10 ปีนี้ โดยอ้างอิงจากองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ที่ระบุว่ารัสเซียอาจ "พร้อมที่จะโจมตีภายในช่วง 3-10 ปีนี้"

จากข้อมูลทางการของสหรัฐฯ ระบุว่าในตอนนี้มีกองกำลังทหารสหรัฐฯ มากกว่า 80,000 นาย วางกำลังอยู่ในยุโรป และในกรณีที่มีการรุกรานจากต่างชาติก็อาจจะมีการเสริมกำลังเพิ่มอีกอย่างน้อย 3 เท่า

แต่ทว่า การเสื่อมความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานนี้ สร้างความกังวลว่าสหรัฐฯ จะทำการถอนทหารออกจากยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งจะทำการกีดกันผู้นำยุโรปออกไปในเวทีเจรจากับรัสเซียในเรื่องสงครามยูเครน ถึงแม้ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ จะปฏิเสธว่าสหรัฐฯ ไม่ได้อยากถอนทัพจากยุโรปก็ตาม แต่ก็มีแรงกดดันให้ยุโรปต้องคิดถึงเรื่องการพึ่งพากำลังทหารของตัวเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

หรือจะต้องใช้วิธีการเกณฑ์ทหารจำนวนมาก?

เมื่อนับรวมทหารจากทุกประเทศสมาชิกอียูแล้ว อียูจะมีกองกำลังทหารอยู่ที่ 1.5 ล้านนาย ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าทหารสหรัฐฯ ในยุโรปตอนนี้ จากรายงานระบุว่าถ้าหากสหรัฐฯ ถอนทัพออกจากยุโรป ยุโรปจะต้องการกำลังทัพเพิ่มขึ้น 300,000 นาย หรือกองพลน้อยราว 50 กอง

อเล็กซานเดอร์ บูริคอฟ ผู้ร่วมเขียนรายงานเรื่องดังกล่าวนี้ บอกกับยูโรนิวส์ว่า กำลังทหารเหล่านี้อาจจะมาจากวิธีการ "เกณฑ์ทหาร"  ควบคู่ไปกับ "การพัฒนากำลังสำรองขนาดใหญ่ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างดี" ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของสหรัฐฯ

บูริคอฟบอกว่ายุโรปยังต้องการการจัดตั้งกองบัญชาการร่วมของทวีปยุโรปเอง โดยจะมีการประสานความร่วมมือกันระหว่างกองทัพประเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความทนทานให้กับระบบนี้

ควรมีการเน้นวางกองกำลังทหารบกที่แถบบอลติก

ประเทศแถบคาบสมุทรบอลติก ซึ่งประกอบด้วย เอสโตเนีย, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย เป็นกลุ่มรัฐที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกใกล้กับประเทศรัสเซีย ถ้าหากรัสเซียจะทำการโจมตีทางบกโดยฝ่าด่านรัฐเหล่านี้ ยุุโรปจะต้องวางกำลังรถถัง 1,400 คัน, ยานเกราะโจมตีทหารราบ 2,000 คัน และปืนใหญ่ 700 กระบอก รวมถึงกระสุนปืนใหญ่ 155 มม. ในช่วง 3 เดือนแรกที่มีการสู้รบอย่างหนัก

อย่างไรก็ตามรายงานของ บรูเกล-คีล ก็ระบุว่า กำลังการรบกองทัพบกในปัจจุบันของ ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี และอังกฤษ รวมกันในตอนนี้ก็ยังมีไม่มากพอ

มีการเสนอให้ผลิตโดรนเพิ่มมากขึ้นราว 2,000 ลำ เพื่อให้ยุโรปมีอาวุธแบบดักรออยู่กับพิสัยไกลเอาไว้ใช้งาน

บูริคอฟ กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัสเซียดำเนินแนวทางเศรษฐกิจและสังคมของตัวเองแบบเตรียมพร้อมกับสงคราม โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างและยุทโธปกรณ์ที่ตกค้างมาจากยุคสมัยโซเวียตตอนที่กองทัพแดงยังคงยิ่งใหญ่ ในหนึ่งปีรัสเซียสามารถผลิตรถถังได้มากกว่า 1,500 คัน ยานเกราะหลายพันคัน และชิ้นส่วนปืนใหญ่ได้หลายร้อยลำ

บูริคอฟระบุว่า เราควรจะต้องปรับสมรรถนะทางการทหารระหว่างยุโรปกับรัสเซียให้ทัดเทียมกันเพื่อทำให้เกิดการป้องปรามด้วยกำลังทหารได้แทนที่จะใช้วิธีการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์

ทั้งนี้ ลุยจิ สแกซเซียรี จากศูนย์เพื่อการปฏิรูปยุโรประบุว่าการเพิ่งกำลังทหารในยุโรปอย่างเดียวไม่เพียงพอ ยุโรปต้องเพิ่มกำลังการคุ้มกันตนเองไม่ว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือพวกเขาหรือไม่ก็ตาม สแกซเซียรี บอกว่ายุโรปต้องสร้างการป้องปรามด้วยสมรรถนะด้านอาวุธแบบเดียวกับสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันทางอากาศ ขีปนาวุธพิสัยไกล การส่งลำเลียงทางอากาศ การสอดแนมทางอากาศ ซึ่งยุโรปควรจะต้องสร้างความร่วมมือและประสานงานกันในเรื่องนี้ด้วย

หรือยุโรปควรหันไปพัฒนาการป้องกันนิวเคลียร์และการป้องกันทางอากาศมากกว่า?

แต่ก็มีนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งมองว่า แทนที่ยุโรปจะหันไปเพิ่มกำลังทัพทางบก ยุโรปควรกันไปพัฒนาการคุ้มกันทางอากาศและการคุ้มกันนิวเคลียร์มากกว่า

นิโคลาส กรอส-แวร์เฮย์ด นักข่าวด้านนโยบายกลาโหมและการต่างประเทศกล่าวว่า จำนวนทหาร 1.5 ล้านนายในยุโรปถือว่ามีมากพอและไม่ต้องการกำลังเพิ่ม แต่ควรจะต้องกระจายกำลังไปให้ถูกจุด ควรเปลี่ยนกองกำลังหมุนเวียนของนาโตให้กลายเป็นกองกำลังถาวรประจำตามฐานทัพในประเทศที่ใกล้กับรัสเซีย

กรอส-แวร์เฮย์ด กล่าวอีกว่าในขณะเดียวกันยุโรปก็ควรพัฒนาเพิ่มด้านการป้องกันนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสส่วนฝรั่งเศสก็ควรจะเลิกคัดค้านโครงการต่อต้านขีปนาวุธของเยอรมนีที่ชื่อว่า "โครงการริเริ่มยูโรเปียนสกายชิลด์" ซึ่งจะไปกันได้กับระบบป้องกันของฝรั่งเศส

รายงานของบรูเกล-คีล เสนอแนะว่าเยอรมนีควรจะเป็นผู้นำการเพิ่มงบประมาณกลาโหมในยุโรป อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งเดิมทีเยอรมนีก็เป็นผู้ที่ให้งบประมาณกับนาโตรายใหญ่เป็นอันดับที่สองอยู่แล้ว ทางบรูเกล-คีลเสนอว่าควรมีการเพิ่มงบประมาณการทหารของยุโรปร้อยละ 3.5 ของจีดีพีในระยะสั้น

ขณะเดียวกันในรายงานของบรูเกล-คีล ก็เสนอว่ายุโรปอาจจะสามารถลดการใช้งบประมาณทางทหารได้ในระยะยาว ถ้ามีประสานงานที่ดี เช่นมีการผลิตตามคำสั่งซื้อแบบจำนวนมากก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตลงได้ รวมถึงสร้างประสิทธิภาพได้มากขึ้น ทางรายงานเสนอให้มีการใช้โครงการเสริมสร้างอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของยุโรป EDIPRA ซึ่งจะมาแทนที่โครงการเดิมในแบบเดียวกันของยุโรปเดือนธันวาคม 2568

 

 

เรียบเรียงจาก

This is how many more soldiers and investments Europe needs to protect itself without the US, Euro News, 28-02-2025

https://www.euronews.com/my-europe/2025/02/28/this-is-how-many-more-soldiers-and-investments-europe-needs-to-protect-itself-without-the-

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง