Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

แม้เราจะไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลร่วมกับฝ่ายทำรัฐประหารของพรรคเพื่อไทย แต่ก็พยายามเข้าใจถึง “ความจำเป็น” ว่าถ้าไม่ร่วมกับฝ่ายนั้น ก็ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ภายใต้เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมรดกเผด็จการ คสช.

การเข้าใจความจำเป็นดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจากความเห็นอกเห็นใจด้วยว่า “ทักษิณ ชินวัตร” ควรมีโอกาสได้กลับบ้าน หลังจากเขาถูกทำรัฐประหารและต้องหนีไปลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เกือบ 20 ปี และเกิดจากการมี “ความหวัง” ด้วยว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล อย่างไรเสียก็น่าจะดีกว่าให้ฝ่ายเคยทำและสนับสนุนรัฐประหารเป็นรัฐบาลต่อไปอีก เพราะถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาล การแก้ปัญหาปากท้องก็น่าจะดีขึ้นกว่าเดิม การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็น่าจะสำเร็จได้ เสรีภาพทางความคิดเห็นก็น่าจะดีขึ้น นักโทษการเมืองที่โดน 112 ก็น่าจะได้สิทธิประกันตัว และน่าจะมีการนิรโทษกรรมประชาชนเกิดขึ้นได้ภายใต้รัฐบาลจากการเลือกตั้งในสมัยนี้

แต่ผ่านมาเกือบ 2 ปี ความหวังเช่นนั้นนับวันจะเลือนราง ที่เห็นชัดแจ้งมากขึ้นเรื่อยๆ “ในทางปฏิบัติ” คือการที่รัฐบาลเพื่อไทยยืนยันต่อเนื่องว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องไม่แตะหมวดสถาบันกษัตริย์, ไม่แก้ 112 และไม่นิรโทษกรรมคดี 112 ขณะที่ภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เราเห็นคือ “ความต่อเนื่อง” ของการใช้ 112 กดปราบนักเคลื่อนไหวทางการเมือง นั่นคือ สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการใช้ 112 ไล่ล่าแจ้งความเอาผิด และสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ก็มีการใช้ 112 ขังคุกนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

ซ้ำยังเกิดประวัติศาสตร์โศกนาฏกรรมในยุครัฐบาลจากเลือกตั้ง คือกรณี “บุ้ง-เนติพร” อดอาหารประท้วงเรียกร้องให้ “ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน” จนต้องเสียชีวิตในคุก โดยกรมราชทัณฑ์ยังปกปิดหลักฐานการดูแลความปลอดภัยของเธอจากการขอตรวจสอบของญาติมิตร ขณะที่อานนท์ นำภาและคนอื่นๆ ยื่นขอประกันตัวกว่า 10 ครั้ง แต่ไม่ได้สิทธิ์ประกันตัว จนกระทั่ง “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ต้องอดอาหารประท้วงทวงสิทธิประกันตัว เขาเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร หลังจากอดอาหารมาแล้ว 13 วัน ความตอนหนึ่งว่า

“ผมเชื่อว่าคุณอุ๊งอิ๊งทำงานหนัก ทั้งในฐานะผู้นำประเทศและครอบครัว ไม่มีใครอยากไกลห่างจากครอบครัว คุณอุ๊งอิ๊งทำทุกทางเพื่อให้พบกับคุณพ่อ ผมก็ไม่ต่างกัน ผมเพียงอยากกลับไปหาครอบครัว กลับไปเรียน กลับไปมีชีวิต หวังว่านายกฯ อุ๊งอิ้งจะได้รับจดหมายน้อยฉบับนี้” (ดู https://tlhr2014.com/archives/73565)

(ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2568 ศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวสิรภพ แม้จะอดอาหารประท้วงมาแล้ว 16 วัน)

การเมืองเป็นเรื่องของคุณค่า หมายความว่า ในกิจกรรมทางการเมืองทุกอย่างมี “คุณค่าทางการเมือง” (political values) เป็นหลักการหรืออุดมการณ์เบื้องหลังของการตัดสินใจทางการเมืองเสมอ ต่อให้เรามองการเมืองแบบ Realpolitik คือมองการเมืองตามความเป็นจริงว่าเป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ก็ตาม แต่การต่อสู้เหล่านั้น ก็อิงอยู่กับหลักการหรืออุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่างอยู่ดี

เช่น กลุ่มอำนาจทางการเมืองต่างๆ ที่ยืนกรานว่าไม่แตะหมวดสถาบันในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่, ไม่แก้ 112 และไม่นิรโทษกรรมคดี 112 ก็คือกลุ่มที่ยึดคุณค่าทางการเมืองบนอุดมการณ์ฝ่ายขวาหรืออุดมการณ์รอยัลลิสต์ ฝ่ายตรงกันข้ามก็คือฝ่ายที่ยืนยันคุณค่าทางการเมืองบนอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายหรือเสรีนิยมประชาธิปไตย รัฐบาลที่ส่งชาวอุยกูร์ให้จีนและฝ่ายที่คัดค้าน ต่างก็ยึดคุณค่าทางการเมืองต่างกัน ขณะที่นักโทษการเมืองที่ต่อสู้ทวงสิทธิประกันตัวในคุก ก็ยืนยันคุณค่าทางการเมืองบนหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

ดังนั้น รากฐานของความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาร่วมสองทศวรรษ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ Realpolitik ที่ต่างฝ่ายต่างยึดผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองที่ขัดแย้งกัน และอุดมการณ์ที่แต่ละฝ่ายยึดถือ คือกรอบกำหนดแนวทางในการกระทำหรือปฏิบัติการทางการเมืองที่แตกต่างและขัดแย้งกัน

อย่างไรก็ตาม แม้การเมืองจะเป็นเรื่องของคุณค่า หรือเป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจและผลประโยชน์บนหลักการและอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่างเสมอ แต่การเมืองก็เป็นเรื่องของ “อารมณ์ความรู้สึก” อย่างมีนัยสำคัญด้วย ในทางปรัชญามีเกณฑ์พิจาณาเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกที่น่าจะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาของอารมณ์ความรู้สึกทางการเมืองในบ้านเราปัจจุบันได้ชัดขึ้น

เกณฑ์แรก คือแนวคิด “ความเห็นแก่ตัวที่มีเหตุผล” (rational egoism) ของไอน์ แรนด์ เสนอว่าความเห็นแก่ตัวไม่ใช่สิ่งไม่ดีในตัวมันเอง ที่จริงแล้วความเห็นแก่ตัวเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ความเห็นแก่ตัวจึงอยู่เบื้องหลังการกระทำทุกอย่างของมนุษย์ เช่น เวลาเราจะตัดสินใจทำ หรือไม่ทำอะไร เรามักคำนวณแทบจะโดยอัตโนมัติว่าเราจะได้หรือเสียอะไร ดังนั้น การทำเพื่อประโยชน์หรือความสุขของตัวเองจากความเห็นแก่ตัว จึงเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่ผิด

โดยเฉพาะในทางการเมืองแล้วยิ่งถือเป็นเรื่องปกติว่าการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง กลุ่มของตัวเอง หรือชาติของตัวเองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และมักถูกจัดลำดับความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ

แต่อย่างไรก็ตาม ความเห็นแก่ตัวที่ถูกต้อง จะต้อง “มีเหตุผล” (rational) ด้วย หรือสามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลด้วยว่าเป็นความเห็นแก่ตัวบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิของคนอื่น ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น หรือเป็นความเห็นแก่ตัวที่แสวงหาผลประโยชน์และอื่นๆ เพื่อตัวเราเองบนหลักการที่แฟร์กับคนอื่นๆ ด้วย

