Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

โดยทั่วไป ผู้ประกันตน มาตรา 33 และมาตรา 39 จะได้รับบำนาญจากกองทุนประกันสังคม (สปส.) ก็ต่อเมื่อส่งสมทบเกิน 15 ปีขึ้นไป โดยแผนการคำนวณปัจจุบันจะคิดเงินบำนาญ จากฐานเงินเดือนที่ส่งสมทบกองทุน 5 ปีหลังสุดก่อนเกษียณ ซึ่งก็ถูกวิจารณ์เยอะว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ประกันตนบางส่วน

สมมติผู้ประกันตน ที่ส่งสมทบมาตรา 33 ฐานเงินเดือน 15,000 บาท มาแล้ว 25 ปี แต่ใน 5 ปีสุดท้าย เกิดต้องตกงานเป็นไรเดอร์ จึงเลือกส่งสมทบต่อมาตรา 39 ฐานเงินเดือน 4,800 บาท เพื่อรักษาสิทธิรักษาพยาบาล แต่กลายเป็นว่าเขาก็ต้องได้บำนาญลดลงอาจจะเหลือบำนาญเพียง 1,000-2,000 บาทต่อเดือน 

อย่างไรก็ดี การประชุมเมื่อ 25 ก.พ. 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม ได้มีวาระพิจารณาแผนคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ หรือที่เรียกว่า CARE เสนอโดยคณิตศาสตร์ประกันภัยของสำนักงานประกันสังคม และมีคณะกรรมการประกันสังคม ฝั่งผู้ประกันตน เป็นผู้ร่วมผลักดัน ซึ่งจุดมุ่งหมายของแผนใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาระบบบำนาญให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคนที่จ่ายสมทบตามมาตรา 39 ตามตัวอย่างข้างต้น

ท้ายสุดที่ประชุมฯ ได้มีมติยกไปพิจารณาในการประชุมวันที่ 11 มี.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ เนื่องจากฝ่ายนายจ้างต้องการศึกษาเพิ่มเพราะว่ายังไม่เข้าใจ และมีข้อห่วงกังวลเรื่องงบประมาณกองทุนประกันสังคม และผู้ประกันตน มาตรา 33 อาจได้รับเงินบำนาญน้อยลง

ในวันที่ 11 มี.ค.นี้ที่จะมีการประชุมบอร์ดประกันสังคม และพิจารณาแผนคำนวณบำนาญชราภาพใหม่อีกครั้ง ประชาไท ชวนคุยกับคณะกรรมการประกันสังคม ฝั่งผู้ประกันตน ถึงที่มาที่ไปของแผนคำนวณใหม่ 'CARE' และข้อดีที่จะทำให้ระบบบำนาญเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น บนหลักการ ‘จ่ายเยอะ บำนาญเยอะ จ่ายน้อยบำนาญน้อย’ และข้อห่วงกังวลทั้งเรื่องงบประมาณ และจะมีคนได้บำนาญน้อยลงจริงหรือไม่ 

เปลี่ยนสูตรบำนาญ ช่วย ม.39

ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ประกอบด้วย ศิววงศ์ สุขทวี และธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน โดยระบุถึงที่มาที่ไปของการเสนอแผนคำนวณบำนาญใหม่คือการยืนอยู่บนหลัก ‘จ่ายเยอะได้บำนาญเยอะ’ ‘จ่ายน้อยได้บำนาญน้อย’ และแก้ไขปัญหาใหญ่จากสูตรคำนวณปัจจุบันคือ 1.คนที่จ่ายเยอะ แต่ได้บำนาญน้อย กับ 2.คนที่จ่ายน้อย แต่ได้บำนาญเยอะกว่าที่ควรจะเป็น

ทำไม ‘คนที่จ่ายเยอะ แต่ได้บำนาญน้อย’ สมมติ นาย A ทำงานโรงงานมา 20 ปี ส่งสมทบประกันสังคม มาตรา 33 ฐานเงินเดือน 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 20 ปี อย่างไรก็ตาม นาย A ทำงานมาจนกระทั่ง 5 ปีสุดท้าย โรงงานต้องปิดกิจการ ผันตัวมาทำงานรับจ้างอิสระ แต่ยังจ่ายสมทบมาตรา 39 ฐานเงินเดือนไม่เกิน 4,800 บาท ซึ่งทำให้เขาได้รับบำนาญลดลงไปด้วย

ดังนั้น หากนาย A เกษียณอายุปี 2568 สูตรคำนวณปัจจุบัน : คิดจาก 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ นาย A จะได้เงินบำนาญเดือนละ 1,500 บาทเท่านั้นแม้ว่าเขาจะจ่ายสมทบในระดับสูงมาโดยตลอด ซึ่งในมุมมองของผู้ผลักดันนโยบายนี้จึงเห็นว่าไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ประกันตนที่จ่ายสมทบในระดับสูงมานาน แต่ต้องมาอยู่มาตรา 39 ก่อนเกษียณนั่นเอง

ขณะที่สูตรคำนวณบำนาญใหม่ หรือที่เรียกว่า 'CARE' ที่เสนอโดยคณิตศาสตร์ประกันภัย สำนักงานประกันสังคม จะแตกต่างกับสูตรปัจจุบันคือ ไม่ได้คำนวณค่าเฉลี่ยเงินสมทบช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ แต่จะใช้ระบบคำนวณเงินค่าเฉลี่ยส่งสมทบกองทุนตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงตอนเกษียณ ทำให้คนที่จ่ายเยอะมาโดยตลอด และต้องมาจ่ายน้อยทีหลังในมาตรา 39 ก็ยังได้รับบำนาญที่เหมาะสมกับสัดส่วนที่ส่งเข้ากองทุน สปส. 

ดังนั้น เมื่อใช้สูตรคำนวณใหม่ที่เรียกว่า CARE : คิดค่าเฉลี่ยจากเงินส่งสมทบตลอดอายุการส่งสมทบ นาย A จะได้รับเงินบำนาญประมาณเดือนละ 4,800 บาทต่อเดือน ซึ่งมากกว่าแผนคำนวณปัจจุบัน

ป้องกันกองทุนถูกเอาเปรียบ

สูตรคำนวณบำนาญใหม่ ‘CARE’ จะมาช่วยเหลืออีก 1 เรื่อง คือ การป้องกันกองทุนประกันสังคมถูกเอาเปรียบ กล่าวคือ สมมติว่า นาย B ส่งสมทบทุนประกันสังคม มาตรา 33 อัตราเงินเดือน 7,000-8,000 บาทตั้งแต่เมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว แต่ในช่วง 5 ปีสุดท้าย นาย B ส่งสมทบฯ ฐานเงินเดือน 15,000 บาท ทำให้เขาได้รับเงินบำนาญอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท ทั้งที่ตัวของนาย B อาจจะจ่ายน้อยมาตลอด แต่มาจ่ายเยอะตอน 5 ปีสุดท้าย หรือในทางหนึ่งเขาอาจจะจ่ายน้อยกว่านาย A ที่จ่ายบนฐาน 15,000 บาทมานาน ดังนั้น นี่คือสิ่งที่แผนคำนวณบำนาญใหม่พยายามแก้ไขปัญหา คือคนส่งสมทบน้อย แต่ได้บำนาญเยอะกว่าที่ควรจะเป็น หรือไม่เหมาะสมกับสัดส่วนการส่งสมทบ

ส่วนกรณีคนที่ส่งสมทบกองทุนประกันสังคม มาตรา 33 ฐานเงินเดือน 15,000 บาทตั้งแต่แรกจนถึงตอนเกษียณ ยังคงได้รับเงินบำนาญเท่าเดิมคือประมาณ 5,000 บาท ไม่ว่าจะแผนคำนวณบำนาญแบบปัจจุบัน หรือแบบ CARE ดังนั้น เคสนี้จะไม่ได้รับผลกระทบ

มีมาตรการช่วย คนได้เงินน้อยลง

เมื่อถามว่ามีใครเสียประโยชน์หรือไม่ มีบางกรณีสำหรับคนที่ส่งมาตรา 33 ฐานเงินเดือนอาจจะประมาณ 6,000-7,000 บาทมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2543 แต่ 5 ปีสุดท้ายเขาจ่ายเงินเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท เขาจะได้รับเงินบำนาญจากแผนเดิมที่ 5,250 บาท แต่แผน CARE เขาจะได้รับเงินบำนาญ 5,075 บาท หรือลดลง 150 บาทนั่นเอง แต่ไม่มาก 

อย่างไรก็ตาม สปส. ได้เตรียมมาตรการเยียวยาไว้แล้ว หากบุคคลใดก็ตามได้รับเงินบำนาญน้อยลงจากแผนคำนวณสูตรใหม่ ‘CARE’ ผู้เกษียณจะได้รับเงินบำนาญจากสูตรที่ให้เงินเยอะที่สุดช่วง 5 ปีแรกหลังเกษียณ ส่วนกรณีคนที่ถ้าคำนวณด้วยสูตรใหม่แล้วได้เงินมากขึ้น ก็ปรับให้เพิ่มทันที

ล้มละลายไหม ปรับแผนคำนวณใหม่

ส่วนคำถามเรื่องงบประมาณกองทุนฯ จะล้มละลายหรือไม่ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คณะกรรมการประกันสังคม ฝั่งผู้ประกันตน ตอบในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่า ในช่วง 10 ปีแรกจะใช้งบประมาณ 60,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 6,000 ล้านบาทต่อปี เพิ่มจากแผนคำนวณปัจจุบัน ซึ่งทางคณิตศาสตร์ประกันภัย มองว่า 60,000 ล้านบาทใน 10 ปี เมื่อเทียบกับขนาดของกองทุน สปส. ที่ตอนนี้มีเงินอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาทถือว่าน้อยมาก 

ภาคผนวก : สูตรคำนวณบำนาญของสำนักงานประกันสังคม

สำหรับผู้ได้รับบำนาญจากกองทุนประกันสังคม ต้องส่งสมทบมาแล้วอย่างน้อย 180 เดือน หรือประมาณ 15 ปี โดยจะได้อัตราเงินบำนาญอยู่ที่ 20% ของค่าเฉลี่ยฐานเงินเดือนที่ส่งสมทบกองทุน

การคำนวณบำนาญ

ค่าเฉลี่ยเงินส่งสมทบ x (20% (อัตราเงินบำนาญ) + ( 1.5% x จำนวนปีที่ส่งสมทบเกิน 15 ปี)) = เงินบำนาญ

สูตรเก่าและสูตร CARE ต่างกันตรงที่การคำนวณค่าเฉลี่ยเงินสมทบ โดยสูตรเก่าของสำนักงานประกันสังคม ค่าเฉลี่ยนฐานส่งสมทบจะคิดแค่เฉพาะ 60 เดือนสุดท้าย หรือ 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณเท่านั้น

ขณะที่สูตร CARE จะคำนวนค่าเฉลี่ยส่งสมทบตั้งแต่แรกจนถึงปีที่เกษียณ และก่อนนำมาคำนวณจะมีตัวคูณ Index ปรับทำให้ค่าเงินในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบันอีกด้วย

กรณีที่ 1 ไม่ได้ไม่เสีย คือคนที่ส่งสมทบในอัตราสูงสุด 15,000 บาทตลอด

นายก ก เป็นลูกจ้างบริษัท ส่งสมทบมาแล้ว 25 ปี ฐานเงินเดือนจำนวน 15,000 บาท หากเกษียณปีนี้ นาย ก จะได้รับเงินดังนี้

สูตรเก่า : 15,000 บาท x (20% + (1.5% x 10)) = 5250 บาท

สูตร CARE : 15,000 บาท x (20% + (1.5% x 10)) = 5250 บาท

กรณีที่ 2 ผู้ประกันตนเดิม มาตรา 33 และเปลี่ยนเป็นมาตรา 39 ตอนหลัง จะได้บำนาญเยอะขึ้น เป็นธรรมมากขึ้น

นาย ข เป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ส่งมาตรา 33 ฐานเงินส่งสมทบ 15,000 บาทมาแล้ว 20 ปี แต่อนิจจา 5 ปีสุดท้าย ถูกเลย์ออฟ มาเป็นไรเดอร์ ส่งมาตรา 39 ฐานส่งสมทบสูงสุด 4,800 บาท เพื่อรักษาสิทธิรักษาพยาบาล นาย ข จะได้เงินบำนาญดังนี้

สูตรเก่า : 4,800 บาท x  (20% + (1.5% x 10)) = 1,680 บาท

สูตร CARE : 10,920 บาท x (20% + (1.5% x 10)) = 3,822 บาท

กรณีที่ 3 คนที่ได้บำนาญน้อยลง คือคนที่จ่ายมาตรา 33 น้อยมาตลอด แต่ตอนสุดท้ายส่งสมทบในระดับสูงจนเกษียณ

นาย ค จ่ายสมทบ มาตรา 33 ฐานเงินเดือน 9,000 บาทเป็นเวลา 20 ปี แต่ 5 ปีสุดท้าย ได้เงินเดือนเพิ่ม จ่ายเงินสมทบฐานเงินเดือน 15,000 บาท หากเกษียณปี 2568 นาย ค จะได้เงินบำนาญดังนี้

สูตรเก่า : 15,000 บาท x (20% + (1.5% x 10)) = 5250 บาท

สูตร CARE : 14,438 บาท x (20% = (1.5% x 10)) = 5,053 บาท

อย่างไรก็ดี สำนักงานประกันสังคม ได้เตรียมมาตรการเยียวยา หากผู้ประกันตนได้บำนาญสูตรไหนสูงกว่าก็ให้ใช้สูตรนั้นเป็นระยะเวลา 5 ปีหลังเกษียณ หรือหากผู้ประกันตนใช้สูตรใหม่ได้บำนาญเยอะก็ให้ใช้สูตรนั้นเลย

ทั้งนี้ หลังการประชุมบอร์ดประกันสังคม เมื่อ 11 มี.ค. 2568 บอร์ดฯ ได้มีมติรับหลักการ และจะมีการปรับสูตรตัวคูณ Index มูลค่าค่าเงินในอดีตในรายละเอียดนิดเดียว 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง