วิธีคิดเรื่องความยุติธรรมในแบบไทยสอดรับกับคำสอนของพุทธเถรวาท ที่มองเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำว่าเป็นผลมาจากกรรมเก่า จากพฤติกรรมของเขาเอง หรือกฎของธรรมชาติที่ควรยอมรับให้ได้ ดังกรณีของการบวชภิกษุณี หรือกระทั่งการตัดสิทธิ์ผู้พิการในตำแหน่งผู้พิพากษา ความเมตตาของชาวพุทธเถรวาทวางบนฐานของการมองคนไม่เท่ากัน คือเมื่อใครไม่มีคุณสมบัติตามที่องค์กรนั้นๆ กำหนด ก็แยกให้เขาอยู่อีกพื้นที่หนึ่ง มากกว่าจะหาทางปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อโอบรับเขา นั่นเพราะมองว่า ปัญหาอยู่ที่ตัวคน ไม่ใช่ระบบ
1. ทำให้เหยื่อเป็นคนผิด ทั้งที่กฎหมายหรือวินัยปรับเปลี่ยนได้
ในสังคมเถรวาทไทยมีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าเรามักยกความผิดให้เหยื่อ เช่นการไม่ยอมให้ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณี หรือแม้เขาจะไปบวชจากที่อื่นมาแล้วก็ไม่ให้การรับรอง โดยอ้างว่าภิกษุณีหมดไปแล้ว และตามพุทธวินัย ผู้หญิงจะบวชพระได้ต้องบวชจากสงฆ์ทั้งสองฝ่าย คือภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ เพื่อจะรักษาอัตลักษณ์เถรวาทที่นิยามตนเองว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงวินัย ในเมื่อปัจจุบันมีการสืบทอดมาเพียงภิกษุสงฆ์ ผู้หญิงจึงบวชไม่ได้ตามการตีความของมหาเถรสมาคม
หลวงพ่อปยุตโตให้เหตุผลอย่างฉลาดว่า “ผู้หญิงยังมีสิทธิบวช แต่บุคคลที่มีสิทธิจะบวชให้คุณสิ ตอนนี้จะไปหาที่ไหน ถ้าไม่มีภิกษุณีสงฆ์แล้ว ภิกษุจะไปรวบเอาสิทธิที่เป็นของภิกษุณีสงฆ์มาใช้ได้ไหม ปัญหามันอยู่ตรงนี้” (ปยุตโต, 2554 น. 363) แม้จะปรับคำพูดเป็นผู้หญิงมีสิทธิบวช แต่ใจความก็คือ ไม่มีสิทธิบวช เพราะพระจะไม่ขอใช้สิทธิปรับปรุงวินัยแล้วบวชให้ผู้หญิง ง่ายๆ คือ โยนภาระไปให้พ้นตัวเอง ทั้งที่พุทธะสั่งไว้ว่า หากวินัยข้อใดเป็นอุปสรรคเห็นว่าควรปรับก็ให้ปรับได้

ภาพ: หนังสืออธิบายประเด็นภิกษุณีของ ป.อ.ปยุตโต
ดาวโหลดได้จาก https://www.watnyanaves.net/th/book_detail/565
นั่นเพราะ “วินัย” เป็นเพียงสิ่งกำหนดขึ้นตามกาละ/เทศะ นั้นๆ ตอนที่พุทธะยังอยู่ก็ปรับวินัยอยู่เรื่อยๆ แต่เอาเข้าจริง แม้จะอ้างว่าต้องรักษาความเป็นเถรวาท เราก็ไม่จำเป็นต้องแก้ตัวบท แค่ต้องปรับวิถีปฏิบัติ เช่นเดียวกับการรับเงินทองหรือสมณศักดิ์ของพระในปัจจุบัน พระก็ยังสวดปาติโมกข์ทุก 15 วันว่าการรับเงินเป็นอาบัติ แต่ก็ทำกันจนเป็นปกติเพราะอ้างว่าต้องปรับตามสังคม แต่การจะปรับเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หญิงดูจะเป็นเรื่องยาก
เช่นเดียวกับการบวชให้กะเทย ทั้งที่ยังตกลงกันไม่ได้ว่ากะเทยหรือบัณเฑาะก์คือใครกันแน่ แต่ตีความไปว่าต้องเป็นตุ๊ดแบบหลวงเจ๊ กลายเป็นว่าคนที่มีพฤติกรรมไม่ตรงกับชายแทร่ก็ถูกจับจ้องและห้ามบวช ในหนังเรื่องพี่นาค 1 นาคนนท์ตามฆ่าคนที่จะบวชเพียงเพราะตนไม่ได้บวช และทางออกก็ง่ายมากคือแค่ยอมบวชให้เขา แต่พิธีบวชผีก็ยุติลงโดยที่พระชี้ให้เห็นว่า “นาคนนท์บวชไม่ได้เพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ (มนุสโสสิ๊) เขาไม่มีคุณสมบัติเอง ไม่ได้ถูกกีดกันจากพุทธศาสนา และพระก็เมตตาเขาแล้ว” (เจษฎา บัวบาล, 2567)
กรณีของ ศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร ทนายความที่นั่งรถเข็นถูกปฏิเสธในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาด้วยเหตุผลว่าเขาขาดคุณสมบัติทางร่างกาย (มติชน, 2567) โดยสำนักงานศาลยุติธรรมอ้างเหตุผลทางการแพทย์ที่มีความเห็นว่า ผู้สมัครสอบมีข้อจำกัดในการเขียนคำตอบที่ต้องเขียนบรรยาย ซึ่งการให้คนอื่นช่วยเขียนคำตอบให้ตามคำที่ตนบอกอาจเป็นการใช้ 2 สมอง คำตอบอาจเป็นส่วนผสมของคนช่วยเขียนฯ
ทั้งที่จริงๆ แล้วสามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาเขียนตามที่บอกจริงไหม เช่นการใช้เทคโนโลยีในการสอบโดยใช้กล้องบันทึก หรือมีบุคคลที่สามคอยสังเกตการณ์ หรือเปลี่ยนไปใช้ระบบคอมพิวเตอร์ให้พิมพ์ตามคำพูด ความสามารถในการตัดสินคดีความไม่ควรถูกจำกัดเพียงเพราะต้องเขียนทุกอย่างด้วยตนเอง เพราะเมื่อทำงานจริงก็มีผู้ช่วยซึ่งเป็นนิติกรให้

ภาพ: ข่าวแจกสื่อมวลชนของศาลยุติธรรม
(https://tinyurl.com/2d6wmpkx)
ในสังคมไทย นั่นก็ไม่ใช่ความผิดหรือความใจร้ายของระบบการสอบเป็นข้าราชการไทย แต่เพราะเขาเองต่างหากที่คุณสมบัติไม่พอ เช่นเดียวกับผู้หญิง กะเทยและผีพี่นาค ซึ่งฝ่ายผู้มีอำนาจไม่ต้องแก้ระเบียบอะไร การคัดคนไม่ได้ดูที่ความสามารถเท่านั้น แต่เน้นจารีตประเพณีและภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือผ่านรูปร่าง การแสดงออกและเครื่องแต่งกาย
หนังตะลุงเคยเล่นมุกตลกในประเด็นที่คล้ายกันว่า นายเปี๊ยกไปสมัครเป็นทหารเรือ แต่ถูกปฏิเสธเพราะว่ายน้ำไม่เป็น เพื่อนๆ เลยท้วงว่า “ก็ถูกแล้วนิ ว่ายน้ำไม่เป็น แล้วจะเป็นทหารเรือได้อย่างไร”
นายเปี๊ยกเถียงว่า “ทหารอากาศต้องมีปีกบินได้ไหม .. ไม่จำเป็น เพราะเรามีเทคโนโลยีช่วย เช่นเครื่องบิน คอปเตอร์ ร่มชูชีพ ชุดดำน้ำ ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตอนนี้เขารบกันด้วยสมอง ผ่านการใช้เทคโนโลยี สั่งยิงระเบิดให้ไปลงในที่ที่เราต้องการอย่างแม่นยำโดยไม่ต้องวิ่งถือปืนไปยิงเอง” หนังตะลุงเตือนให้เราปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อลดข้อจำกัดของคน แล้วไปวัดกันที่สติปัญญามากกว่าความแข็งแรงทางกายภาพ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวเถรวาทจะไม่มีความเห็นอกเห็นใจเหยื่อเลย ความเมตตาในสังคมเถรวาทคือการมองว่าคนที่ไม่ได้รับสิทธิเหล่านั้นเป็นบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่ควรเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ แต่จำกัดให้อยู่ในกล่องหรือพื้นที่หนึ่งๆ เพื่อความเรียบร้อยของสังคม (Kata, 2022, p. 104) ผู้หญิงไม่ควรบวชภิกษุณี แต่ควรส่งเสริมให้ไปบวชชีและเข้าถึงการศึกษาเป็นต้นได้ (ปยุตโต, 2554, น.321) ชาว LGBTQ ก็ไม่ควรบวช แต่ก็เป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดีและยังบรรลุธรรมได้ ผู้พิการก็เช่นกัน ไม่ต้องเป็นผู้พิพากษา แต่ให้ไปเป็นทนายหรือเปิดโรงเรียนติว ไม่ต้องมาสู้หรือเปลี่ยนแปลงระบบ
2. รองรับความชอบธรรมด้วยกฎแห่งกรรม
ผู้คนปรารถนาที่จะอยู่ในโลกที่ยุติธรรมและเชื่อว่าสิ่งที่เป็นอยู่ (ไม่ว่าจะออกแบบโดยพระเจ้าหรือกฎแห่งกรรม) มักจะดีอยู่แล้ว หากมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเหยื่อ ก็มองได้ว่ามันไม่ได้เกิดกับทุกคนและอาจเป็นเพราะพฤติกรรมของเขาเอง จึงไม่ได้มีแรงจูงใจมากพอให้มองถึงปัญหาโครงสร้างหรือต้องมาแก้ไขระบบกันเพียงเพราะคนไม่กี่คน (White & Willard, 2024, p. 1011) ซึ่งในสังคมเถรวาท มีนิทานเรื่องกฎแห่งกรรมคอยให้ความชอบธรรม
1. กรณีของสมเด็จโตพรหมรังสี เมื่อพระถูกเขาตีหัว ท่านตัดสินว่าเพราะชาติที่แล้วเหยื่อเคยไปทำร้ายเขาไว้ก่อน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ, 2551, น. 20) ท่านอาจยุติธรรมในแง่ที่ชดใช้ค่าเสียหายให้เหยื่อ และการอ้างกฎแห่งกรรมและสอนเรื่องการให้อภัยอาจใช้ยุติความรุนแรงในกลุ่มคนที่เชื่อศาสนาเดียวกันได้ แต่การอ้างกรรมเก่าเช่นนี้ส่งผลต่อการต้องยอมจำนนมากกว่าการหาวิธีป้องกันเหตุในอนาคต
2. ศาสนาพุทธมักอธิบายความพิการว่าเกิดจากกรรมเก่า นางขุชชุตตราเป็นคนฉลาดและแสดงธรรมได้ดีมาก แต่เธอเป็นคนค่อมที่เดินเหมือนคนพิการ เพราะอดีตชาติเธอเคยล้อเลียนพระปัจเจกพุทธเจ้าว่าเดินแบบนั้นแบบนี้แล้วตลกขบขันกันในหมู่เพื่อนๆ นั่นคือการเกิดเป็นคนพิการของเธอก็เพราะวิบากกรรมชั่วที่เคยทำไว้ (ทัตตชีโว, 2563)
ในพระไตรปิฎก ทุจจริตวิปากสูตร (2568) พุทธะกล่าวไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย การดื่มสุราและเมรัยย่อมส่งผลให้ไปเกิดในนรก เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานหรือเกิดเป็นเปรต ผลของการดื่มสุราและเมรัยอย่างเบาที่สุดย่อมส่งผลให้วิกลจริตหากเกิดเป็นมนุษย์” เมื่อมองความพิการว่าเป็นกรรมเก่า นอกจากจะมองด้วยสายตาที่สงสารต้องสงเคราะห์แล้ว ยังมีบางมุมให้มองได้ว่า เพราะเขาทำกรรมไม่ดีมา การมาเจอสิ่งไม่ได้ (ไม่ได้สิทธิบางอย่าง) ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาต่างจากคนอื่นจริงๆ
3. ศาลไทยเคยใช้เหตุผลเรื่องเวรกรรมในการพิพากษา เช่นกรณีพระพิมลธรรมเมื่อถูกจำคุกเป็นเวลา 5 ปี ศาลทหารพิพากษายกฟ้อง ในวันที่ 30 สิงหาคม 2509 ว่า“จำเลยถูกกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรมจริงๆ ไม่ได้กระทำผิดตามกล่าวหา ดังนั้นศาลจึงขอให้จำเลยระลึกว่าเป็นคราวเคราะห์หรือกรรมเก่าของจำเลยเอง หรือมิฉะนั้นก็เป็นการสร้างบาปของคนมีกิเลส ไม่ใช่ความผิดของผู้ใด แต่เป็นความผิดของสังสารวัฏเอง” (พระมหาอิสระ ญาณิสฺสโร, 2567)
4. ในด้านโทษประหารชีวิต ก็มีการตีความว่าตามทัศนะแบบพุทธ เราสามารถประหารนักโทษได้ และนั่นไม่ใช่การตัดโอกาสในการทำความดีของเขา เขายังเกิดใหม่ในชาติหน้าและปรับปรุงพฤติกรรมของตนได้ถึงขั้นบรรลุนิพพานได้อยู่ดี (สมภาร พรมทา, 2548) ความเหมือนกันของการเลือกตีความคำสอนแบบนี้นำไปสู่การมองว่าเหยื่อควรได้รับโทษอยู่แล้ว แทนที่จะให้โอกาสหรือช่วยหาทางออกเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอีก
ชาวเถรวาทยังมีบทอธิษฐานหลังสวดมนต์เสร็จ โดยแฝงไปด้วยยกย่องเพศชายเป็นต้น ว่า
“บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้
เพราะบุญนั้นและการอุทิศแผ่ส่วนบุญนั้น
ขอให้ข้าพเจ้าทำให้แจ้งโลกุตตรธรรม 9 ในทันที
ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้อาภัพอยู่
ยังต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร
ขอให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์ผู้เที่ยงแท้
ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว
ไม่ถึงฐานะความอาภัพ 18 อย่าง ...
ขอให้ข้าพเจ้า พึงได้ความเป็นมนุษย์
“ได้เพศบริสุทธิ์” ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว
เป็นคนรักศีล มีศีล
ทรงไว้ซึ่งพระศาสนาของพระศาสดา” (สวนโมกข์, 2018, น.72-74)
คำว่า “เพศบริสุทธิ์” อธิบายว่าแค่เป็นมนุษย์ที่มีอวัยวะครบถ้วน แต่เพราะเนื้อความข้างบนระบุว่าเป็น “เหมือนนิยตโพธิสัตว์” จึงอธิบายได้ว่า “ต้องเกิดเป็นเพศชายเท่านั้น” (โคตมพุทธวงศ์, 2550) ซึ่งง่ายแก่การบรรพชาอุปสมบทและทำหน้าที่พิทักษ์ศาสนาด้วย
อาภัพ 18 อย่างคือ เป็นคนพิการตาบอด หูหนวก ใบ้ ง่อยเปลี้ย เป็นลูกทาส เป็นต้น คือมองว่าสิ่งเหล่านั้นถูกกำหนดมาด้วยกรรม ไม่ได้มองว่าต้องหาทางออก เช่น เป็นคนพิการแล้วควรเข้าถึงสิทธิเท่ากับคนอื่นๆ ไหม หรือควรเลิกทาส/ทำให้คนลืมตาอ้าปากด้วยนโยบายเศรษฐกิจไหม
โตมร ศุขปรีชา (2568) มองว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ “จำยอมต่อชะตากรรม” หรือ fatalism สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงไม่ค่อยมีเซ็นส์ในการมองปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่นๆ แน่นอนว่าจริงๆ แล้วศาสนาพุทธสามารถตีความคำสอนให้หลากหลายได้ เช่นกรณีของกลุ่มนวยาน (Navayana) ที่ตั้งโดย Ambedkar พวกเขาไม่ยอมรับคำสอนเรื่องกรรมเก่า เช่น เกิดเป็นคนจนเพราะกรรมเก่า แต่เพราะสังคมเหลื่อมล้ำ รัฐบาลไม่ยอมแก้ปัญหา (Silva, 2020) วิธีคิดแบบนี้ไม่ค่อยพบในชาวเถรวาท
อ้างอิง
Kata, P. (2022). Karma, the Rhetoric of Wethanaand the Politics of CompassionforPeople with Disabilitiesin Thailand. Journal of Liberal Arts, Ubon Ratchathani University, 18(2): 104-131. Accessed from https://tinyurl.com/7msw39pz
Silva, K. T. (2020). Secular State and the ‘Religious Left’: Navayana Buddhism and Dr Ambedkar’s Vision for the Future of Democracy in South Asia. Journal of Social Inclusion Studies 6(2): 152-163. Accessed from https://tinyurl.com/mswzzryc
White, C. & Willard, A. (2024). Victim blaming and belief in karma. Asian Journal of Social Psychology, 27(4): 1011-1024. https://doi.org/10.1111/ajsp.12654
สมภาร พรมทา. (2548). พุทธศาสนากับโทษประหารชีวิต. วารสารพุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 13(3): 5-116. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/4zjtprtk
โคตมพุทธวงศ์. (2550). อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/muc9knx8
เจษฎา บัวบาล. (2567). ผีพี่นาค: ความทุกข์ที่ถูกสร้างโดยสังคมและข้อจำกัดในการปรับตัวของพุทธศาสนาแบบรัฐไทย. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/45n9m36r
โตมร ศุขปรีชา. (2568). วัฒนธรรมแห่งการมองไม่เห็นฝุ่น. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/rvmew57w
ทัตตชีโว. (2563). กรณีศึกษาวิบากแห่งการเคารพหรือไม่เคารพในพระพุทธองค์. เข้าถึงจาก
https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=18994
ทุจจริตวิปากสูตร. (2568). อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เข้าถึงจาก
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&siri=113
ป.อ.ปยุตโต. (2554). ตอบ ดร.มาร์ติน: พุทธวินัยถึงภิกษุณี. เข้าถึงจาก
https://www.watnyanaves.net/th/book_detail/565
พระมหาอิสระ ญาณิสฺสโร. (2567). วิถีพระพิมลธรรม โดนขัง 5 ปีคดีคอมมิวนิสต์-ความมั่นคง สู่ศาลทหารยกฟ้อง ชี้ว่าบริสุทธิ์. เข้าถึงจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_17563
มติชน. (2567). ส.นักกม.สิทธิ ชี้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมละเมิดพ.ร.บ. กีดกันผู้บกพร่องทางร่างกาย สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา. เข้าถึงจาก
https://www.matichon.co.th/local/news_4832999
สวนโมกข์. (2018). บทสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นแปลไทย ฉบับสวนโมกข์. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/27kunhm8
สมเด็จพระญาณสังวรฯ. (2551). ชีวิตนี้น้อยนัก. กรุงเทพฯ: อุษาการพิมพ์. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/yprrswmn
รูปภาพจาก: https://www.pexels.com/th-th/photo/3840191/