เมื่อเราใช้ “เกณฑ์ความเห็นแก่ตัวที่มีเหตุผล” มาประเมิน “การกลับบ้านของทักษิณ” ภายใต้เงื่อนไขของการตั้งรัฐบาลร่วมกับฝ่ายที่เคยทำรัฐประหาร อาจพิจารณาได้สองด้าน

ด้านหนึ่งถือว่าเป็นสิทธิชอบธรรมที่ทักษิณต้องได้กลับบ้าน เพราะเขาถูกทำรัฐประหาร และภายใต้เงื่อนไขของ Realpolitik ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน ก็จำเป็นต้องอาศัย “การดีลกับฝ่ายศักดินา” และการร่วมตั้งรัฐบาลกับฝ่ายที่ทำรัฐประหาร ภายใต้เงื่อนไขสำคัญที่ฝ่ายนั้นกำหนดคือ ไม่แตะหมวดสถาบันกษัตริย์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่, ไม่แก้ 112 และไม่นิรโทษกรรมคดี 112 แล้วความ “แฟร์” ต่อประชาชนคืออะไร ก็คือการที่รัฐบาลเพื่อไทยต้องแก้ “ปัญหาปากท้อง” ของประชาชนให้ได้ โดยอาศัยประสบการณ์และความสามารถของทักษิณเป็นพลังขับเคลื่อน แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถือว่า “ยังเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแบบค่อยเป็นค่อยไปภายใต้ข้อจำกัดตามบริบททางการเมืองเป็นจริง” ซึ่งนี่เป็นแนวทางอธิบายของเพื่อไทยและผู้สนับสนุนเพื่อไทย

ถ้าพูดตามกรอบคิด rational egoism คือการกระทำตามคำอธิบายแบบข้างบนคือความเห็นแก่ตัว แต่ยังถือว่าเป็น “ความเห็นแก่ตัวที่มีเหตุผล” เพราะยังสามารถอธิบายได้ว่าเพื่อไทยจะสร้างผลงานด้วยการแก้ปัญหาปากท้อง ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ดีขึ้น และจะพยายามให้เกิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นภายใต้ข้อจำกัดตามที่เป็นอยู่จริง

แต่อาจมีคำอธิบายอีกด้านที่เห็นว่านั่นไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวที่มีเหตุผล เพราะการกลับบ้านของทักษิณแสดงถึงการมีอภิสิทธิ์ภายใต้การดีลระหว่างกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่ากลุ่มอื่นๆ และยังเป็นการรักษา “ระบบสองมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม” ที่มีมานานให้คงอยู่ต่อไป จึงไม่แฟร์กับฝ่ายที่ยืนยันความยุติธรรมในมาตรฐานเดียวกันบนความเสมอภาคทางกฎหมาย โดยเฉพาะนักโทษการเมืองที่เป็น “ประชาชนธรรมดา” ผู้ไม่มีตำแหน่งและอำนาจทางการเมือง หรือมีอิทธิพลต่อพรรคการเมืองใดๆ กลับไม่ได้สิทธิประกันตัว

อีกเกณฑ์หนึ่งของคุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึก คือเกณฑ์ “ความเห็นอกเห็นใจที่มีเหตุผล” (rational sympathy) แบบคานเที่ยนเสนอว่าเราควรมีความเห็นอกเห็นใจที่มีเหตุผลต่อเพื่อนมนุษย์ที่เผชิญความอยุติธรรมต่างๆ ความเห็นอกเห็นใจที่มีเหตุผลเกิดขึ้นได้จาก “การที่เราสมมติตัวเองเป็นคนอื่นที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้รับความยุติธรรมว่าหากตัวเราเป็นเขาหรือตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา เราจะรู้สึกอย่างไร” เช่น ถ้าเราเป็นทักษิณแล้วถูกทำรัฐประหาร ถูกยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท ด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม ต้องหนีไปลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศเกือบ 20 ปี เราจะรู้สึกอย่างไร หรือถ้าเราเป็นอานนท์และคนอื่นๆ ที่กลายเป็นนักโทษการเมืองที่ไม่ได้ความยุติธรรมในกระบวนการดำเนินคดี และไม่ได้รับสิทธิ์ประกันตัว เราจะรู้สึกอย่างไร

