Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เกริ่นนำ

การท่องเที่ยวเชิงพุทธในไทยมักเจาะจงไปที่วัดหรือสำนักปฏิบัติธรรม ซึ่งที่ตรงนั้นเป็นศาสนสถาน (religious space) อยู่ก่อนแล้วแต่จัดให้มีการท่องเที่ยวขึ้นในภายหลัง เช่น งานของ ตวงพร ทรัพย์สาคร (2569) หรือ ณัฐปภัสญ์ นวลสีทอง และคณะ (2565) ขณะที่บทความนี้จะกล่าวถึงหมู่บ้านชาวพุทธในชวากลางของอินโดนีเซียที่การท่องเที่ยวเชิงศาสนาเกิดขึ้นในหมู่บ้านซึ่งเป็นพื้นที่ทางโลก (secular space) ผ่านการทำกิจกรรมทางศาสนาของชาวบ้านในชีวิตประจำวัน โดยจะเห็นว่าศาสนาถูกสร้างขึ้นอย่างชัดเจนเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยว ซึ่งสุดท้ายชาวบ้านก็กลายเป็นผู้ที่ต้องรักษาอัตลักษณ์ทางศาสนาที่สร้างขึ้นใหม่นั้น ผ่านการจับต้องและตรวจสอบโดยผู้มาเยือน

ชาวพุทธเป็นคนกลุ่มน้อยในอินโดนีเซีย คือมี 0.70% หรือ 2,002,402 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมดราว 285 ล้านคน (Data Indonesia, 2025) การท่องเที่ยวเชิงพุทธในอินโดนีเซียจึงอยู่ในบริบทของการจัดสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองคนส่วนน้อยในสังคมที่อิสลาม อาจกล่าวได้ว่า การเป็นคนส่วนน้อยส่งผลอย่างมากต่อการต้องสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนเพื่อแบ่งแยกว่าเราต่างจากผู้อื่นอย่างไร และกรณีของหมู่บ้าน Krecek ในเมือง Temanggung ของชวากลางที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ก็ดูจะสะท้อนชัดว่าพวกเขาปฏิบัติศาสนามากกว่าคนในชุมชนอื่น ตัวอย่างหนึ่งคือ จัดสวดมนต์เย็นในทุกคืนและชาวบ้านท่องจำบทสวดเช่น ธรรมนิยาม เป็นต้นได้ด้วย


ศาสนาพุทธในชวากลาง

โฆษณา - Advertising

นับตั้งแต่การล่มสลายของศาสนาพุทธในอินโดนีเซีย พุทธศาสนาแบบมหายานเติบโตมาก่อน คือเดินทางไปพร้อมกับคนจีนโพ้นทะเลและตั้งศาลเจ้าตามเมืองใหญ่ๆ มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 พุทธศาสนาเถรวาทเติบโตทีหลังคือศตวรรษที่ 19 เริ่มจากการก่อตั้งสมาคมเทวปรัชญา (Theosophical Society) โดยชาวตะวันตกและการมาของพระ Narada ชาวศรีลังกา ในปี ค.ศ. 1934 ที่เป็นเหมือนตัวปลุกให้ชาวพุทธมาร่วมกันฟื้นฟูศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง (เจษฎา บัวบาล, 2568. น. 47)

แม้บรมพุทโธจะตั้งอยู่ในชวากลาง แต่ศาสนาพุทธที่เพิ่งถูกฟื้นฟูได้รับการนับถือกันกว้างขึ้นช่วงหลังปี 1965 ซึ่งเชื่อกันว่าสถานกรณ์ปราบปรามคอมมิวนิสต์ช่วยให้หลายคนหันมาเลือกนับถือศาสนาพุทธ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้พ้นจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จริงๆ แล้วพวกเขาก็มีความเชื่อ/ทำพิธีกรรมดั้งเดิมอยู่ แต่เพราะนิยามของศาสนาในรัฐสมัยใหม่กำหนดให้ต้องนับถือศาสนาที่รัฐรับรองเท่านั้น การเผยแผ่ศาสนาอย่างหนักของผู้นำชาวพุทธที่เป็นฆราวาสช่วยทำให้หลายหมู่บ้านในชวากลางหันมานับถือศาสนาพุทธ

ในเมือง Temanggung (พื้นที่ที่เจาะจงในบทความนี้) ผู้คนหันมานับถือศาสนาพุทธในปี 1968 โดยมักจะเล่าถึงเหตุการณ์การรวมตัวกันครั้งแรกราว 500 คนที่บ้านของ Sutrisno (Ngasiran, 2020) ผู้คนจำนวนมากมาจากตำบล Kaloran อาจสันนิษฐานได้ว่ามีการแสดงธรรม กล่าวรับไตรสรณคมน์และศีล 5 เป็นต้น จากการสำรวจของผู้เขียนในปี 2025 หมู่บ้าน Krecek เป็นหมู่บ้านที่มีจำนวนชาวพุทธมากที่สุดหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ คือมี 56 ครัวเรือน ซึ่งมีชาวพุทธราว 200 คน และทั้งหมดเป็นชาวพุทธ

ตำแหน่งทางศาสนาที่เมือง Temanggung มี แต่เมืองอื่นไม่มีก็คือ Manggalia สันนิษฐานว่าคำนี้ยืมมาจากภาษาบาลีคือ มังคละ ที่แปลว่า “พร” Manggalia จะทำหน้าที่คล้ายผู้นำศาสนา เช่น นำสวดมนต์ ทำพิธีศพ (คำว่า lia อาจแผลงมาจากคำชวา loyo ที่แปลว่า ความตาย) อย่างไรก็ตาม เขาอาจแสดงธรรมได้ด้วย ซึ่งรัฐไม่ได้ให้เงินเดือน แต่จะให้การยกเว้นค่าภาษีที่ดินทำกินของเขา (Ngasiran, 2020) อย่างไรก็ตาม สถานะนี้ดูจะเป็นปัจเจกที่ไม่ได้ขึ้นกับองค์กรใด

โฆษณา - Advertising

ชาวพุทธในอินโดนีเซียจะจับกลุ่มกันเป็นองค์กร โดยที่หมู่บ้าน Krecek จะขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์เถรวาทอินโดนีเซีย (Sangha Theravada Indonesia: STI) องค์กรส่วนกลางมักจะส่งพระมาแสดงธรรมและจัดงานในวันสำคัญ ยิ่งกว่านั้นคือ คณะสงฆ์ที่อยู่ในเมืองใหญ่อาจช่วยหาเงินบริจาคมาสงเคราะห์ชาวบ้านที่ยากจนได้ด้วย หลวงพ่อ Dhammakaro เป็นคนจากหมู่บ้านนี้ซึ่งได้บวชเป็นพระในปี 1996 แม้จะอยู่ในเมืองหลวงเป็นหลัก แต่ท่านก็มักหาเจ้าภาพมาบูรณะวัดที่บ้านเกิด ชื่อว่า Vihara Dhammasarana และยังตั้งโรงเรียนเด็กปฐมวัย (PAUD) ซึ่งเป็นโรงเรียนแบบพุทธขึ้นในปี 2014 ด้วย


สร้างรายได้ชุมชนด้วยการท่องเที่ยวเชิงพุทธ

การท่องเที่ยวของชุมชนนี้เริ่มขึ้นราวปี ค.ศ. 2018 โดยโปรโมทว่าเป็นหมู่บ้านชาวพุทธแห่งเดียวของอินโดนีเซีย ช่วงที่ผู้เขียนไปพักที่นี่ครั้งแรกในปี 2019 เป็นเวลาหนึ่งเดือน หมู่บ้านนี้เป็นที่รู้จักกันว่ามีชาวพุทธ 99% คือมีมุสลิมราว 1-2 คน อยู่ด้วย แต่ในปี 2025 ได้ทราบว่าเป็นชาวพุทธ 100% (ไม่แน่ใจว่าสองคนนั้นย้ายออกไปหรือเปลี่ยนมานับถือพุทธ) กลุ่ม Buddhazine ซึ่งใช้เว็บไซด์และสื่ออื่นๆ ในการโปรโมทข่าวสารเกี่ยวกับชาวพุทธในอินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญในการสร้างโปรเจคนี้

อัตลักษณ์ของหมู่บ้านเริ่มจากการจัดสวนพระพุทธรูปและเจดีย์หน้าบ้าน ซึ่งเริ่มในปี 2018 โดยที่วัสดุได้รับการสนับสนุนจากหลวงพ่อ Dhammakaro มีการประกวดสวนสวยงามในวาระต่างๆ ซึ่งบ้านที่ได้รับรางวัลจะได้เงิน IDR 200,000 หรือราว 400 บาท แน่นอนว่าสวนนั้นมิใช่เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เจ้าของบ้านจะจุดธูปเทียนถวายเช้า-เย็น มีการยืนสวดมนต์สั้นๆ และบ้างก็ถวายอาหารให้พระพุทธรูปด้วย สวนนี้จึงช่วยสร้างอัตลักษณ์/พิธีกรรมแบบพุทธให้กับคนในหมู่บ้านนี้ได้อย่างชัดเจน ต่อมาสวนพุทธนี้ขยายไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ด้วย แม้จะเป็นคนกลุ่มน้อยในหมู่บ้านนั้น แต่เมื่อเห็นสวนหรือพระพุทธรูปหน้าบ้านเช่นนี้ ก็เป็นอันรู้กันว่านั่นเป็นบ้านของชาวพุทธ

โฆษณา - Advertising

 


รูป: สวนหน้าบ้านที่มีพระพุทธรูปและเจดีย์แบบบรมพุทโธ (ถ่ายโดยผู้เขียน)

 


รูป: ชาวบ้านกำลังตากเมล็ดกาแฟ (ถ่ายโดยผู้เขียน)

โฆษณา - Advertising

หมู่บ้าน Krecek ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่เป็นชาวพุทธจากทั่วอินโดนีเซีย เหมือนบอกเป็นนัยว่าต้องมาดูวิถีแบบชาวพุทธสักครั้งให้ได้แม้ไม่ได้ไปต่างประเทศ เช่น ไทยหรือพม่า Buddhazine ได้จัดโครงการ Live In คือให้นักศึกษาในชมรมพุทธฯ ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้มาพักและเรียนรู้วิถีชีวิตคนที่นี่ราวปีละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 3-7 วัน โดยจะได้ร่วมสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำความสะอาดหมู่บ้าน เก็บกาแฟในไร่ หรือหาก นศ.มาจากคณะแพทย์/วิทยาศาสตร์ก็จะช่วยให้ความรู้เรื่องสุขภาพและอนามัยในครัวเรือนแก่ชาวบ้านด้วย (Ngasiran, 2019) ราวปี 2020 เป็นต้นมาพบว่ามีนักท่องเที่ยวที่เป็นมุสลิมมาร่วมโครงการนี้ด้วย โดยเฉพาะช่วงทำบุญให้บรรพบุรุษที่เรียกว่า Nyadran ซึ่งร่วมจัดโดย Aman Indonesia (Asian Muslim Action Network Indonesia)

หมู่บ้านนี้ยังมีน้ำตก Curug Pertapan ที่ตั้งชื่อเพื่อบ่งบอกว่าเป็นที่ปฏิบัติทางจิตของฤษี มีการสร้างศาลาสำหรับนั่งพักผ่อนและทำสมาธิ และในปี 2020 ได้จัดวางรูปปั้นองค์ตารา (Dewi Tara) ไว้ด้วย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาวัชรยานและตีความแบบชวาว่าเป็นเทวีศรี (Dewi Sri) หรือเทพท้องถิ่นที่ทำให้พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ บริเวณแห่งนี้ยังใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมของสมาคมสตรีชาวเถรวาท (Wandani) ซึ่งรวมตัวกันปีละครั้ง และโปรโมทว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการทำสมาธิ (Surahman, 2019)

แม้หมู่บ้านแห่งนี้จะเป็นเถรวาท แต่พวกเขาได้รับการเยี่ยมชมหรือเอาข้าวของมาแจกจากชาวพุทธกลุ่มอื่นๆ เช่น มหายาน พุทธยานและฝอกวงซันเป็นต้น อยู่เสมอ ล่าสุดในปี 2024 ได้มีการจัดสร้างพระนอนขนาดใหญ่บริเวณสนามฟุตบอลของหมู่บ้าน (ดูภาพที่ 1) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับพระพุทธเจ้ากำลังนอนดูเด็กเล่นในสนาม คนที่ออกไปเรียน ทำงาน ไปไร่กาแฟและสวนพริก หรือกระทั่งไปตัดหญ้าให้แพะ ฯลฯ จะผ่านสายตาของท่าน พระที่ทำจากหินอาจไม่สามารถรับรู้ได้ แต่อัตลักษณ์แบบพุทธนี้ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม พักอาศัยและทำกิจกรรมร่วมกับชาวพุทธที่นี่ ทำให้คนในหมู่บ้านนี้อยู่ในสายตาของผู้มาเยือนอยู่ตลอด

ทุกคืนวันอังคาร (Malam Rabu) จะมีการสวดมนต์ที่วัดซึ่งทุกบ้านจะส่งตัวแทนไปร่วม ขณะที่คืนวันพุธ (Malam Kamis) จะจัดสวดมนต์ตามบ้านเพื่ออุทิศบุญให้กับบรรพบุรุษของบ้านนั้นๆ หมุนเวียนกันไป อย่างไรก็ตาม การสวดมนต์ในวัดจะมีทุกวัน (ยกเว้นวันพุธ) แต่คนที่มาเข้าร่วมก็จะมีน้อยมากหากไม่มีกิจกรรมเช่น Live In ที่แขกมาร่วมด้วย 

โฆษณา - Advertising

การแสดงที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านนี้คือ รำม้า (Kuda Lumping) ที่ใช้ในลักษณะพิธีกรรม เช่น รักษาโรคหรือแก้บน กาแฟจากสวนของชาวบ้านยังถูกบรรจุขายในชื่อ Copi Kinasih ที่สะท้อนกาแฟแท้จาก Krecek และเป็นผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้านชาวพุทธไปด้วย ทั้งนี้ Rizzo (2024) ตั้งข้อสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา หมู่บ้านนี้ได้รื้อฟื้น/ผลิตพิธีกรรมชวาที่มีลักษณะเป็นพุทธขึ้นมาใช้มากขึ้น เช่นพิธีตัดจุกของเด็กในหมู่บ้านหรือการตั้งชื่อเด็กด้วยภาษาบาลี/สันสกฤต เช่น อติสสะ เป็นต้น แน่นอนว่ากิจกรรมเหล่านี้ทำหน้าที่ทั้งในแง่ที่รักษาวัฒนธรรมชวา (แบบพุทธ) และสามารถดึงนักท่องเที่ยวมาร่วมกิจกรรม ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน


รูป: ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวกำลังเดินไปสุสานเพื่อทำพิธี Nyadran (ถ่ายโดยผู้เขียน)

ผลกระทบที่มีต่อคนต่างศาสนา

การสร้างชุนชนท่องเที่ยวแบบพุทธนี้ ดึงดูดคนต่างศาสนาให้มาเที่ยวได้ด้วย โดยเฉพาะการโปรโมทสมาธิ (meditasi) ให้เป็นเรื่องมิติทางจิตวิญญาณ (spiritual) อย่างไรก็ตาม การเป็นมุสลิมหรือคริสต์แล้วมานั่งสมาธิกับชาวพุทธดูจะเป็นกระแสของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะหลังปี 2020 เป็นต้นมา ซึ่งสะท้อนความเป็นคนใจกว้างในสังคมพหุวัฒนธรรม และแน่นอนว่า การปฏิสัมพันธ์กับคนต่างศาสนาได้ช่วยให้ชาวบ้านสะท้อนความเป็นชาวพุทธได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การต้องสวดมนต์ที่สวนหน้าบ้านและในวัด เป็นต้น

สิ่งที่มักไม่กล่าวถึงกันคือ กระบวนการของการสร้างหมู่บ้านชาวพุทธได้เบียดขับคนศาสนาอื่นๆ ออกไปด้วย ป้าคนหนึ่งเพิ่งเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ โดยให้เหตุผลว่าการเป็นมุสลิมทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อน ทำละหมาดในบ้านตามลำพัง ยิ่งตอนส่งลูกชายเข้าโรงเรียน (PAUD) ของวัดซึ่งเน้นศาสนาพุทธ เมื่อจัดกิจกรรมตนก็เข้าร่วมยาก รวมทั้งเรื่องอาหารการกินด้วย สุดท้ายจึงเปลี่ยนศาสนาตามสามี และไม่กี่ปีมานี้ ป้าได้รับเงินบริจาคจากมูลนิธิของวัดให้ปรับปรุงบ้านใหม่ การช่วยเหลือนี้ทางวัดอาจดูจากความยากจนก็เป็นได้ แต่ผู้เขียนสันนิษฐานเอาเองว่าอาจเป็นการขอบคุณที่หันมานับถือศาสนาพุทธ 

ชาวพุทธอาจมองเป็นจุดแข็งของการมีหมู่บ้านชาวพุทธไว้ต่อรองกับคนศาสนาอื่น นั่นคือ แทนที่จะแต่งงานแล้วต้องไปนับถือคริสต์หรืออิสลามแบบที่เคยปฏิบัติกันมา ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ของหมู่บ้าน กลายเป็นว่า หนุ่มสาวชาวพุทธที่นี่ต้องพยายามหาคู่แต่งงานที่เป็นชาวพุทธด้วยกัน แน่นอนว่าพวกเขามีเครือข่ายยุวชนชาวพุทธทั่วอินโดนีเซีย แต่ก็ปิดโอกาสกับคนต่างศาสนา หรือหากมีคู่ต่างศาสนาก็คงต้องต่อรองอย่างมากเพื่อให้อีกฝ่ายมาเป็นพุทธ หรือมิฉะนั้นก็อาจต้องย้ายทะเบียนบ้านออกไปหรือแสดงออกให้คนเห็นว่า “มุสลิมหรือคริสเตียนคนนั้นแค่มาเยี่ยมญาติในหมู่บ้านนี้ เขาไม่ได้อยู่ที่นี่”


สรุป

พระพุทธรูปทั้งในสวนหน้าบ้าน ศาลาปฏิบัติธรรม หรือพระนอนข้างสนามฟุตบอลไม่ใช่แค่วัตถุที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวชม หรือเป็นแค่ “วัตถุที่ถูกมองเห็น” แต่เป็นตัวแทนของชาวพุทธในเมืองเพื่อเตือนให้ชาวบ้านต้องแสดงอัตลักษณ์และกิจวัตรของการเป็นชาวพุทธ การมาท่องเที่ยว/ปฏิบัติธรรมหรือบูชาพระนอนจากคนภายนอกจึงเป็นเหมือน “การมาจับจ้อง” หรือบีบในทางอ้อมให้ชาวบ้านต้องรักษาความเป็นพุทธเอาไว้ โดยที่การท่องเที่ยวนั้นก็สนับสนุนรายได้ของชุมชนอีกที

ชาวพุทธอาจมองว่าการต้องรักษาอัตลักษณ์ความเป็นพุทธไว้ โดยฝากความหวังส่วนหนึ่งไว้กับหมู่บ้านนี้ อาจเป็นวิธีที่ช่วยรักษาจำนวนศาสนิกที่นับวันมีแต่ลดน้อยลงได้ ดังนั้นพระพุทธรูปและกิจกรรมต่างๆ จึงไม่ได้ดำรงอยู่อย่าง passive แต่ช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองเมื่อต้องปะทะกับศาสนาอื่นในนามของ “หมู่บ้านชาวพุทธ” หรือ “การท่องเที่ยวเชิงพุทธ” ได้ด้วย

 

 

อ้างอิง

Data Indonesia. (2025). Data Jumlah Penduduk Indonesia Menurut Agama pada Semester I/2025. Retrieved from https://tinyurl.com/3v96cssj

Ngasiran. (2019). Usai Live In, Perpisahan Mahasiswa Universitas Indonesia dengan Masyarakat Krecek Diiringi Air Mata [After the Live In, Students of Universitas Indonesia Farewell to the Krecek Community, Accompanied by Tears]. Retrieved from https://bit.ly/3mcaKJz

Ngasiran. (2020). Manggalia: Makna dan Sejarahnya, [Manggalia: Meanings and History]. Retrieved from https://bit.ly/36k91NT

Surahman, A. (2019). Dusun Krecek dan Atmosfernya yang Mendukung Praktik Meditasi [Krecek Village and Its Atmosphere to Support Meditation Practices]. Retrieved from https://bit.ly/2Kc9DfW

Rizzo, R. (2024). Buddhism in Indonesia: A Study of Multiple Revivals. London, Routledge.

เจษฎา บัวบาล. (2568). พุทธบนภูเขาชวา (1): เมื่อวัดป่าไม่เหมาะกับการเผยแผ่ศาสนาในยุคแรก. วารสารมานุษยวิทยาศาสนา, 7(2): 45-67. สืบค้นจาก https://tinyurl.com/h6642mz9

ณัฐปภัสญ์ นวลสีทอง, กมลรัตน์ ทองสว่าง, ธนาวิทย์ กางการ. (2565). การท่องเที่ยวเชิงนวัตวิถีพุทธ. วารสาร มจร.อุบลปริทรรศน์ 7(2): 1001-1010. สืบค้นจาก https://tinyurl.com/ytf686ky

ตวงพร ทรัพย์สาคร. (2569). วิเคราะห์การจัดการการท่องเที่ยวเชิงพุทธที่เหมาะสมสำหรับ วัดป่าพุทธชินวงศาราม จังหวัดพะเยา. วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ , 12(1): 85–96. สืบค้นจาก https://tinyurl.com/38msyt9w

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising