เกริ่นนำ
หลายที่ในอินเดียเราจะพบนักบวชอยู่ข้างถนน บ้างก็กินนอนตากผ้าแถวนั้นเลย บ้างแต่งตัวเป็นโยคี/บาบา ในชุดสีส้ม สีขาว หรือสีอื่นๆ แต่ก็พอดูออกว่าพวกเขาเป็นนักบวชตรงที่ออกจากเรือนมาเป็นผู้ไม่มีเรือน นักบวชเร่ร่อนเหล่านี้เลี้ยงชีพด้วยการขออาหาร/เงินจากชาวบ้าน พวกเขาไม่ถูกตำรวจจับหรือขอดูใบรับรองการบวช เพราะการใช้ชีวิตแบบนักบวชเป็นเสรีภาพทางศาสนาที่รัฐธรรมนูญอินเดียรับรอง บทความนี้เสนอว่า เมื่อรัฐให้เสรีภาพแก่ความเชื่อและผู้คนไม่มีวิธีคิดเรื่อง “พระปลอม” ชีวิตพระเร่ร่อนจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องจัดการให้หมดไปหรือปกป้องศาสนาให้บริสุทธิ์
ไม่มีพระปลอม เพราะเราไม่มีทางรู้ชีวิตทุกด้านของคนอื่น
คำว่า “พระปลอม” ที่ใช้ในบทความนี้หมายถึง พระที่ไม่มีหนังสือรับรอง ขณะที่ “พระจริง” ก็คือคนที่มีหนังสือรับรอง พระปลอมมักเป็นพระที่บวชเอง ไม่สังกัดกับองค์กรศาสนาใหญ่ๆ ในทางตรงกันข้าม พระจริงมักจะเป็นสมาชิกขององค์กรศาสนาซึ่งตั้งมั่นและมีสาวกมั่นคง ในไทยอาจไม่คุ้นเคยกับพระปลอมในแบบแรก เพราะเราจะถูกบีบให้ต้องมีสังกัดและคนที่ทำตัวแปลกๆ จะถูกกล่าวหาว่าบ้า หากแต่งกายเหมือนพระก็จะถูกตำรวจจับ แต่ในอินดเดียพฤติกรรมนี้เป็นเสรีภาพ ที่ใครจะออกบวชตอนไหนก็ได้
ที่กล่าวว่าไม่มีพระปลอม เพราะพระที่บวชเอง ไม่สังกัดองค์กรใด หลายคนก็มีเป้าหมายเพื่อละกิเลส อยู่อย่างสันโดษ ธรรมเนียมของฮินดูจะมี “วนปรัส” และ “สันยาสี” ที่ผู้สูงอายุควรสละชีวิตครอบครัวแล้วออกบวชเพื่อบำเพ็ญตบะและสั่งสอนผู้คน หลายคนปฏิบัติตนเคร่งมาก ขณะเดียวกัน พระจริงที่บวชกับองค์กรศาสนาแล้วมีหนังสือรับรอง ก็มักจะอยู่แต่ในศาสนสถาน ให้บริการผู้ศรัทธา ซึ่งเอาเข้าจริงชีวิตแบบนี้สบายกว่าพระในแบบแรกมาก (อาจนึกถึงพระในประเทศไทย) ฉะนั้น หนังสือรับรองจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดความเป็นพระจริงหรือพระปลอม
อย่างไรก็ตาม วิถีพระเร่ร่อน เดินขอขอหาร นอนข้างทาง บ้างก็รับเงินด้วย เป็นวิถีที่มีในอินเดียมานาน อาจเรียกว่า สมณะ หรือ อนาคาริกะ (homeless) ปัจจุบันชาวบ้านจะเรียกนักบวชทุกศาสนาด้วยคำว่า คุรุจี (Guruji) การที่พระหรือนักบวชต้องมีสังกัด อยู่วัดอย่างเป็นทางการต่างหากที่เป็นของใหม่ เพราะนั่นหมายถึงศาสนานั้นๆ เติบโตจนตั้งเป็นองค์กรแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม วิถีไร้บ้านของนักบวชที่เร่ร่อนนี้สำหรับนักบวชหลายคนแล้วกลับเป็นวิถีที่เอื้อต่อการฝึกฝน เพราะต้องสู้กับความไม่แน่นอนของชีวิต ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ยุงกัด ฯลฯ ขณะที่การอยู่ในวัดจะมีความมั่นคงกว่าเพราะมีที่พัก อาหาร มีสาวกที่ศรัทธามาถวายของ/พบปะอยู่เสมอ
พระพุทธเจ้าก็ใช้อาชีพ “ขอทาน” ในการดำรงชีวิต และใช้คำนี้มาสอนพระว่า ในบรรดาอาชีพทั้งหมด อาชีพที่ต่ำที่สุดคือ ขอทาน คำสาปแช่งที่รุนแรงในโลกนี้คือ “ขอให้แกถือกระเบื้องในมือเที่ยวขอทานเถอะ” แล้วโยงมาเตือนพระว่า ไม่ใช่ออกบวชเพราะหนีคดี เพราะหนีหนี้ หรือไม่มีอาชีพ หรือแม้บางคนจะบวชเพราะเห็นภัยในวัฏสงสารแล้ว แต่เมื่อบวชมาก็ขี้เกียจ ไม่สำรวม ไม่มีสติ ก็ถือว่าไร้ประโยชน์ (อนาคามี, 2568) ตีความได้ว่า พระพุทธเจ้าเตือนให้เห็นถึงการเลี้ยงชีพแบบพระว่าอยู่ในสถานะต่ำเหมือนขอทาน แต่จะประเสริฐขึ้นหากใช้สถานะนั้นทำความเพียรเพื่อละกิเลส
นักบวชเร่ร่อน ใช้ชีวิตบริเวณมหาวิทยาลัยเดลีช่วงเดือนตุลาคม 2568
กฎหมายที่ให้เสรีภาพทางศาสนาในอินเดีย
รัฐธรรมนูญอินเดียรับรองเสรีภาพทางศาสนาไว้ในมาตราที่ 25 – 28 ในมาตรา 25 กล่าวถึงเสรีภาพแห่งมโนธรรมสำนึก (Freedom of Conscience) ที่เชื่อว่าคนย่อมมีความสามาถที่จะคิดได้ว่าจะเชื่อหรือปฏิบัติตามแนวทางที่ตนชอบ แน่นอนว่าจะต้องไม่ไปละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น
มาตรา 25 รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของเสรีภาพแห่งมโนธรรมสำนึก ที่จะแสดงออก ปฏิบัติ ประกอบพิธีกรรมและเผยแผ่ศาสนาของตนอย่างเป็นอิสระ/เปิดเผย
มาตรา 26 รับรองสิทธิในการบริหารจัดการองค์กรศาสนาทุกองค์กร ซึ่งรวมถึงการสิทธิในการก่อตั้งและดำเนินการขององค์กรนั้นๆ ทั้งเพื่อวัตถุประสงค์ในการเผยแผ่ศาสนาและเพื่อกิจกรรมสังคมสงเคราะห์
มาตรา 27 ห้ามใช้เงินภาษีซึ่งเป็นของประชาชนมาสนับสนุนการเผยแผ่ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ซึ่งถือเป็นหลักการรัฐโลกวิสัยของอินเดีย
มาตรา 28 ห้ามโรงเรียน/สถาบันการศึกษาของรัฐที่ใช้งบประมาณภาครัฐโดยตรง จัดการเรียนการสอนศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นวิชาบังคับ (Indian Constitution, 2024, pp.14-15)
ส่วนคดีอาญา มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาสนาดังนี้
มาตรา 419 มีการเอาผิดฐานหลอกลวงโดยการแต่งกายหรือแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น (cheating by personation) หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ (Indian Penal Code 419)
มาตรา 420 ความผิดฐานฉ้อโกงเพื่อให้ได้ทรัพย์มาโดยไม่สุจริต ซึ่งโทษนี้รวมถึงการอ้างตนเป็นนักบวชที่มีชื่อเสียงและรับเงินบริจาคด้วย (cheating and dishonestly inducing delivery of property) โดยมีโทษจำคุกถึง 7 ปีและปรับ (Indian Penal Code 420)
ความน่าสนใจคือ แทบไม่มีคดีพระปลอมให้เห็นในอินเดีย นั่นเพราะการบวชสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องมีหนังสือรับรอง เนื่องจากเป็นเสรีภาพทางศาสนา และยิ่งกว่านั้นคือไม่มีผู้เสียหายแจ้งความ เพราะชาวบ้านถือว่าพระก็เหมือนขอทานคนหนึ่ง ที่เราจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ ไม่ใช่การบังคับ และที่สำคัญคือ “ไม่สามารถพิสูจน์เจตนาทางศาสนาได้ ว่าเขาบวชเพื่อหาเงินบริจาค/ฉ้อโกงหรือเพียงเพราะอยากใช้ชีวิตแบบพระเร่ร่อนบำเพ็ญตบะ”
ข่าวการจับพระปลอมมีน้อยมาก หนึ่งในนั้นคือพระชาวบังคลาเทศถูกจับที่พุทธคยา ไม่ใช่เพราะเหตุผลว่าเขาเป็นพระปลอมที่ไม่มีใบรับรอง แต่เพราะเขาเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าจัดการเพราะเป็นประเด็นเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัย เนื่องจากพุทธคยาเคยถูกวางระเบิดโดยผู้ก่อการร้าย ซึ่งกรณีนี้ไม่เกี่ยวกับความเป็นพระปลอมหรือบิณฑบาตหาเงิน (Prabhatkhabar, 2025)
พระที่ถูกจับมักจะเป็นพระจริง แต่เกี่ยวข้องกับข้อหาฟอกเงิน คือรับเงินบริจาคเยอะและไม่โปร่งใส เช่นกรณีขององค์กรรมาปะที่ 17 (Karmapa Ogyen Trinley Dorjee) ซึ่งถูกข้อหาฟอกเงินที่อินเดียในปี 2011 พบว่าเป็นเงินบริจาคจากหลายประเทศ และต่อมาเขาก็ได้หนีออกจากอินเดียไปและไม่กลับมาอีก (Tribuneindia, 2015)
รัฐโลกวิสัยแบบอินเดียทำให้เห็นว่า รัฐจะเข้ามาจัดการก็ต่อเมื่อพระหรือวัดไม่โปร่งใสในการรับเงินบริจาค ซึ่งก็เป็นบรรทัดฐานเดียวกับการที่รัฐจะทำกับองค์กรหรือบุคคลอื่นๆ มิได้เกี่ยวกับสถานะพระว่าบวชแบบมีใบรับรองไหม หรือตีความคำสอนถูกต้องเป็นแบบเดียวกับของรัฐไหม เพราะรัฐโลกวิสัยให้เสรีภาพในการนำเสนอคำสอนของแต่ละคนอยู่แล้ว หากยึดตัวอย่างนี้ สิ่งที่รัฐไทยควรทำคือ สร้างมาตรการให้พระรายงานยอดเงินบริจาคอย่างโปร่งใส หรือหากทำการค้าก็ให้จ่ายภาษี แต่รัฐต้องไม่ไปยุ่งกับการตีความคำสอนของใคร เพราะขัดกับหลัก Freedom of Conscience
ผู้เขียนกำลังใส่เงินในบาตรพระเร่ร่อนในเมือง Dharamshala
แม้จะเป็นพระปลอม แต่เขาก็ฝึกฝนจิตใจ
ในเมือง Dharamshala พระบางรูปมีลูก ตอนเช้าก็ไปส่งลูกที่โรงเรียน เสร็จแล้วก็มาเปลี่ยนชุดพระเถรวาทในตลาด ผู้คนก็เห็นๆ กันอยู่ เขาถือบาตร ยืนสวดมนต์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ฯ ตอนเย็นก็ไปรับลูกพาบ้าน แต่การไปอยู่บ้านก็ไม่ได้แปลก เพราะพระทิเบตในเมือง Dharamshala จำนวนมากก็เช่าบ้านอยู่ และที่เคยเล่าไปในเรื่อง “พระนุ่งกางเกงดีกว่าพระกินเนื้อสัตว์” (เจษฎา บัวบาล, 2568) พระ/อนิลาเหล่านั้นก็มักจะใส่เสื้อยืดนุ่งกางเกงแบบชาวบ้านทั่วไปด้วยในเวลาที่เขาทำงาน กวาดถูห้อง ดูแล้วชีวิตพระปลอม (ที่ไม่มีหนังสือรับรอง) กับพระจริง (ที่มีหนังสือรับรอง) ในวิถีปฏิบัติก็แทบไม่ได้ต่างกัน นี่อาจเป็นเหตุผลที่พระวัชรยานไม่รู้สึกอะไรกับพระปลอมแต่งชุดเถรวาทนั้นก็ได้
ทั้งนี้ พระปลอมที่แต่งกายแบบเถรวาทบางรูปก็ใช้ชีวิตเป็นพระแบบระยะยาว คือเขานุ่งห่มจีวรตลอดเวลา แค่ย้ายสถานที่ไปตามผู้แสวงบุญอยู่เสมอ พวกเขามักจับตัวกันเป็นกลุ่ม ราว 2-3 รูป พระเหล่านี้จำนวนมากมักมาจากพุทธคยา พวกเขาจะยืนหรือนั่งสวดมนต์ตลอดเวลา มองดูสำรวม ไม่พูดคุยเสียงดัง ไม่เอ่ยปากขอ เอาจริงๆ วิถีแบบนี้ก็ดูเคร่งกว่าพระไทยทั่วไปมาก และแน่นอนว่า เขาอาจได้อาหารและเงินราววันละ 500 บาท (จากการสังเกตการณ์เบื้องต้น ไม่ได้ใช้เวลานาน)
ในเดือนพฤศจิกายน พระปลอมเถรวาทในเมือง Dharamshala จะเหลือแค่ 2-3 รูป ซึ่งก่อนหน้านั้นที่พบเห็นเป็นประจำราว 10 รูป หลวงพี่สุธี ชล นักศึกษาปริญญาเอก ม.เดลี ผู้อยู่ในเมืองนี้มากว่า 5 ปีกล่าวว่า “ช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม จะมีงานที่พุทธคยาและมีผู้แสวงบุญจำนวนมากมารวมตัวกัน พระเหล่านี้ก็จะเดินทางไปพุทธคยาด้วย” แน่นอนว่าพวกเขาก็เดินทางด้วยรถไฟและรถทัวร์ ซึ่งบางคนอาจเปลี่ยนชุดบางคนอาจใส่ชุดพระไปเลย “เอาจริงๆ หลายคนอาจเป็นพระเต็มเวลาด้วย คือเขาเป็นนักบวชแบบเดียวกับโยคีหรือบาบา บ้างอาจไม่มีครอบครัว ใช้ชีวิตแบบขอทาน แค่เขาบวชเองไม่มีใบรับรองเท่านั้น”
วัดดาไลลามะจะมีผู้แสวงบุญเข้าไปเที่ยวชมจำนวนมาก แต่พระปลอมเหล่านี้มักไม่เข้าไป พวกเขามักยืนข้างนอก ลุง Tenzin ให้เหตุผลว่า “วัดไม่ได้ห้าม ทุกคนมีสิทธิเข้าไปฟังธรรมหรือร่วมงานของดาไลลามะได้ แต่เหตุที่ไม่เข้า อาจเพราะการอยู่ข้างนอกจะได้เงินมากกว่า คือมีคนเดินผ่านไปผ่านมาและให้อยู่ตลอด แม้จะเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าเข้าไปก็อาจได้แค่ 500 บาทที่ทางวัดถวายให้พระทุกรูปทุกทิกาย เผลอๆ บางทีพระทิเบตก็ยังเอามาถวายให้พระนอกวัดพวกนี้ด้วย”
พระในอินเดียคือขอทาน แต่พระในไทยคืออภิสิทธิ์ชน
คำว่า ภิกขุ แปลว่าผู้ขอ ซึ่งหมายถึง ขออาหาร แต่ต่อมาพยายามทำให้ศัพท์นี้ดูดีขึ้นด้วยการแปลว่า “ผู้เห็นโทษของสังสารวัฏ” (ภยํ อิกฺขตีติ = ภิกฺขุ) และพัฒนาแนวคิดมาเป็นผู้โปรดสัตว์ กล่าวคือ แทนที่จะพูดว่าไปบิณฑบาตตอนเช้าเพื่อขออาหาร ก็ไปเปิดโอกาสให้คนได้ทำบุญ ได้ฟังธรรม แน่นอนว่าการขอกับการไปโปรดอาจแยกออกจากกันได้ยาก พระพุทธเจ้าเองก็ทำแบบนั้น คือใช้โอกาสนั้นสอนคนไปด้วย แต่ไม่มีปัญหาอะไร ตราบที่พระยังเป็นขอทานทั่วไป
ปัญหามาเกิดก็ต่อเมื่อรัฐไทยให้อภิสิทธิ์แก่พระ พระสังฆาธิการเช่น เจ้าอาวาส เลขาฯ รับเงินเดือนจากรัฐเหมือนข้าราชการ พระไทยจึงครองทั้ง 2 สถานะ และเหตุนี้เองที่ต้องตรวจสอบว่าบวชอย่างถูกต้อง คือมีใบรับรองเช่นหนังสือสุทธิไหม ขณะที่พระพวกนั้นเองก็ต้องทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบว่าใครเป็นพระจริง/พระปลอมบ้าง เพื่อให้คุ้มกับเงินเดือนที่ตนได้ จนละเมิดเสรีภาพในการตีความทางศาสนาของผู้อื่น เช่น ใครไม่โกนคิ้วหรือบิณฑบาตเกิน 9 โมงก็ต้องถูกตักเตือน/ลงโทษ
สังคมไทยที่อยู่ภายใต้รัฐศาสนายังมองว่า ไม่ควรให้เสรีภาพคนในการนับถือศาสนา เพราะเขาอาจตีความคำสอนผิด และอาจหลอกลวงผู้คนให้หลงงมงาย จึงต้องมีอำนาจรัฐคอยตรวจสอบความเชื่อและจะคอยบอกว่า ใครคือพระดีพระชั่ว พระจริงพระปลอม ให้เคารพบูชาคนนั้น ให้จับสึกคนนี้ ซึ่งพระที่ถูกบอกว่า “ดี” ก็จะอยู่ในวัดที่มีพื้นที่พิเศษ ชาวบ้านทั่วไปเข้าไม่ถึง ไม่รู้ว่าเบื้องหลังท่านเป็นอย่างไรบ้าง
ขณะที่พระในอินเดียยังคงดำรงสถานะขอทาน ใช้ชีวิตสันโดษ คือมีข้าวของน้อยชิ้น เดินทางไปเรื่อยๆ รับอาหารและเงินบริจาคให้พอเลี้ยงชีพตนได้ (หรือครอบครัวตนได้) ซึ่งอาจไม่ถึงขั้นรวย เพราะชาวบ้านที่พบเห็นก็สงเคราะห์ให้ตามที่เขามี หากเห็นแล้วไม่ศรัทธาก็ไม่ถวาย หรือแม้ไม่ศรัทธาเเต่มองว่าเป็นนักบวชคนหนึ่งที่ต้องมีชีวิตรอด เขาก็ให้อาหารหรือเงินเล็กๆ น้อยๆ ไป โดยไม่ต้องมีวิธีคิดว่า “นี่เป็นพระจริงหรือพระปลอม” ในสังคมแบบนี้ พระจะไว้ผมยาว โกนผมสั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะศาสนาเป็นเสรีภาพ
หากพระพวกนั้นมีข้าวของเยอะ หรือใช้ iPhone คนที่เห็นก็จะไม่ศรัทธาและไม่ถวายของเอง และเห็นได้ง่าย เพราะเขาต้องแบกของเดินไป ไม่มีวัดอยู่ ไม่มีกุฏิหรูสบายที่ใช้เก็บสัมภาระจำนวนมาก การนอนข้างถนนหรือบ้านเช่าจะอยู่ในสายตาของชาวบ้านมากกว่า ชาวบ้านไม่ต้องให้รัฐไปตรวจสอบหนังสือรับรองหรือจับสึก นี่เป็นตัวอย่างของประเทศที่มองว่าศาสนาเป็นเรื่องเสรีภาพ ไม่ต้องมีคณะกรรมการปกป้องศาสนามาทำหน้าที่ตรวจสอบ จับจ้อง ว่าเขาปฏิบัติและสอนถูกตามที่รัฐกำหนดไว้ไหม เพราะตระหนักดีว่าแต่ละคนควรมีสิทธิที่จะเชื่อและตีความศาสนาได้ในแบบของตน
อ้างอิง
Indian Constitution. (2024). Accessed from https://tinyurl.com/ncd9xdb9
Indian Penal Code 419. Accessed from https://devgan.in/ipc/section/419/
Indian Penal Code 420. Accessed from https://devgan.in/ipc/section/420/
Prabhatkhabar. (2025). A Bangladeshi man was hiding in Bodhgaya as a monk; after the revelation, the monks' horoscopes are being scrutinized. Accessed from https://tinyurl.com/2rpavhva
Tribuneindia. (2015). SC stays Karmapa’s trial in money-laundering case. Accessed from https://tinyurl.com/zb3e63hd
เจษฎา บัวบาล. (2568). พระนุ่งกางเกงดีกว่ากินเนื้อสัตว์: สำรวจมุมมองชาวพุทธวัชรยานในอินเดียที่มีต่อพระภิกษุ. เข้าถึงจาก https://prachatai.com/journal/2025/09/114791
อนาคามี. (2568). ปฏิจจสมุปบาท ที่ตรัสระคนกับปัญจุปาทานขันธ์. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/24jzhx2v