คุณค่าของความเห็นอกเห็นใจในความหมายดังกล่าว คือการให้แง่คิดในมุมกลับว่าถ้าเราไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจที่มีเหตุผลต่อกันและกันเลย สังคมนี้ก็จะเป็นสังคมแบบ “ตัวใครตัวมัน” ผู้ถูกกระทำอย่างอยุติธรรมก็จะต่อสู้ตามลำพัง แน่นอนว่าถ้ามีคนเพียง 1 คน ถูกสังคมปล่อยให้เผชิญความยุติธรรมเพียงลำพัง ทุกคนในสังคมก็ย่อมมีโอกาสจะตกอยู่ในชะตากรรมแบบเดียวกันได้

อย่างไรก็ตาม สังคมเราก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เพราะจากเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 และ 2557 เพื่อไทยได้รับ “ความเห็นอกเห็นใจที่มีเหตุผล” จากประชาชนจำนวนมาก ทำให้เกิดปรากฎการณ์เสื้อแดงต้านรัฐประหารและเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะที่ทักษิณคือผู้ออกมาพูดถึง “มือที่มองไม่เห็น” ที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร แกนนำเสื้อแดงอย่างณัฐวุฒิ ใสยเกื้อปราศรัย “เสียงจากดินถึงฟ้า” และจตุพร พรหมพันธุ์ปราศรัยว่ามีการใช้ “กระสุนพระราชทาน” ปราบปรามคนเสื้อแดงในบริบทวาทกรรมทางการเมือง “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” และปรากฏการณ์ตาสว่างยุคเสื้อแดง ก็ส่งต่อมาถึงการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตย

จึงไม่จริงว่าคนเสื้อแดงเป็นเพียง “ควายแดง” ที่ถูกหลอกมาชุมนุม แต่คนเสื้อแดงคือผู้สร้างประวัติศาสตร์ตาสว่างทั้งแผ่นดิน และส่งต่อแสงสว่างทางความคิดมาสู่คนรุ่นใหม่ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญอย่างอานนท์ ก็ร่วมสู้กับคนเสื้อแดงมาก่อน เป็นทนายคดี 112 ให้กับคนเสื้อแดงมาตลอด “เพนกวิน” หรือพริษฐ์ ชีวารักษ์ ก็เคยร่วมสู้กับคนเสื้อแดงตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนมัธยม จนมาถึงยุคคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็ไม่ใช่คนที่ถูกยุยงถูกหลอกให้ไปโดน 112 แต่พวกเขามีความคิดทางการเมืองเป็นของตัวเอง สู้ด้วยอุดมการณ์ของตนเองเช่นเดียวกับคนเสื้อแดง

คำถามก็คือ เกือบ 2 ปี ภายใต้รัฐบาลเพื่อไทย ทำไมจึงปล่อยให้นักโทษการเมืองถูกขังลืม อานนท์ยื่นขอประกันตัวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่ได้สิทธิประกันตัว เขาถูกตัดสินจำคุกคดี 112 และ 116 หลายคดี รวมโทษจำคุกกว่า 19 ปีแล้ว และยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้สิทธิประกันตัว ขณะที่รัฐบาลเพื่อไทยไม่พูดถึงปัญหานี้เลย

เป็นเรื่องดีมากๆ ที่เวลาเพื่อไทยถูกทำรัฐประหารประชาชนไม่เคยทอดทิ้ง โดยเฉพาะนักโทษการเมืองที่ยังอยู่ในคุกบางคนก็ร่วมต้านรัฐประหารเคียงข้างเพื่อไทยและคนเสื้อแดงมาก่อน บางคนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการส่งต่อ “ตาสว่าง” มาจากยุคเสื้อแดง แต่วันนี้พวกเขากลายเป็นนักโทษการเมืองที่ถูกขังลืม!

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง