เกริ่นนำ
สวนโมกข์กรุงเทพฯ ได้จัดกิจกรรมพระทอล์ค ในหัวข้อ “มองพระเป็นมนุษย์ มองพุทธเป็นวิถีชีวิต: ไม่มีเทศน์ ไม่มีสอน ไม่มีธรรมาสน์ แค่มาฟังเรื่องราวฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง” ในวันที่ 17 สิงหาคม 2568 โดยได้นิมนต์พระ/ภิกษุณี/แม่ชี ที่มีชื่อเสียงของไทย 10 รูปมาพูดในงาน บทความนี้ตั้งคำถามว่า “พระจะเป็นมนุษย์ได้จริงหรือในเมื่อพระต้องเป็นเนื้อนาบุญ” และเสนอว่า ภายใต้รัฐศาสนาแบบไทยที่พระไม่มีเสรีภาพตีความคำสอน พระจะเป็นมนุษย์ทั่วไปไม่ได้ เพราะต้องทำหน้าที่รักษาสถานะอภิสิทธิ์ทางศาสนาไว้
ภาพจาก: https://www.pexels.com/photo/serene-buddha-statue-in-thai-garden-33236005/
ชมการบรรยายได้ใน YouTube ตามลิ้งก์นี้ www.youtube.com/watch?v=QJEaWXBEjWg
พุทธแท้ที่ตอบสนองคนชั้นกลาง
พระที่ได้รับนิมนต์มาเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดต่างๆ ที่เด่นด้านเทศน์สอน ด้านปฏิบัติธรรม ด้านการศึกษา เป็นล่ามแปลภาษาในการแสดงธรรม เป็นนักจัดกิจกรรมอบรมเยาวชน พระดูแลผู้ป่วย และเป็นพระผู้นำชุมชน ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นพระ “ที่แท้จริง” ในทัศนะสมัยใหม่ ผู้นำคำสอนของศาสนาไปสร้างประโยชน์แก่ประชาชน สอนให้คนไม่งมงายและต่อสู้กับความเป็นพราหมณ์และผี
นั่นคือ พระที่ทำพิธีปลุกเสก ดูดวง สักยันต์ จัดงานรื่นเริงในวัดเป็นต้นก็จะถือว่าเป็นพระเก๊ และจะไม่ถูกนิมนต์ไปร่วมงาน “พระทอล์ค” ในครั้งนี้ พูดง่ายๆ คือ ตัวอย่างของพระ “ที่ถูกนำเสนอให้เป็นมนุษย์” ตามชื่อธีมในที่นี้ก็คือพระแท้ตามนิยามของพุทธสมัยใหม่ที่ถูกใจชนชั้นกลาง ผู้มีการศึกษาและไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างปากกัดตีนถีบแบบชาวบ้านทั่วไป ผู้ซึ่งอาจต้องใช้ของขลัง เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ตนเอาชีวิตรอด พุทธแบบชนชั้นกลางมักสนใจศาสนาพุทธแบบวิชาการหรือแบบพัฒนาจิตวิญญาณ เราจึงไม่ได้ฟังเรื่องราวของ “พระปลอม” และไม่ได้เข้าใจว่าพระพวกนั้นทำอะไรอยู่ ทำไมพวกเขาต้องทำแบบนั้น ทำไมไม่ยึดวินัยให้เคร่งหรือไม่ทำตามพระไตรปิฎก
ประมวล เพ็งจันทร์’s โมเดล กับการสอนธรรมะในมิติทางจิตวิญญาณ
ประมวล เพ็งจันทร์อาจเป็นชาวพุทธคนแรกๆ ที่มีชื่อเสียงในฐานะผู้ปฏิบัติและสอนธรรมแบบไม่ติดกรอบศาสนา หนังสือและบทบรรยายของเขาเน้นไปที่การใช้ชีวิตให้มีความสุข ซึ่งความสุขนั้นเกิดจากการ “เข้าใจความหมายเล็กๆ ที่เราได้ประสบ เพราะมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของมัน” ถ้าพูดด้วยหลักคำสอนพุทธอาจหมายถึงการเข้าในไตรลักษณ์แบบ see things as they really are แต่เพื่อโอบรับผู้ฟังในวงกว้าง ประมวลมักไม่ใช้คำศัพท์ทางศาสนา
ธีมขอเรื่องประเภทนี้จะเล่าไปในทำนองที่ว่า ในตอนแรกพวกเขามีความทุกข์ เช่น แดดร้อน หม่าเห่าไล่ เป็นห่วงไส้เดือนที่กำลังจะตาย กังวลว่าทำไมพระรูปอื่นไม่สนใจปฏิบัติธรรม ฯลฯ แต่ถึงจุดหนึ่งก็มาเข้าใจได้ว่าปรากฏการณ์นั้นๆ เป็นเรื่องปกติของโลก เราไม่ต้องไปปรุงแต่งคิดหาเหตุผลอะไร แค่เฝ้าดูมัน แล้วจะเข้าใจความหมายที่แท้จริง จากที่เราเคยรู้สึกแย่ เราก็จะโล่ง ปล่อยวางแบบเข้าใจ บ้างก็อาจอิ่มเอมขั้นน้ำตาไหล (สุธี ชล, 2562) สิ่งนี้คงคล้ายกับ positive psychology หรือที่ เก่งกิจ กิติเรียงลาภ (2563) ตั้งชื่อในบริบทแบบไทยว่า “จริยศาสตร์แบบนิ้วกลม”
Humanize พระ เพื่อให้สังคมเห็นใจ แต่ไม่พูดถึงสถานะอภิสิทธิ์ของพระ
อาจเป็นความตั้งใจของผู้จัด ที่ต้องการให้สังคมมองว่าพระก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งผิดพลาดได้ เสียใจได้ ขณะเดียวกันก็เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ ภาพความเป็นมนุษย์แบบนี้ควรถูกพูดถึงเพื่อไม่ให้ฆราวาสมองว่าพระประเสริฐบริสุทธิ์เพียงเพราะการบวช เมื่อมีข่าวอื้อฉาวเรื่องสีกา/เงินวัด ก็จะได้ไม่เหมารวม เราจึงได้ฟังแต่ละคนเล่าถึงชีวิตของตนเองที่มีทั้งสุขและทุกข์ และหลายคนก็ใช้โอกาสของความเป็นพระในการเยียวยาตนเองและช่วยเหลือสังคมไปด้วย ให้อารมณ์เหมือนฟังอินฟลูฯ
หลวงพี่รูปหนึ่งพูดความรู้สึกของเขาว่า เขาอยากให้ชาวบ้านมองว่าเขาเป็นมนุษย์หรือเป็นเพื่อนคนหนึ่งมากกว่าที่จะมองว่าเขาเป็นพระ ไม่ต้องหลบลงข้างทางเมื่อเดินสวนกัน หรือไม่ต้องกลัวที่จะพูดคุยด้วยแม้จะไม่รู้คำศัพท์ของพระ อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ดี ทั้งนี้เราก็ตั้งคำถามต่อได้ว่า ท่านรู้สึกแปลกแยกไหมกับการต้องห่มจีวรซึ่งยุ่งยากกว่าการใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น (เพราะเสื้อผ้าไม่เกี่ยวกับคุณธรรม/ความเป็นสมณะ) ยังรับได้อยู่ไหมกับการที่คนอายุมากกว่าก้มกราบตนเอง โดยที่ตนไหว้เขาไม่ได้ รู้สึกอย่างไรกับการที่จะกินอะไรสักอย่างต้องให้คนมานั่งคุกเข่ายกประเคนก่อน ฯลฯ
ที่ตั้งคำถามนี้เพราะผู้เขียนนึกถึงตัวเอง เมื่อครั้งที่รู้สึกแปลกแยกก็จะรู้สึกไปทุกอย่าง ตั้งแต่การไปธนาคารหรือโรงพยาบาล ก็จะยืนยันว่าขอรับบริการตามคิว ไม่ต้องมีการลัดคิวให้ ยื่นบัตรประชาชนให้ตรวจก่อนขึ้นเครื่องบินก็จะยื่นด้วยมือ ไม่ต้องวางบนโต๊ะ (เถรวาทไทยเชื่อว่าพระจับของสิ่งเดียวกับผู้หญิงไม่ได้) ไม่สนับสนุนและไม่ใช้บริการห้องพักรับรองพระเพราะเราไม่ควรได้อภิสิทธิ์จากรัฐ ซึ่งเราไม่ควรปรารถนาแค่ให้คนอื่นมองว่าเราเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีชีวิตจิตใจ แต่เราควรตั้งคำถามกับสถานะอภิสิทธิ์นี้ที่เราได้เหนือประชาชนทั่วไปด้วย กล่าวคือเราควรเป็นกระบอกเสียงให้นำไปสู่รัฐโลกวิสัยที่ทุกคนจะถูกปฏิบัติอย่างเสมอภาคกัน
จะเป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพหรือพระที่รักษาชนชั้น
พระพุทธเจ้าเองไม่เคยทิ้งมานะความเป็นกษัตริย์ ในมหาปรินิพพานสูตรท่านสั่งว่าเมื่อท่านตายไป ก็ให้จัดงานศพแบบเดียวกับที่ทำกับกษัตริย์/มหาจักรพรรดิ (84,000, ข้อ 204) วินัยหลายข้อก็ออกแบบมาเพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้พระต่างจากฆราวาส เช่น “การประเคน” ก็ไม่ใช่แค่พูดยกให้ เช่น “หลวงพี่กินเลยนะ อันนี้ผมซื้อมาให้” แต่ต้องถวายในฐานะที่พระเป็นผู้สูงส่งกว่า มีการนั่งคุกเข่า ยกถวายด้วยสองมือ นั่นเพราะศาสนาพุทธเป็นสถาบันที่ต้องมีอัตลักษณ์และลำดับชั้นชัดเจนในการปกครองมาตั้งแต่ต้น รวมถึงการกำหนดให้ภิกษุณีที่แม้จะบวชเป็น 100 ปีก็ต้องไหว้พระที่บวชในวันนั้น ยังไม่ต้องกล่าวถึงการห้ามพระไหว้ฆราวาส (อุทยานธรรม, 2568) สิ่งเหล่านี้ดูจะไม่เกี่ยวกับคุณธรรมทางใจอะไรเลย แต่เป็นจารีตแบบสถาบันล้วนๆ เพื่อกำหนดสถานะอำนาจ
พระสงฆ์ในเถรวาทจึงไม่ใช่แค่วิถีชีวิตแบบที่ชาวพุทธแท้จินตนาการ เพราะพระคือผู้ที่เข้ามาธำรงสถานะผู้นำชุมชนศาสนานี้ไว้ในฐานะหัวหน้าชุมชนหรือสังฆะ นับตนเองเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย และยังมีคำสอนเช่น ทักขิณาวิภังคสูตร ที่ระบุชัดว่า การทำบุญกับคนดีๆ ทั่วไป ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการทำบุญกับคณะสงฆ์ (84,000 ข้อ 712) ไม่ใช่แค่การสอนให้ถวายแบบไม่ยึดติดบุคคล แต่พระสงฆ์ยังเป็นเนื้อนาบุญ (อนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกกัสสะ) หรือนาที่เหมาะแก่การเพาะปลูก ซึ่งจะให้ผลเป็นทวีคูณทั้งชาตินี้และชาติหน้าเมื่อเราถวายทานกับพวกเขา ตกลงแล้วพระจะยังเป็นมนุษย์ทั่วไปได้อยู่ไหม
ยิ่งเรานิยามว่า มนุษย์คือผู้ที่มีเสรีภาพที่จะคิด พูดและเลือกกระทำในสิ่งที่ตนเห็นว่าถูกต้องได้ ความเป็นพระเถรวาทที่ต้องอิงกับคัมภีร์และอยู่ภายใต้รัฐศาสนาแบบไทย ยิ่งห่างไกลกับเสรีภาพเพราะถูกระบอบพระผู้ใหญ่ที่มีอำนาจรัฐครอบงำ ดังที่สุรพศ ทวีศักดิ์ (2563) กล่าวว่า แม้แต่คิ้วของตน ก็ยังไม่มีอำนาจที่จะเก็บไว้โดยไม่ต้องโกนเลย ทั้งที่การไม่โกนคิ้วเป็นการทำตามวินัยด้วย หากนิยามว่ามนุษย์ต้องมี Freedom of Conscience พระไทยดูจะไม่มีสิ่งนี้เลย เพราะไม่สามารถคิดนอกกรอบหรือพูดในสิ่งที่ตนคิดได้ เช่น ไม่กล้าส่งเสียงว่าการที่พม่าฆ่าชาวโรฮิงยาหรือไทยทำสงครามกับกัมพูชาเป็นสิ่งที่ศาสนาพุทธไม่สนับสนุน ได้แต่หันมาโปรโมทความสุขทางใจแบบ positive psychology แบบที่กล่าวไปแล้ว
บทส่งท้าย
ตัวอย่างของพระที่มีความเป็นมนุษย์คือ พระมหายานของญี่ปุ่น เช่น พระแต่งหน้าแบบ Kodo Nishimura (The People, 2020) พระเปิดบาร์ รินเหล้าแล้วพูดคุยกับเหล่าสมาชิก (Nelson, 2020) ฯลฯ ซึ่งเสรีภาพเหล่านั้นมีแนวคิด “อุปายโกศล” ยันอยู่ข้างหลัง ควบคู่ไปกับการต้องไม่มีสถาบันรวบอำนาจปกครองที่เป็นของรัฐแบบมหาเถรสมาคม พระจึงจะมีอิสระในการตีความและนำเสนอสิ่งที่ตนเชื่อ แบบที่สุรพศเรียกว่า Freedom of Conscience
ซึ่งเสรีภาพแบบนี้พระไทยไม่มี แถมยังต้องพยายามรักษาสถานะความเป็นเนื้อนาบุญและรักษาสถานะอภิสิทธิ์ทางศาสนาด้วย หากเราเรียกหา “พุทธที่เป็นวิถีชีวิต” ในแบบเถรวาท ส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ในรูปแบบของพระสักยันต์ ดูดวง ช่วยชาวบ้านทำนา ขี่ม้า/ขับรถไปบิณฑบาต เป็นช่างกล้องรับงานถ่ายรูป ฯลฯ แต่ที่กล่าวมาก็เป็นสิ่งที่สังคมชนชั้นกลางซึ่งเป็นพุทธแท้พยายามปฏิเสธ จึงน่าตั้งคำถามว่า พุทธเถรวาทที่เป็นวิถีชีวิตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ในเมื่อพวกเขาพยายามแสวงหาวิถีพุทธแท้ที่ไม่นอกรีตและยังไม่ส่งเสริมรัฐโลกวิสัยที่ให้เสรีภาพทางศาสนา
อ้างอิง
84,000. มหาปรินิพพานสูตร ข้อ 204. เข้าถึงจาก https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_read.php?B=10&A=4337
84,000. ทักขิณาวิภังคสูตร ข้อ 712. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/4wpyxwkz
Nelson, J. (2020). Japan’s “Priests’ Bars”: “Bad Buddhism” or Hope for the Future?
Journal of Global Buddhism, 21 (Special Focus): 241-260. Accessed from https://www.globalbuddhism.org/article/view/1290
The People. (2020). โคโดะ นิชิมูระ พระเกย์ญี่ปุ่น ผู้เผยแพร่ความเท่าเทียมด้วยการแต่งหน้า. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/3c2enzr2
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ. (2563). ‘จริยศาสตร์แบบนิ้วกลม’ ความสุขของฉันที่มองไม่เห็นความทุกข์ของคนอื่น. เข้าถึงจาก https://prachatai.com/journal/2020/10/90100
สุธี ชล. (2562). ประมวล เพ็งจันทร์: นักปฏิบัติธรรมในโลกทุนนิยม. วารสารมานุษยวิทยาศาสนา, 1(2): 9-26. เข้าถึงจาก https://bit.ly/3rbjPrL
สุรพศ ทวีศักดิ์. (2563). คิ้วที่หายไป. เข้าถึงจาก https://prachatai.com/journal/2020/06/87920
อุทยานธรรม. (2568). บุคคลที่ภิกษุไม่ควรไหว้. https://uttayarndham.org/dhamma-sharing/6252/
