Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เกริ่นนำ

ซีรีส์ “สาธุ” ทั้ง 2 ภาค ได้นำเสนอเรื่องราวของชีวิตคนในวงการสงฆ์ได้ลึกมาก ซึ่งมีทั้งมุมของพระดีและพระไม่ดี รวมทั้งการต้องต่อรอง/ปรับตัวของพระเมื่อต้องอยู่กับชุมชน อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะยกตัวอย่างเรื่องราวของพระดลหรือทิดดล เพื่อเสนอว่า “เป็นชีวิตในจินตนาการของชาวพุทธ ที่มักมองว่าพระที่บวชมานานจะไร้เดียงสา ไม่รู้เท่าทันโลก” ทั้งที่จริงๆ แล้ว “ชีวิตพระไม่ได้แยกขาดจากชาวบ้าน และพระสายเรียนกับสายปฏิบัติก็ไม่ได้แยกจากกันขนาดนั้น”


สาธุ เป็นซีรีส์ที่เก็บรายละเอียดได้ลึก

ตั้งแต่ภาคแรก (2567) ที่เจ้าคณะอำเภอกับเลขาฯ (ซึ่งดูคล้ายกะเทย) อัดคลิปพูดบทกลอนลงโซเชียล “เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง” ซึ่งก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร เป็นกลอนที่ได้ฟังซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้ง หนังได้สะท้อนให้เห็นว่าท่านดังได้เพราะสถานะพระ จุดพีคคือเมื่อพูดจบก็ปิดไม่เป็น ต้องให้พระเลขาฯ ช่วยกดให้ ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงของพระมีอายุที่พยายามใช้เทคโนโลยี

ในภาคที่สอง (2568) หลวงพี่เอกชัยต้องมีคนคอยจัดการเรื่องภาพลักษณ์ มุมในการสัมภาษณ์ หาคนดังมาร่วมพิธีเพื่อโปรโมทวัดและสร้างบารมีให้ตัวเอง ฯลฯ อันนี้ก็ลึกมาก ผมเองที่บวชมา 18 ปีได้พบเหตุการณ์แบบนี้บ่อย เช่นเจ้าอาวาสบางรูปจะพยายามหาผู้ใหญ่/คนดัง มาเป็นเจ้าภาพ (หลายครั้งท่านต้องเข้าหาญาติโยมให้ช่วยติดต่อ บ้างก็ให้วัตถุ/เงินทอง เพื่อขอให้เขาช่วยดำเนินการให้) นั่นก็คือ การเป็นผู้มีชื่อเสียง/ผู้มีบารมีไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มาจากการสร้างเรื่องราวและเครือข่าย


บวชตั้งแต่เด็ก จึงไม่รู้เท่าทันโลก ?

ชาวพุทธดูจะเชื่อวาทกรรมนี้ ทั้งที่จริงๆ แล้วก็เห็นอยู่ว่าคนที่สึกมาก็ยังใช้ชีวิตได้ปกติ เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักทิดที่บวชมานานแล้วได้เป็นครูบาอาจารย์หรือทำอาชีพค้าขาย พวกเขาก็ใช้ชีวิตปกติ บางคนใช้ฝีปากที่อบรมมาจากการเทศน์ (ที่ทำให้กล้าพูดในที่สาธารณะตั้งแต่เป็นเณร) ประกอบกิจการได้ร่ำรวย ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปประหม่าหรือพูดไม่เก่งเท่าพระด้วยซ้ำ

ตอนผมเรียน ป.โท ปีแรก มีเพื่อน 2 คนที่คุ้นเคยกัน คนหนึ่งเพิ่งสึกมาจากเณร (บวชเรียนตั้งแต่ ม.1-ม.6) เขาได้เกรดเยอะที่สุดในชั้นและทำธุรกิจขายของออนไลน์ เขายังรับงานเป็นล่ามแปลภาษา (ไทย-อังกฤษ) ในวันหยุดด้วย ขณะที่อีกคนไม่เคยบวชมาก่อน ใช้ชีวิตในทางโลกมาตลอด 22 ปี แต่เขาดูเชื่องช้า พูดไม่เก่ง เข้ากับคนไม่ค่อยได้ การเปรียบเทียบสองคนนี้ทำให้พวกเราในกลุ่มได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “การจะทันคน/ทันโลก ไม่เกี่ยวกับการบวชหรือไม่บวช แต่อยู่ที่ความสนใจและนิสัยส่วนตัว”

เพราะจริงๆ แล้วชีวิตในวัดไม่ได้ตัดขาดจากโลก แม้จะเป็นวัดป่า เราต้องไม่ลืมว่าวัดเป็น center ที่คนจะหมุนเวียนเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งในสถานะพระที่อยู่ประจำและฆราวาสผู้มาทำบุญ คนที่อยู่วัดจะมีโอกาสพบคนได้หลากหลาย พระที่เข้ามาบวชแม้จะเป็นระยะสั้น เช่น 3 เดือนหรือ 1 สัปดาห์ จะกลายเป็นตัวเชื่อมคนในวัดกับคนข้างนอก ที่มีทั้งการบอกเล่าประสบการณ์และพาญาติพี่น้องเขามาสนิทสนมกับคนในวัดด้วย (นี่ยังไม่ต้องพูดถึงตอนที่พระมีโทรศัพท์/ใช้อินเตอร์เน็ตด้วยซ้ำ) คนที่อยู่บ้านและคลุกคลีแต่กับชุมชน/ญาติตัวเอง อาจโลกแคบกว่าคนอยู่ในวัดด้วย


วัดไม่ได้ตัดขาดจากชุมชน

แม้จะเป็นวัดป่า / พระป่า ก็ตัดขาดจากชาวบ้านไม่ได้ และนี่ก็กลายเป็นอัตลักษณ์หนึ่งของพุทธเถรวาท ที่พระพุทธเจ้าออกแบบให้พระอาศัยชาวบ้านด้วยการบิณฑบาต พระเถรวาทจึงเก็บอาหารไว้กินหรือเปิดโรงครัวหุงข้าวกันเองไม่ได้ หรือจะอยู่ป่าปลูกมันเก็บผลไม้กินแบบฤษีก็ไม่ได้ (ในทางทฤษฎี) พระจึงต้องพึ่งชุมชน ต้องออกไปบิณฑบาตเห็นวิถีชาวบ้านทุกวัน หรือวัดทั่วๆ ไปที่มีการรับสังฆทาน รับฟังเรื่องราวความฝันที่เขาต้องมาทำบุญ รับฟังปัญหาที่เขาอยากมารดน้ำมนต์หรือดูดวงเพื่อให้เขาไปทำธุรกิจ ฯลฯ เป็นตัวอย่างที่บอกว่า พระไม่มีทางหลับตาจนไม่รู้เรื่องอะไรเลย

วัดป่าของไทยที่แม้จะเคร่งจนพระไม่รับเงิน ก็จะมีโยมมาทำหน้าที่ดูแล พระก็จะคุ้นเคยกับครอบครัวคนดูแลวัด พระป่ายังทำงานก่อสร้าง เลื่อยไม้ ทำชั้นวางของ ต่อท่อประปา ซ่อมไฟเบื้องต้น ฯลฯ ได้ด้วย แม้ช่วงเวลาส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการปฏิบัติธรรม แต่ก็มีเวลาว่างเช่นช่วง 4 โมงเย็น ที่พระจะมารวมตัวกันทำงานบูรณะซ่อมแซม กวาดขยะ และได้อบสมุนไพร ดื่มน้ำปานะร่วมวงสนทนากัน

การนำเสนอภาพว่าพระที่บวชนานหรืออยู่วัดป่าจะไร้เดียงสา ดูจะพบได้บ่อยจากทั้งคนในและคนนอก คนที่บวชมานานก็มักจะพูดแบบนี้ เช่น เพื่อนผมซึ่งบวชเณรมา 6 ปี แต่โรงเรียนของเราเน้นการเรียนสายสามัญ จึงไม่บังคับทำวัตรเช้า-เย็น ปกติคนที่ไปทำวัตรมีเพียง 3 คน คือ เจ้าอาวาส พระเลขาที่คอยดูแลท่าน และพระใหม่ที่บวชในช่วงนั้นๆ แต่ความน่าสนใจคือ เมื่อเพื่อนของผมสึกออกไป เขามักถ่ายรูปนั่งกินเบียร์เล่นกีต้าร์กับเพื่อน และโพสต์พร้อมกับข้อความว่า “ถ้าเราไม่สึก ตอนนี้คงสวดมนต์นั่งสมาธิอยู่สินะ”

นั่นคือเขาได้สร้างภาพคนในวัดให้เป็นคู่ตรงข้ามกับคนข้างนอก ทั้งที่เขาก็รู้ดีว่าชีวิตในวัดเป็นอย่างไร จึงไม่แปลกที่คนข้างนอกเองก็ยังจะเชื่อแบบนั้น ขนาดคนที่เคยอยู่มาก็ยังจินตนาการสร้างโลกในอุดมคติขึ้นมาใหม่ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุผลเรื่อง “คนบวชมานานจะไร้เดียงสา ตามโลกไม่ทัน” มันมีประโยชน์มากในแง่ที่ปลอบประโลมใจให้เราสามารถให้อภัยพระได้เมื่อท่านทำผิด เช่น เอาเงินวัดไปให้สีกา แม้พฤติกรรมนี้เกิดได้ในชีวิตฆราวาสเช่น “เสี่ยเปย์ นศ.” แต่การเชื่อว่าท่านไร้เดียงสาทำให้เรามองว่า ท่านคงไม่ได้เจตนาร้ายแต่ท่านตกเป็นเหยื่อ


วัดป่า : พื้นเป็นที่ที่ใช้สร้างความบริสุทธิ์

สังคมไทยมักแยกพระบ้านและพระป่าออกจากกัน มักมองว่าพระบ้านจะเน้นการเรียนและสร้างวัด รวมทั้งบริการชุมชน ขณะที่พระป่าเน้นการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมตามแบบครูบาอาจารย์ ซึ่งจริงๆ แล้วพระเรียนก็มักไปใช้ชีวิตช่วงปิดเทอมในวัดป่า ทำนองเดียวกัน พระป่าก็จะถูกขอให้ไปเรียนหรือส่งมาอยู่วัดบ้านเป็นระยะๆ ต้องไม่ลืมว่า คณะสงฆ์ไทยอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม ซึ่งมีการสอนและสอบนักธรรมประจำปี พระป่าเองก็ต้องเรียน/สอบนักธรรม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดในการประเมินผลงานในการรับ/เลื่อนตำแหน่งเจ้าอาวาสด้วย

หลวงปู่มั่นและหลวงตามหาบัวเป็นตัวอย่างพระป่าที่ผ่านการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยมาก่อน แต่เมื่อมีภาพลักษณ์ของพระป่า ลูกศิษย์ก็พากันสรรเสริญว่าความรู้ทางธรรมที่ลึกซึ้งนั้นมาจากการปฏิบัติ ทั้งที่สิ่งที่ท่านสอนสอดรับกับสิ่งที่อยู่ในหลักสูตรนักธรรม (แม้จะมีปาฏิหาริย์บางอย่างเพิ่มมา แต่ก็คล้ายกันกับที่พบในหนังสือพุทธ/อนุพุทธประวัติ) กล่าวคือ ท่านใช้ชีวิตบางช่วงเพื่อศึกษาและบางช่วงเพื่อการปฏิบัติ

พระธรรมทูตไทย (ธรรมยุต) ในอินโดนีเซียหลายรูปมาจากวัดป่า หลายคนเปลี่ยนจากการไม่จับเงินมารับเงิน ไม่เคยฉันข้าวหลังเที่ยงวันก็มาฉันช้าเช่นบ่ายโมงเพราะการเดินทาง ฯลฯ พวกท่านถูกขอให้มาเป็นธรรมทูต เพราะพระในสายธรรมยุตมีน้อย การสอบแข่งขันจึงน้อยกว่าของมหานิกาย และคนที่อยากมาสอบก็หายาก จากการสัมภาษณ์ บางรูปเล่าว่ารับคำสั่งเจ้าอาวาสมาด้วยเงื่อนไขว่าจะอยู่ต่างประเทศแค่ 5 ปี หลังจากนั้นจะกลับไปใช้ชีวิตวัดป่าตามเคย เขาเล่าด้วยว่า “แม้วันนี้ศีลจะไม่บริสุทธิ์ แต่เขาจะกลับไปชำระหรือเป็นพระดีอีกครั้งเมื่อกลับไปวัดป่า” (เจษฎา บัวบาล, 2567, น. 48)

หากย้อนดูเรื่องการแต่งตั้งสังฆราชของไทยช่วงปี 2559-2560 ภาพลักษณ์ของพระบ้านและพระป่าก็ถูกเปรียบเทียบอย่างชัดเจน นั่นคือสมเด็จฝ่ายมหานิกายมีข่าวอื้อฉาวเรื่องสะสมรถหรู (บีบีซีไทย, 2559) ขณะที่สมเด็จฝ่ายธรรมยุต (แม้จะอยู่วัดในกรุงเทพฯ และมีสมณศักดิ์) แต่ก็มีภาพของผู้สันโดษ มีการนำเสนอว่าเป็นศิษย์สายพระป่า (มติชน, 2560) วัดป่าดูจะเป็นตัวแทนของพระที่ปฏิบัติจริง รักษาธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดและคู่ควรแก่การกราบไหว้มากกว่า

ตรงกับเรื่องราวที่ซีรีส์ “สาธุ” นำเสนอ คือแม้จะมีเรื่องทางลบของพระจำนวนมาก แต่นั่นก็เป็นพระบ้าน ซีรีส์ได้เหลือที่ทางไว้ให้พระดีๆ ที่ดูไร้เดียงสา สนใจการปฏิบัติจริงๆ และจะใช้พุทธธรรมดำเนินชีวิตต่อไปแบบหลวงพี่ดลผู้อยู่สายป่า ซึ่งชีวิตที่ไม่เท่าทันโลกนี้มักออกมาในการผลิตซ้ำภาพของคนที่แม้สึกไปแล้วยังจะ ...

     ใส่เสื้อสีขาว

     ติดกระดุมจนถึงคอ

     สะพายย่าม

     พูดช้าๆ / พูดอ้อม

     ถูกเพื่อนหลอก

     และ .. พร้อมจะกลับมาบวชอีกเมื่อเจอปัญหาหนัก

ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่ใกล้เคียงกับความจริงได้มากที่สุดอาจเป็นข้อสุดท้าย แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ค่อยว่ากันอีกที

 

อ้างอิง

เจษฎา บัวบาล. (2567). พุทธเเบบไทยในอินโดนีเซีย : พิธีกรรม อำนาจรัฐและปฏิสัมพันธ์กับคนต่างศาสนาของพระไทยผ่านการศึกษาทางมานุษยวิทยา. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/4ykhnx5t

บีบีซีไทย. (2559). เส้นทางการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20. เข้าถึงจาก https://www.bbc.com/thai/thailand-38905450

มติชน. (2560). จริยวัตรงดงาม! ภาพถ่ายสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 สมัยจำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี และวัดถ้ำขาม จ.สกลนคร. เข้าถึงจาก https://www.matichon.co.th/local/education/news_457334

ภาพจาก: Netflix

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง